วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

VDO ย้อนหลัง "การประชุมชี้แจงการจัดทำหลักสูตรพัฒนาครู" 13 มี.ค. 2560

VDO ย้อนหลัง 
การประชุมชี้แจงแนวทางการจัดทำหลักสูตรพัฒนาครูประจำการ สพฐ.

แถลงข่าว และตอบข้อซักถาม โดย นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะ (นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ., นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการ กพฐ., นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผอ.สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.)

ความเป็นมา 

เมื่อ 13 มีนาคม 2560 สพฐ.ได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทุกภาคส่วน ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ ร่วมรับฟังการชี้แจงการนำเสนอหลักสูตรพัฒนาครูประจำการ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร

สพฐ. และ ศธ. ต้องการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยทั่วประเทศ ผ่านคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู จึงได้ตั้งงบพัฒนาครูไว้ คนละ 10,000 บาท หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับครูทั่วประเทศ (ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่จะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ต้องการแสดงให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นของการดำเนินงาน เท่านั้น) เพื่อให้ครูใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นรายบุคคล ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร

หลักสูตรดังกล่าว จะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่กระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ

Screenshot (144).png
เอกสารประกอบการประชุม

- ข้อกำหนดลักษณะของหลักสูตรการพัฒนาhttps://goo.gl/2OM6u2
- แนวทางการบริหารงบประมาณพัฒนาครูhttp://hrd.obec.go.th/event/q1.pdf
- (ร่าง) ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานhttp://hrd.obec.go.th/event/q3.pdf


 ปฏิทินงาน (ฉบับร่าง)

(ปฏิทินจริง โปรดดูที่เว็บไซต์ สพค.อีกครั้งครับ)

13-20 มี.ค. 2560 องค์กร/ หน่วยงานเสนอ Courses ในรูปแบบ PDF ทาง email: spkobec@gmail.com และปัจจุบันสำนักพัฒนาครูฯ ได้เปิดช่องทางการรับหลักสูตรที่เป็นระบบมากขึ้น โดยให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหลักสูตรระบุลักษณะสำคัญของหลักสูตรและแนบ link หรือ URL ของไฟล์หลักสูตรลงในระบบออนไลน์ โดยคลิกที่ "ช่องทางการเสนอหลักสูตรเพื่อพัฒนาครู" (อยู่ด้านบนสุดของเว็บไซต์สำนักพัฒนาครูฯ โปรดศึกษารายละเอียดที่เว็บไซต์ดังกล่าว ที่นี่ >>> http://hrd.obec.go.th/index1.html
21-29 มี.ค. 2560 สถาบันคุรุพัฒนา Approve Courses ตามเกณฑ์
30 มี.ค. 2560 สพค.ประกาศ Courses ที่รับรองผ่านทางเว็บไซต์ http://hrd.obec.go.th/index1.html
1-15 เม.ย. 2560 ครูในสังกัด สพฐ. (ประมาณ 4 แสนคน) Shopping Courses
20 เม.ย. 2560 สพค.ประกาศรายชื่อครู ที่ Shopping แต่ละ Courses ผ่านทางเว็บไซต์ http://hrd.obec.go.th/index1.html

หลังจากนั้น องค์กร/ หน่วยงานดำเนินการพัฒนาครู

หมายเหตุ:
- เวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
- การอบรมพัฒนาครู ต้องอยู่ในช่วงปิดเทอม หรือเสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น
- งบประมาณสำหรับการพัฒนาครูคนละไม่เกิน 10,000 บาท (รวมค่าเดินทางและที่พัก) โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณ 2560 (ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560)


โปรดติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำข้อเสนอหลักสูตร (course) เพื่อการพัฒนาครู ได้ที่เว็บไซต์นี้ครับ http://hrd.obec.go.th/index1.html


ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ และมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียด ที่สำนักพัฒนาครูฯ สพฐ. โทร. 0 2288 5634 หรือ 0 2288 5635 

หมายเหตุ:
ผมไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ไม่ได้เป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตร หรือคณะกรรมการใดๆ ในการดำเนินงานโครงการนี้ จึงไม่สามารถตอบคำถามของผู้สนใจได้ทั้งหมด หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการนี้ ขอให้สอบถามโดยตรงไปที่สำนักพัฒนาครูฯ สพฐ. เพราะผมเป็นเพียงผู้อาสาช่วยประชาสัมพันธ์/ สื่อสารให้อาจารย์ องค์กรเครือข่าย และผู้สนใจ ได้รับรู้และเข้ามีส่วนร่วมในงานของกระทรวงศึกษาธิการนี้ ที่ต้องการพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เท่านั้น 
-------------------------------------------------------
พิทักษ์ โสตถยาคม
14 มีนาคม 2560



------------------------------

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงแนวทางการเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำกา

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ได้กำหนดกรอบวงเงินให้ครูรายบุคคล เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นของครูรายบุคคล คนละ 10,000 บาท ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร

แต่หลักสูตรนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่ สพฐ. ตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาครูประจำการ และประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ ขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงแนวทางการนำเสนอโครงการได้ ในวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 เวลา 13.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมบางกอกพาเลส (Bangkok Palace Hotel) ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ หนังสือแจ้งเป็นทางการจะประชาสัมพันธ์ไว้ที่เว็บไซต์ สพค. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดที่ สพค. 
โทร. 0 2288 5634
หรือ  0 2288 5635

