วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร จ.แม่ฮ่องสอน

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร: เชื่อมโยงจากโครงงานสู่วัฒนธรรมวิจัย

พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคารเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับ เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ระยะทาง 350 เมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 548 คน มีครู 55 คน  นายจำลอง ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและนายณรงค์ศักดิ์ ศรีเมือง เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียน
เมื่อแรกเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูจินดา วงศ์เทพ และครูวารุณี ธรรมขันธ์ เป็นครูแกนนำ ปัจจุบันครูครูจินดาเกษียณอายุราชการและครูวารุณีย้ายโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงมอบหมายให้ครูเขมรักษ์ กุมารสิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการเป็นแกนนำร่วมกับครูแกนนำอื่นๆ อีก 15 คน ซึ่งครูแกนนำชุดใหม่นี้ได้ร่วมกันสานต่อในการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 คือ นายสมคิด ศรีธร เป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุน ในการลงพื้นที่ติดตามผลการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร ในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556  มีคณะติดตาม 3 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และผม ได้พบสภาพการดำเนินงาน ดังนี้

1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ป.1 มีนักเรียน จำนวน 18 คน เป็นชาย 8 คน หญิง 10 คน มีคุณครูปทิมจันทร์ ปันนะ เป็นครูผู้สอน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมายที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั่วโมงการสอนนี้เป็นชั่วโมงที่ 4 จาก 6 ชั่วโมงตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้นี้มีจุดประสงค์การเรียนรู้ 3 ประการคือ (1) นักเรียนบอกความหมายของคำว่าสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายได้ถูกต้อง (2) นักเรียนรู้จักและบอกความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันและสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแสดงความปลอดภัยและแสดงอันตรายได้ และ(3) นักเรียนปฏิบัติตามสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่กำหนดได้ถูกต้อง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทั้ง 3 กลุ่ม ออกมานำเสนอป้ายสัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ คนละป้ายพร้อมทั้งบอกด้วยว่าป้ายนั้นๆ เป็นป้ายอะไร กลุ่มแรกนำเสนอป้ายสัญลักษณ์ที่พบเห็นบริเวณอาคารสถานที่  กลุ่มที่สองนำเสนอป้ายที่พบเห็นตามท้องถนน และกลุ่มที่สามนำเสนอป้ายที่พบเห็นบนห่อสินค้า เมื่อนำเสนอหน้าชั้นครบถ้วน ครูถามให้นักเรียนทบทวนว่า แต่ละกลุ่มไปค้นคว้าหาความรู้เหล่านี้มาจากที่ใด นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกว่าไปถามครูบ้าง ไปค้นจากอินเทอร์เน็ตบ้าง สังเกตตามท้องถนนและสินค้าต่างๆบ้าง จากนั้นครูให้นักเรียนตอบว่าเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์ต่างๆ แล้ว  นักเรียนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เช่น เครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ นักเรียนตอบว่าห้ามสูบบุหรี่ครับ ถ้าสูบอาจจะจับเราได้, เครื่องหมายห้ามรถผ่าน นักเรียนตอบว่า ถ้าขับและไม่หยุดอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เป็นต้น และสุดท้ายครูย้ำว่า ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
หลังจากนั้น ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มคิดเครื่องหมายขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ซ้ำกับที่นำเสนอไปแล้ว และให้เวลานักเรียนคิดร่วมกัน 2 นาที นักเรียนรวมกลุ่มคิด จากนั้นแต่ละกลุ่มนำเสนอป้ายที่คิดได้ คือ กลุ่มที่หนึ่งป้ายห้ามตัดต้นไม้เพราะให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติให้อยู่กับเรานานๆ กลุ่มที่สองป้ายห้ามจับปลาเพราะจะได้มีความอุดมสมบูรณ์ และกลุ่มที่สามห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดเพราะจะไม่สกปรกและไม่มีกลิ่นเหม็น สุดท้ายครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการทำป้ายตามที่ได้ระบุไว้ และเตรียมเขียนตามคำบอกในวันต่อไป จากคำที่นักเรียนได้ฝึกอ่านสัญลักษณ์และเครื่องหมายกันในวันนี้
2. การสัมภาษณ์ครู ครูบอกว่าส่วนดีที่เห็นในวันนี้คือ นักเรียนร่วมกิจกรรมได้ดี เป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมและร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนที่ยังต้องปรับปรุง ได้แก่ (1) สื่อยังไม่เหมาะกับนักเรียน และเป็นสื่อที่มีขนาดเล็ก การนำเสนอสื่อถือโอนเอน และเป็นสื่อที่ครูเป็นผู้ทำขึ้นเอง (2) ควรมีการถามต่อและไม่นิ่งเฉยกับคำถามของนักเรียน (3) ยังไม่ได้ให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบ (4) ขั้นให้นักเรียนตั้งคำถามเป็นขั้นที่ยากและต้องใช้เวลา นอกจากนั้นยังบอกว่าครูได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียนที่ดี อาทิ สนับสนุนงบประมาณพานักเรียนไปแหล่งเรียนรู้ ให้เบิกสื่อได้ตามความต้องการจำเป็น 