ภาพในบรรทัด 1

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดจะเข้าร่วมรับฟังการประชุมชี้แจงครั้งนี้ โปรดแจ้งชื่อและรายละเอียดของผู้ที่จะเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง ลงในแบบฟอร์มนี้  https://goo.gl/6lp5j8 


เมื่อกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มข้างต้นแล้ว สามารถตรวจสอบรายชื่อของผู้แจ้งความประสงค์ ได้ที่นี่ https://goo.gl/oHZHun

ขอความกรุณาท่านช่วยประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจทราบต่อๆ ไปด้วย 

ขอบคุณครับ
พิทักษ์ โสตถยาคม

ปล. มีผู้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียด เรื่อง เกณฑ์พิจารณาโครงการ/ หลักสูตรการอบรมพัฒนาครู และรายละเอียดการเข้าร่วมประชุมมาที่ผม จึงขอเรียนว่า อาจต้องสอบถาม สพค.โดยตรง หรือรอ สพฐ.ชี้แจง และฟังการแถลงข่าวของ รมว.ศธ.ในวันนั้นครับ ผมเพียงอาสาช่วยในส่วนของการทำระบบแจ้งชื่อผู้สนใจเข้าประชุม และช่วยกระจายข่าว/ ประชาสัมพันธ์ให้ทันกาล เพราะกำหนดจัดงานกระชั้น แต่ต้องการการรับรู้ในวงกว้าง จึงช่วยสื่อสารให้ผู้ทรงคุณวุฒิและเครือข่ายเท่าที่ผมจะประสานได้ครับ

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รมว.ศธ.มอบนโยบายในโอกาสเข้ารับตำแหน่งวันแรก

การมอบนโยบายในโอกาสเข้ารับตำแหน่งวันแรก
ของ รมว.ศธ.คนใหม่ (นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์)
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ณ ห้อง Theatre อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

ที่มาภาพ: http://www.moe.go.th/websm/minister/minister_teerakiat.htm

1. รมว.ศธ.น้อมนำพระราชกระแสฯในหลวง ร.9 และพระบรมราโชบายในหลวง ร.10 มาปรับใช้ พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่ต้องการให้เด็กมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีพื้นฐานชีวิต (อุปนิสัย) ที่มั่นคงแข็งแรง และพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแปลงเป็นนโยบาย เช่น จะแก้ปัญหาครูมุ่งทำวิทยานิพนธ์เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ปัญหาครูกั๊กวิชาไว้ไปสอนพิเศษ จะให้ครูศึกษาอบรมแบบใหม่ (รายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ https://goo.gl/3rO0t4)

2. รมว.ศธ.จะเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) จำนวน 6 ด้าน คือ  1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (ศึกษารายละเอียดยุทธศาสตร์ชาติ ได้ที่นี่ ยุทธศาสตร์ชาติ (สรุปย่อ))

3. การแบ่งงานให้รัฐมนตรีแต่ละท่าน ดังนี้ 1) รมช.ศธ.(พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์) ดูแลความมั่นคง, อาชีวะ, กศน. 2) รมช.ศธ.(หมอมหลวงปนัดดา ดิศกุล) ดูแล สกศ., คกก.ลูกเสือ, ITD, เศรษฐกิจพอเพียง, กศจ., ร.ร.พระราชดำริ, ร.ร.คุณธรรม และงานประชาสัมพันธ์ของ ศธ. และ 3) รมว.ศธ.(นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) ดูแล สป., สพฐ., สกอ., สช., คุรุสภา, กคศ., สก.สค., สสวท., ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์

4. การมอบนโยบายให้ สพฐ. รมว.ศธ.มอบให้ สพฐ.ทำโครงการปรับปรุงโรงเรียน หรือ “School Improvement Projectกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาเป็นโรงเรียน ICU ครอบคลุมทุกโรงเรียน ทุกพื้นที่ (ไม่ซ้ำซ้อนกับกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนประชารัฐ) ให้แล้วเสร็จใน 5 ปี โดยลงไปดูว่าโรงเรียนขาดอะไร ครูขาดอะไร จะเพิ่มทรัพยากรอย่างไร ไม่เน้นกระดาษ ไม่เน้นการซื้ออุปกรณ์ IT ปฏิรูปโรงเรียนโดยตอบโจทย์อย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองอยากเห็น เช่น ครูอยู่กับเด็ก ให้เด็กอยากเรียนรู้ ให้เกลียดการโกงและไม่โกง พูดภาษาอังกฤษได้  จบแล้วมีงานทำ/ เรียนต่อได้  เป็นต้น โครงการนี้จะเป็นโครงการที่มุ่งเน้น ให้ความสำคัญสูง เพราะต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และเป็นการสนองนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการเห็นกระทรวงศึกษาธิการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนใน 1 ปีแรก

รายละเอียดของสาระสำคัญของการแถลงนโยบาย ฉบับเต็ม ดูที่เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ ที่นี่ http://www.moe.go.th/websm/2016/dec/515.html

-----------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการศึกษาไทยในอนาคต: สานพลังประชารัฐและมหาวิทยาลัย

คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการศึกษาไทยในอนาคต: สานพลังประชารัฐและมหาวิทยาลัย
พิทักษ์ โสตถยาคม

วันนี้ 24 พฤศจิกายน 2559 ผมได้รับมอบหมายจาก ดร.พิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษา สพฐ. ให้ไปเป็นวิทยากรร่วมเสวนาแทน ในการประชุมวิชาการ ปอมท. (ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย) เรื่อง “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อการศึกษาไทยในอนาคต” ณ โรงแรมนงนุช การ์เด้น รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี เมื่อวานผมจึงนั่งลำดับความคิด คิดว่าจะสื่อสารอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง และเกิดประโยชน์ต่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ความคิดว่า จะบอกเล่าสิ่งที่เคยได้เรียนรู้ ได้แรงบันดาลใจในการทำงานร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย และผู้เกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา จากการได้เห็นพลังของเครือข่ายอาจารย์สถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เห็นพลังของ All for Education

ผมได้วางลำดับการนำเสนอไว้ 4 ประเด็น ดังนี้ (1) ร่วมมือรวมพลัง: ความหวังของการศึกษาใหม่ (2) คิดใหม่: เป้าหมายผู้เรียน (3) ทำใหม่: การเรียนการสอน และ(4) ทำใหม่: การบริหารจัดการ ดังนี้

1. ร่วมมือรวมพลัง: ความหวังของการศึกษาใหม่
เป็นการนำเสนอ Clip VDO โครงการ CONNEXT ED เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรมของการมีส่วนร่วมพัฒนาการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใน VDO นี้ จะทำให้ผู้ร่วมประชุมเห็นจุดเน้นยุทธศาสตร์ใหม่ 10 ด้านของคณะทำงาน กลุ่มที่ 5 ในโครงการสานพลังประชารัฐ ของรัฐบาล ได้เห็นโอกาสที่จะร่วมส่งเสริมจินตนาการและอัจฉริยภาพของเด็กไทย เห็นความหวังใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ของการร่วมมือรวมพลังของผู้นำรุ่นใหม่  ที่ร่วมพัฒนาโรงเรียนอยู่ในขบวนของโครงการสานพลังประชารัฐ ซึ่งก็คือ โครงการ CONNEXT ED เห็นความหวังของการช่วยทลายปัญหาอุปสรรค ความขาดแคลนขัดสน ความจนปัญญา จนเงิน จนใจของคนในพื้นที่ ซึ่งผู้ร่วมประชุมจะได้เล็งเห็นว่า ถ้าคนไทย แต่ละคน และทุกๆ คน เข้าไปร่วมด้วยช่วยกัน “ปั้นสมองของชาติ” ด้วยการลงไปทำงานกับโรงเรียน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการพัฒนาเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชนจะได้รับโอกาสที่ดีขึ้น อนาคตของเขาก็จะดีขึ้น และประเทศไทยก็จะดีขึ้นตามลำดับ
ที่มาภาพ: https://goo.gl/S9mQBj

ดังนั้น อยากเชิญชวนประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัย ร่วมส่งเสริม สนับสนุนให้นิสิตนักศึกษา อาจารย์ ลงไปในพื้นที่ เข้าไปในโรงเรียน จะเป็นคุณูปการต่อวงการศึกษา เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนสู่ผู้เรียนได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม อาจเริ่มเข้าร่วมในโครงการนี้ ในกลุ่มโรงเรียน 3,342 โรงเรียน นี้ก่อน ซึ่งขณะนี้โรงเรียนยังไม่มี School Sponsor ประมาณ 60%

2. คิดใหม่: เป้าหมายผู้เรียน
เป้าหมายใหม่ที่ผู้ร่วมประชุมเห็นจาก  Clip VDO คือ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียน หรือ 3R 8C ดังนโยบายของ รมว.ศธ. (พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) เป็นสิ่งเดียวกันกับเป้าหมายผู้เรียนที่อยู่ในร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2574 หรือแผน 15 ปี ที่มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเป็นพลเมือง (มีลักษณะนิสัย พฤติกรรมที่พึงประสงค์ มีองค์ความรู้ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 มีทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีทักษะการดำรงชีวิต) มีทักษะความสามารถและสมรรถนะการปฏิบัติงานที่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศ (สามารถเรียนรู้ได้ตามความถนัดความสนใจ) และดำรงชีวิตในสังคมอย่างเป็นสุข (มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ สามารถปรับตัวและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมยุคพหุวัฒนธรรมที่เป็นพลวัตรในโลกศตวรรษที่ 21 ด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง) และเป็นสิ่งเดียวกับ Education 4.0 ที่ต้องการคนไทยที่มีทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย หรือ Thailand 4.0 ต้องการคนไทยที่เก่งคิด (Critical mind, Creative mind) เก่งงาน (Productive mind) และเก่งคน (Responsible mind) หรือต้องการคนไทยที่สามารถใช้ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมได้

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าตัวอักษรที่เขียนว่าเป้าหมายผู้เรียน หรือคนไทยจะเป็นเช่นใด แต่เราตระหนักแล้วว่า เราจะต้องเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาเพื่อผู้เรียนแบบใหม่ จะต้องเตรียมผู้เรียนให้พร้อมเผชิญปัญหา มีความสามารถและพร้อมที่จะแก้ปัญหาที่ยังมาไม่ถึง/ ยังไม่เกิดขึ้นได้