3. การประชุมกลุ่มผู้บริหารและครูแกนนำ ผอ.จำลอง ศรีสวัสดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้รับหลักการมาดำเนินการก็มีความเชื่อมั่นในทีมงานแกนนำ มีการสร้างความตระหนักให้กับคณะครูเพื่อส่งเสริมให้เด็กวิจัย คิดและหาคำตอบ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มร้อย เพราะมีนโยบายหลายงานเข้ามากระทบ อาทิ งานศิลปหัตถกรรม, กระตุ้นผลสัมฤทธิ์ (จัดสรรงบให้มาติว O-NET 40 บาท/คน) สิ่งที่ได้สนับสนุนพัฒนาครู ได้แก่ การอบรมวิจัยให้กับครู มีการจัดเวลาให้ครูนิเทศ (ครูหัวหน้าสายชั้น/ ครูวิชาการสายชั้น) มากขึ้น มีการสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ไม่น้อยกว่า 70% ของงบพัฒนา เพื่อให้นำไปจัดซื้อสื่อและพานักเรียนไปเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ด้าน ICT/ Internet และจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด สนับสนุนให้ครูไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ รวมทั้งการให้คำปรึกษาด้านวิชาการให้กับครูใหม่โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียน สิ่งที่พบว่ายังต้องปรับปรุงพัฒนาคือ ครูยังไม่เชื่อมั่นนักที่จะให้เด็กได้คิดค้นหาคำตอบเอง การดำเนินการยังติดขัด ผู้บริหารโรงเรียนวิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากการที่ครูขาดการยอมรับตนเองและผู้ที่มาให้การนิเทศ (ครูวิชาการ/ ผู้บริหารโรงเรียน) ซึ่งก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับกรณี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ระบุให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน แต่ครูก็ยังไม่สามารถทำได้ แม้จะพยายามแต่สุดท้ายกลับเข้าสู่วัฒนธรรมการทำงานเดิมที่คุ้นเคย สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาครูคือ ต้องการผู้มานิเทศช่วยเหลือ ชี้แนะให้ครูเกิดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินการ
นอกจากนั้น คณะครูได้ช่วยกันพิจารณาว่า “โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรที่ทำอยู่เดิม ที่เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงพลัง ได้คิด” ก็พบว่า โรงเรียนมีโครงงาน ทั้งโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มีกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่ให้เด็กได้ตั้งคำถาม เริ่มจากสิ่งที่อยากรู้และแสวงหาความรู้เอง นอกจากนั้นยังมีโครงงานของ ป.4-6 และม.ต้น ปีละประมาณ 10 โครงงานต่อห้องเรียน กิจกรรมชุมนุม และกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาเพิ่มเติม จากนั้น ศน.สมคิด ศรีธร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนิเทศว่า ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีน้อย (7 คน) สิ่งที่ได้ช่วยสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนภายหลังจากที่ได้คัดเลือกโรงเรียนร่วมโครงการแล้ว ได้มีการประชุมครูพัฒนาข้อเสนอโครงการ นำครูเข้าร่วมประชุมเขียนแผน แต่ก็มีความสับสนในส่วนของการระบุว่า จะต้องเขียนแผนการสอนให้มี 4 ขั้นตอน ส่วนการนิเทศทำได้เพียง 2-3 ครั้ง
4. การสะท้อนคิดของทีมติดตามผล
จากการสังเกตการสอนครูผู้สอนชั้น ป.1 ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ได้เห็นความกล้าแสดงออก & ร่วมมือในการเรียนรู้ของเด็กๆ เป็นที่น่าชื่นชมมาก และจากการพูดคุยกับครูและผู้บริหารได้เห็นถึงความตั้งใจของคณะครูที่มุ่งหวังให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ที่ดีขึ้น ได้เห็นว่า โรงเรียนมีต้นทุนที่ดีมาก ที่ครูทำอยู่ ทั้ง “โครงงาน” “การเรียนรู้ผู้เรียนเป็นสำคัญ” “กิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เอง” ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยง ต่อยอดกับโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยได้อย่างดี
มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้โรงเรียนสร้างระบบนิเทศภายใน ให้ตั้ง “กลุ่มครูพูดคุยกัน” รวมทั้งการนำมาตรฐาน ตัวชี้วัดมาวิเคราะห์ร่วมกัน และหลอมรวม บูรณาการ และร่วมกันจัดการเรียนรู้ ให้เด็กบรรลุมาตรฐาน- ไม่สอนตามแบบเรียนสำนักพิมพ์เท่านั้น สิ่งที่จะเป็นความมั่นใจให้ครูว่าแนวทางที่ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ก็คือ การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มาวิเคราะห์ มาวิพากษ์ร่วมกัน และให้ตกผลึกเป็นความเข้าใจร่วมกัน แล้วสิ่งที่ตกลงกันนั้น จะเป็นคำตอบว่าอะไรถูก/ อะไรดีที่สุดสำหรับโรงเรียน
------------------------------------------

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น