3. ทำใหม่: การเรียนการสอน
การเรียนการสอนที่คาดหวังให้ครูเปลี่ยนคือ การสอนที่เน้นปัญหา เน้นกรณีศึกษา เน้นการวิจัย เน้นโครงงาน เน้นผลิตผล ฯลฯ ซึ่ง รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี เรียกรวมว่า เป็นการสอน “ทักษะกระบวนการ” แต่การจะเปลี่ยนให้ครูประจำการ เปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “สอน=บอกความรู้” ไปสู่ “สอน=ถาม/ให้สร้างความรู้เอง” ไม่ง่าย และไม่สามารถใช้การสั่งการได้ เพราะคนเป็นครูได้เรียนรู้วิถีความเป็นครู ไม่ใช่เพียงช่วงเรียนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ 4-5 ปีนี้เท่านั้น แต่คนเป็นครูได้เรียนรู้วิถีความเป็นครูมาตั้งแต่แรกเข้าสู่ระบบโรงเรียน บ้างเข้าสู่โรงเรียนในชั้นอนุบาล บ้างก็ชั้นประถม ซึ่งการสอนของครูส่วนใหญ่จะอยู่ในโหมด “สอน=บอกความรู้” คนเป็นครูเรียนรู้เช่นนี้มาตลอดชีวิตการเป็นนักเรียนมัธยมสู่การเป็นนิสิตนักศึกษาครูในระดับอุดมศึกษา ฉะนั้น การจะเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครูให้เป็นแบบใหม่ ที่เน้นทักษะกระบวนการ จึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงยาก แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้

กระบวนการสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของครู ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ด้วยการอบรม (Training) อย่างที่ครูเคยได้รับการอบรมพัฒนาตลอดมา เพียงอย่างเดียว การพัฒนาจะต้องเป็นกระบวนการหนุนนำครูอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 3 ส่วน คือ (1) การจัดประสบการณ์ให้ครูได้เรียนรู้แบบลงมือทำในฐานะผู้เรียน (2) กระบวนการนิเทศอย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง หรือ coaching & mentoring และ (3) การให้ครูทำงานแบบร่วมมือรวมพลังกัน ให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผลจากการปฏิบัติร่วมกัน

นอกจากการสอนทักษะกระบวนการ ที่จำเป็นต้องหนุนเสริมให้ทำได้ทำเป็นแล้ว ยังมีเทคนิควิธีหรือหลักคิดอีกมากที่จะช่วยให้การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล เช่น การสืบสานพระราชดำรัส/ พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ให้ครูรักเด็กเด็กรักครู" ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น หรือการนำผลการวิจัยต่างๆ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ เช่น  ผลการสังเคราะห์งานวิจัยของศาสตราจารย์จอห์น แฮตตี้ พบว่า มาตรการที่ส่งผลดีมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการจัดการเรียนการสอนและการเรียนรู้ของนักเรียน อาทิ การให้นักเรียนบอกความคาดหวังและให้เกรดตนเอง การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย การอภิปรายในชั้นเรียน การเสริมสร้าง Growth Mindset ด้วยการให้ความสำคัญกับกระบวนการ (process) มากกว่าผลลัพธ์ การให้ข้อมูลสะท้อนกลับ (feedback) ที่เหมาะสม การชื่นชมและให้คุณค่าที่ความพยายาม  

ดังนั้น ผู้รับผิดชอบ/ ผู้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และตัวครูเอง จะต้องตระหนักและร่วมมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง โดยน้อมนำหลักการทรงงานของในหลวงมาเป็นหลักและแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ หลักคิด (พระราชดำริ) หลักวิชา (ทำงานอย่างผู้รู้จริง) และหลักปฏิบัติ (ทำตามขั้นตอน) หรือ “ทำให้ง่าย เกิดประโยชน์กับประชาชนเป็นหลัก”

4. ทำใหม่: การบริหารจัดการ

การบริหารจัดการควรเป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดพลังของความร่วมมือรวมพลังกัน สู่เป้าหมายร่วมหนึ่งเดียวกัน และตระหนักว่าระบบการศึกษาเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบย่อยหลายส่วน หากมุ่งแก้ไขเพียงบางจุด ย่อมก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบอื่นๆ ตามมาอีกมาก จึงต้องคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน เป็นองค์รวม ดังงานวิจัยของรองศาสตราจารย์ ดร.สุธรรม วาณิชเสนี ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระบบใหญ่ ที่มีระบบย่อยๆ อยู่ภายใน ที่มีความซับซ้อน และเป็นพลวัตร ทุกระบบเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถแก้เป็นจุดๆ ส่วนๆ ได้ จะต้องมองให้เห็นภาพรวม และดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม สอดคล้องกับ ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มองภาพของการปฏิรูปการศึกษาว่า ต้องทำทั้งระบบ (Whole System) ไม่ใช่การทำแก้ปัญหาแบบ “ปะชุน” (เช่น ครูไม่พอก็จ้างครูเพิ่ม เงินไม่พอก็จัดสรรเพิ่ม ขาดแคลนสื่อก็ซื้อสื่อแจก) การปฏิรูปทั้งระบบทำได้โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันกำหนดภาพความไฝ่ฝันของการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการ เปรียบเปรยกับการสั่งตัดสูทใหม่ จะต้องออกแบบสูทที่ต้องการให้ได้ก่อน แล้วจึงส่งช่างตัดเย็บแต่ละแผนกแบ่งงานกันไปดำเนินการ มองย้อนกลับมายังระบบการศึกษา เมื่อได้ภาพเป้าหมายที่เห็นตรงกัน แล้วนำมาจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ใหม่ จากนั้นขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างเป็นองค์รวมร่วมกัน หากทำเช่นนี้การพัฒนาการศึกษาจะไม่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือเป็นแบบปะชุน   จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการใหม่ต้องดำเนินการทั้งระบบ พร้อมกัน ในทุกองค์ประกอบที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

การดำเนินการปรับระบบการบริหารจัดการการศึกษาของรัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการ วิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหาไทยได้ 31 ปัญหา และกำหนดเป็น 6 ยุทธศาสตร์เร่งด่วน ได้แก่ การบริหารจัดการ การผลิตและพัฒนาครู หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ การผลิตและพัฒนากำลังคนและงานวิจัย การประเมินและการพัฒนามาตรฐานการศึกษา และ ICT เพื่อการศึกษา แต่การขับเคลื่อนองคาพยพขนาดใหญ่ขององค์กรและบุคลากรทางการศึกษา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วอย่างที่ต้องการ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งของการออกมาตรา 44 เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาในภูมิภาค มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ขึ้น ดูแลเรื่องบุคคล แผนงาน และงบประมาณ มุ่งเปลี่ยนการขับเคลื่อนจากระดับ Macro (กระทรวง/ส่วนกลาง) สู่ระดับ Meso (จังหวัด) หวังให้เกิดการเปลีี่ยนแปลงระดับ Micro (โรงเรียน) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education หรือ ABE) โดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ( สกว.) ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ และ กศจ. กำลังทำให้ความพยายามในการเปลี่ยนผ่านนี้ประสบผลสำเร็จ

จากประสบการณ์การร่วมดำเนินการในชุดโครงการวิจัยเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อหนุนเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ตามความร่วมมือของ สพฐ.และ สกว. พบว่า สถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น สามารถเป็นแกนหลักและมีความสำคัญในการเชื่อมโยง และหลอมรวมสรรพกำลังการมีส่วนร่วมของผู้คน หน่วยงาน ทั้งภายในและภายนอกสถาบันอุดมศึกษา เพื่อเข้าร่วมพัฒนาโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้อย่างดีมีประสิทธิผล หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ก็คือ ความเข้มแข็ง ความเอาใจใส่ ของอาจารย์ผู้ประสานงานโครงการ หรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยจัดการกลาง ตัวอย่างโครงการที่ผมได้มีโอกาสสัมผัส/ ร่วมงาน และเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีอาจารย์ทำบทบาทของหน่วยจัดการกลางที่เข้มแข็ง มีผลการสร้างการเปลี่ยนแปลงตามจุดมุ่งหมายของการดำเนินงานครั้งนั้นๆ ได้ดี อาทิ

- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการ Coaching and Mentoring โดยคณะครุศาสตร์  
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ 8 มหาวิทยาลัย ในโครงการเพาพันธุ์ปัญญา
- มหาวิทยาลััยศรีนครินทรวิโรฒ ในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในโครงการพัฒนาการคิดขั้นสูงทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยคณะศึกษาศาสตร์
- 15 มหาวิทยาลัย ในโครงการ Local Learning Enrichment Network (LLEN)
- 9 มหาวิทยาลัย ในโครงการ Teacher Coaching

จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จะเห็นถึงพลังของสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนคณาจารย์ทุกท่านใน ปอมท. (ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย) เชิญชวนอาจารย์ นิสิตนักศึกษา เข้าไปในโรงเรียนต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในท้องถิ่น ร่วมพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เด็กและเยาวชน ในขณะเดียวกันก็เป็นการใช้สถานการณ์นี้ฝึกนิสิต นักศึกษา ให้มีจิตอาสา บริการชุมชนและสังคม เป็น win-win situation ทุกคนได้เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน จุดเริ่มต้นที่สถาบันอุดมศึกษาสามารถยึดเป็นหลักคิดและแนวทางร่วมพัฒนาโรงเรียนได้อย่างดียิ่งก็คือ พระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ “ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู” “ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า” “ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี” ดังนี้


ที่มาภาพ: https://goo.gl/CB7Wzn
บรรณานุกรม

เกษม วัฒนชัย. (2559). ใต้ร่มพระบารมี ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/KgVe4o
คณะผู้จัดงานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู. (2559). ทักษะที่จำเป็นเพื่อพัฒนาไปสู่ Thailand 4.0. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/MPLqgb).
ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ.  (2559). การผลิตครูเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้สู่อนาคตการศึกษาไทย.  สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/AvHYcU
ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ.  (2559). มอบนโยบายผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ.  สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/sXhPWo).
เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า. (2556).  โปรแกรมพัฒนาครูอย่างยั่งยืน. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 255, จาก  https://goo.gl/NVJa6q
วรรณสม สีสังข์.  (2558). สสค.จับมือ สกว. ขับเคลื่อนจังหวัดปฏิรูปการเรียนรู้.  สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก  https://goo.gl/Z4VnFN
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและศูนย์จิตวิทยาการศึกษา มูลนิธิยุวสถิรคุณ.  (2558).  อัจฉริยะหรือพรสวรรค์ ไม่สำคัญเท่า Growth Mindset. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก  https://goo.gl/TjreM1
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.  (2559).  (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/SRg84W).
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.).  (2557).  เปิดงานวิจัยโลกการจัดการเรียนการสอนคือหัวใจของการปฏิรูป. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/y8RTp1
สุธรรม วาณิชเสนี. (2558). เหลียวหลัง แลหน้า มองหาอนาคต - ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน บทเรียนจากอดีตในทศวรรษที่ผ่านมา และความเป็นไปได้สำหรับอนาคต. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/D0gfLd
สุรัฐ ศิลปอนันต์. (2559, 9 พฤศจิกายน). การปฏิรูปการศึกษาแบบ Whole System และแบบปะชุน. สัมภาษณ์โดย พิทักษ์ โสตถยาคม.
สุวิทย์ เมษินทรีย์.  (2559). เตรียมคนไทย 4.0 สู่โลกที่หนึ่ง. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2559, จาก https://goo.gl/SlCoMc).
----------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สานพลังประชารัฐ: กรณีตัวอย่าง “โรงเรียนมีชัยพัฒนา”

สานพลังประชารัฐ: กรณีตัวอย่าง “โรงเรียนมีชัยพัฒนา”
พิทักษ์ โสตถยาคม

ผมได้ไปร่วมประชุมสร้างความเข้าใจผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโรงเรียนประชารัฐ เขตตรวจราชการ 3 (จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว) ในวันที่ 15-17 พ.ย. 2559 ณ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมี ดร.อรนุช มั่งมีสุขศิริ และ อ.ดุจดาว ทิพย์มาตย์ เป็นผู้รับผิดชอบหลัก หรือเป็น School Coordinator (SC) ของเขตตรวจราชการนี้ ผู้เข้าประชุมที่มาจากพื้นที่ ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ 2 คน/ เขต และผู้อำนวยการโรงเรียน 161 คน 


ขอบคุณภาพสวยจาก Facebook: https://www.facebook.com/yodying.thongrod

มีประเด็นหนึ่งที่ School Coordinator (SC) ต้องการให้ผู้เข้าประชุมเห็นอีกมุมมองหนึ่งของการพัฒนาโรงเรียนของคุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนา โดยมอบให้ผมเป็นผู้นำเสนอ Clip VDO การบรรยายของคุณมีชัย ที่บรรยายให้กับ School Partner (SP) ฟัง ในงานประชุมของโครงการ CONNEXT ED  เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2559 ในหัวข้อ “การเรียนการสอนแบบ Child Centric: สู่เส้นทางสายใหม่ของการศึกษาไทยในชนบท” (ดูคลิปที่นี่ https://goo.gl/AHJ37E) และเชื่อมโยงสู่แนวคิดการพัฒนาโรงเรียนและการจัดทำแผนพัฒนาโรงเรียน สาระสำคัญคุณมีชัยนำเสนอ มีดังนี้

ที่มาภาพ: https://goo.gl/eVnyYb

ภาพโรงเรียนที่ร่วมมือภาคเอกชน
·       โรงเรียนสวยงาม มีสีสัน สะดุดตา (ทาสีต้นไม้ ต้นมะพร้าว ทางเดิน พจนานุกรมทางเดิน)
·       ช่วยสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพสู่ชีวิตและการงาน
·       เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้เป็นระบบใหม่
 
ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z

จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการศึกษา อย่างน้อย 3 ด้าน
1.       ปรับปรุงสาระการเรียนรู้
2.       ปรับปรุงวิธีการสอน ต้องพัฒนาครูแนวใหม่
3.       เปลี่ยนบทบาทของโรงเรียน เชิญชวนภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยมาร่วม เปลี่ยนโรงเรียนที่สอนเฉพาะนักเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชนและประชาชน เป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z

โรงเรียนไม้ไผ่ (มีชัยพัฒนา) เป็นตัวอย่างของโรงเรียนที่นำแนวคิดประชารัฐและความร่วมมือของภาคเอกชนในการจัดการศึกษามาใช้ตั้งแต่แรก โรงเรียนเน้นทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ มีเป้าหมายเพื่อสร้างคนดี (ซื่อสัตย์ แบ่งปันเป็น บริหารจัดการเป็น ไม่ย่อท้อ รู้จักค้นคว้าหาคำตอบ ส่งเสริมความเสมอภาคชายหญิง เป็นนักพัฒนาและนักธุรกิจเพื่อสังคม) กระตุ้นไม่ให้ทิ้งบ้านเกิด นักเรียนมีบทบาทสำคัญในการช่วยบริหารงานโรงเรียนโดยคณะมนตรีโรงเรียน นักเรียนทุกชั้นจะอยู่ในคณะบริหารชุดต่างๆ เช่น ต้อนรับผู้มาเยือน จัดซื้อและควบคุมงบประมาณ (เช่น ซื้อเครื่องมือเกษตร โปรเจกเตอร์ ตู้เซฟ เครื่องทำไอศกรีม รถยนต์) ตรวจสอบและต่อต้านคอรัปชั่น รักษาระเบียบวินัยและความสะอาด พัฒนาธุรกิจของนักเรียนและโรงเรียน ดูแลสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และซ่อมบำรุง การสื่อสารและเทคโนโลยี นักเรียนเป็นผู้สัมภาษณ์และคัดเลือกนักเรียนใหม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งคัดเลือกและประเมินผลครูใหม่

ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z
กระตุ้นให้นักเรียนคิดนอกกรอบ อาทิ ทาสีต้นไม้ หนังสือริมทาง เคารพธงชาติหลังเลิกเรียน เครื่องผลิตน้ำจากความชื้นในอากาศ การเรียนเพศศึกษาให้เด็กผู้หญิงเริ่มโดยใช้ถุงยางขัดรองเท้าสะท้อนเพศศึกษาเป็นเรื่องสะอาด โรงเรียน/หอพัก/ โดมเอนกประสงค์สร้างด้วยไม้ไผ่ จ่ายค่าเทอมด้วยการทำความดีและปลูกต้นไม้ ผู้ปกครองนักเรียนช่วยเหลือสังคม ฝ่ายละ 400 ชั่วโมงต่อปี และปลูกต้นไม้ฝ่ายละ 400 ต้นต่อปี นักเรียนร่วมกับสมาชิกในชุมชนทำความสะอาด หมู่บ้าน โรงเรียน และวัด นักเรียนต้องนั่งรถเข็นเดือนละ 1 วัน เพื่อให้เห็นใจและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และใช้มือที่ไม่ถนัดครึ่งวัน เขียนจดหมายสัปดาห์ละ 3 ฉบับ (ถึงบุคคลสำคัญ ผู้ปกครอง และเพื่อน) ใช้โทรศัพท์ได้ 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะไม่รับประทานอาหารเย็นในทุกวันอาทิตย์เพื่อให้รู้ถึงความยากลำบากเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงสังคม มีศาลแผ่เมตตาให้คนที่มีทุกข์ที่พานพบในสังคม/หน้าหนังสือพิมพ์เพื่อฝึกให้แบ่งปัน 

ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z

ให้นักเรียนสอนว่ายน้ำให้เด็กจากโรงเรียนอื่น ช่วยสอนเกษตร เป็นการฝึกการสื่อความหมาย นักเรียนต้องเล่นดนตรีเป็น เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนทำธุรกิจเป็นกลุ่ม (เช่น มะนาว แคนตาลูป เมล่อน) มีกองทุนให้นักเรียนและผู้ปกครองกู้ยืม ทำแปลงผักในโรงเรียน (ปลูกผักในวงขอบซีเมนต์ ปลูกผักในเข่ง ในท่อพีวีซี ปลูกผักในต้นกล้วย ผักบุ้งในตะกร้า (1 เดือนได้ 1 กก.) โรงเรียนซื้อผักจากนักเรียน ให้นักเรียน 25% เก็บไว้ 75% เอาไว้จ่ายให้เมื่อจบ ม.6 ปลูกฝักในขวด ปลูกผักในไผ่ ปลูกมะนาวนอกฤดู แพ็คอาหารทะเลขาย เพาะเห็ดขาย ฟาร์มไก่จากพลังแสงอาทิตย์ (นักเรียนคัดไข่ขาย วันละ 1,000 ฟอง) มีเงินกู้ให้นักเรียนปีละ 5 แสนบาท ผลิตไอศกรีมขายในโรงเรียนต่างๆ และมอบกำไร 25% ให้เด็กที่ยากจนที่สุดในโรงเรียนให้โรงเรียนเป็นผู้ตัดสินเอง เลี้ยงแพะ สอนการปั้นโอ่งเก็บน้ำขาย ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เรียนรู้การสร้างหลอด LED ทำเป็นรถเข็นปั้มน้ำ ทำไฟฉาย ทำธุรกิจข้าวโรงเรียน นักเรียนฝึกอาชีพนอกสถานที่ช่วงปิดเทอม เรียนในห้องเรียน มีสอบ มีการให้คะแนน เด็กได้กี่เปอร์เซ็นต์ จะได้รับเงินเท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่ได้ และนอกห้องเรียน ออกเก็บข้อมูลร่วมกับนักวิจัยเพื่อสำรวจคุณภาพชีวิตชาวบ้าน ทำ “ปัญญานิพนธ์”

ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z
มีสมาคมเครือข่ายโรงเรียนชุมชนขนาดเล็กแห่งประเทศไทย สนใจที่จะนำปรัชญาและวิธีการของโรงเรียนมีชัยพัฒนาไปใช้ โดยขอให้ช่วยโรงเรียนต่างๆ ใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านการจัดการเรียนรู้แนวใหม่เพิ่มเติมจากหลักสูตรแกนกลาง (2) พัฒนาโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธุรกิจของนักเรียนและสมาชิกในชุมชน และ (3) นำความรู้ด้านธุรกิจสู่ชุมชนและปรับเปลี่ยนโรงเรียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีพในทุกด้านแก่ชุมชน จึงทำโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชนและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิตและรายได้ของคนในชุมชน ช่วยกระตุ้นและเสริมสร้างทักษะอาชีพให้แก่นักเรียนและสมาชิกในชุมชนที่อยู่รอบโรงเรียน ช่วยจัดตั้งแปลงเกษตรเพื่อขจัดความยากจนของโรงเรียนควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่นๆ ในลักษณะของวิสาหกิจ (ธุรกิจ) เพื่อสังคม ขณะนี้ดำเนินการในโรงเรียนต่างๆ แล้ว 99 โรงเรียนมีการติดตามทุกเดือน ชุมชนรอบโรงเรียนเข้ามีส่วนร่วม มีส่วนสำคัญ เป็นการสร้างความสามัคคีที่เน้นด้านการเกษตรที่ใช้พื้นที่น้อย น้ำน้อย แรงน้อย เหมาะกับผู้สูงอายุและคนพิการ มีกองทุนให้นักเรียนกู้แต่ต้องออมก่อน นักเรียนสนุกจากการเรียนมาก ผู้ปกครองกู้ได้แต่ต้องมีหลักฐาน ส่งเสริมแปรงฟัน 3 ครั้งต่อวัน เน้นว่าโรงเรียน นักเรียน และชุมชนไม่ควรได้รับความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (ฟรี) แต่ควรร่วมโครงการด้วยการช่วยเหลือสังคม สิ่งแวดล้อม และปลูกป่า (จ่ายด้วยน้ำใจ) ทำความสะอาดชุมชน ปลูกป่าเพื่อแลกกับเงินทุนช่วยเหลือจากบริษัท 100 บาทต่อต้น

ที่มาภาพ: https://goo.gl/b1Z70z

โรงเรียนมีชัยพัฒนายังได้ขยายความช่วยเหลือไปสู่หน่วยงาน/ สถาบันในชุมชนต่างๆ โดยไปช่วยตั้งฟาร์มเกษตรธุรกิจเพื่อสังคมในหน่วยงานนั้นๆ เช่น โรงพยาบาลตำบล โครงการธุรกิจเพื่อสังคมในเรือนจำขนาดเล็ก ช่วยเหลือครอบครัวนักโทษให้มีรายได้ โครงการธุรกิจเพื่อสังคมในสถานีตำรวจ ในวัด  

นอกจากนั้น ผู้ก่อตั้งโรงเรียนมีชัยพัฒนายังมีข้อเสนอเพื่อปฏิวัติการศึกษาไทย จำนวน 9 ประการ ดังนี้
1)      ขอให้พนักงานในทุกบริษัทและรัฐวิสาหกิจออกเยี่ยมเยียนโรงเรียนเพื่อทำความรู้จักกับนักเรียนและครู และเตรียมให้ความร่วมมือ ในที่สุดทุกบริษัทจะมีความสัมพันธ์กับโรงเรียน
2)      บริษัทเสนอความเห็นและเริ่มลงมือช่วยเหลือโรงเรียน โดยพนักงานบริษัทมีความรู้สึกร่วมเป็นครูกิตติมศักดิ์และ ผอ.กิตติมศักดิ์
3)      เปิดโอกาสให้เอกชนบริจาคเงินผ่านธนาคาร และให้ธนาคารเป็นผู้ออกใบเสร็จรับเงินเพื่อหักลดหย่อนภาษีได้
4)      สนับสนุนการอบรมพัฒนาทักษะครูเพื่อให้เป็นครูเอนกประสงค์ ไม่ใช่ครูคณิตศาสตร์ที่สนใจดนตรี ทำเกษตรเป็น ทำหลายอย่างเป็นด้วย
5)      ช่วยจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคมให้แก่โรงเรียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธุรกิจ ให้นักเรียนรู้ธุรกิจ เพราะเป็นเส้นทางเดียวที่จะให้คนพ้นความยากจน
6)      ผลักดันให้เกิดโครงการ “ปลูกป่าล้างหนี้” อาจสอนน้องเพื่อล้างหนี้ สำหรับผู้ที่กู้ยืมเงิน กยศ. และยังไม่มีเงินใช้หนี้ ส่วนนักเรียนประถมและมัธยมปลูกป่าสร้างเครดิตเพื่อสะสมเงินเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
7)      จ้างครูที่เป็นพนักงานของบริษัทเพื่อสอนนักเรียนตามโรงเรียนในชนบท
8)      จัดตั้งห้องเรียนเตรียมอนาคตในโรงเรียน เช่น เตรียมครู เตรียมพยาบาล ธุรกิจ ค้าขาย เกษตร ท่องเที่ยวการโรงแรม การบริหารจัดการ การบัญชี/การเงิน  สื่อวิทยุโทรทัศน์ สิ่งแวดล้อม พลังงานทดแทน IT Logistics เพราะขณะนี้มีโรงเรียนกีฬา โรงเรียนดนตรี โรงเรียนทหารแล้ว
9)      สร้างโรงเรียน พร้อมจัดตั้งธุรกิจเพื่อสังคม โรงเรียนเตรียมอนาคต

กล่าวโดยสรุป คุณมีชัย วีระไวทยะ เน้นว่าระบบการศึกษาและการพัฒนาของประเทศไทย จำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสร้างคนดี ควรทำให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของทุกคนในชุมชน

-----------------------