หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาการคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

Thinking: เตรียมจัดเสวนาขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิด

Thinking: เตรียมจัดเสวนาขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิด

พิทักษ์ โสตถยาคม

ผมได้รับมอบหมายให้ประสานการจัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณากลไกการขับเคลื่อนกระบวนการคิดของ สพฐ. ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ การจัดประชุมเสวนาครั้งนี้ไ้ด้รับโจทย์และข้อมูลมาว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) จะปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งเรื่องหนึ่งคือการมุ่งเน้นพัฒนาการคิด วิเคราะห์ การเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน และ สพฐ. ก็เป็นกำลังหลักในการร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิดนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน) จึงได้กำหนดกรอบการดำเนินการไว้ว่า "มุ่งไปที่การพัฒนาสมรรถนะครู เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการคิด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งการวัดและประเมินกระบวนการคิดของผู้เรียนได้" โดยมอบให้รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) ให้คำปรึกษาสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพค.) สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) และสำนักที่เกี่ยวข้อง ในการเสนอแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิด ทั้งนี้ รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) ได้มอบหมายให้ สนก.จัดประชุมเพื่อพิจารณากลไกการขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิดครั้งนี้ เพื่อดำเนินภารกิจให้เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ 

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาได้วางกำหนดการประชุมเสวนาครั้งนี้ไว้ ๒ ช่วง คือ ช่วงแรก เป็นการนำเสนอตามกรอบการดำเนินการที่ประกอบด้วยการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการคิดกับครู ให้ครูนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลสอดคล้องสัมพันธ์กับการคิด และช่วงที่สอง เป็นการเปิดอภิปรายเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมประชุม สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่สามารถปรับตารางนัดหมายภารกิจต่างๆ และกรุณาตอบรับเข้าร่วมประชุมเสวนา ในวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๙.๐๐-๑๔.๐๐ น.ณ ห้องประชุม อาคาร สพฐ.๕ ชั้น ๙ มีดังนี้




สะท้อนคิด:
การจัดประชุมเสวนาครั้งนี้ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งผมมีเวลาในการเตรียมการเพียง ๓ วัน คือจันทร์-พุธ ต้องขอบคุณหัวหน้าทีมคือ ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ที่ร่วมคิดร่วมทำเคียงบ่าเคียงไหล่ ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์ ผู้เชี่ยวชาญ สพฐ.ที่เตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และ ผอ.วันเพ็ญ สุจิปุตโต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาที่เอื้ออำนวยการจัดประชุมเสวนาครั้งนี้ แรงพลังในการประสานการจัดประชุมของผมก็คือ ความต้องการให้เกิดความรอบคอบในการวางแผนก่อนการลงมือปฏิบัติ อยากฟังมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ต่อแนวทางที่เรากำลังจะทำ และด้วยการเห็นคุณค่าของกระบวนการพูดคุยสานความเข้าใจร่วมกันของผู้ร่วมเสวนา ซึ่งจะช่วยหนุนนำให้แนวคิดแนวทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไปอย่างถูกทิศทาง และด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพราะการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนอยู่ในมือของทุกคน
..............................................................


วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน จ.ลำพูน

โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน: ผู้นำเล่น & เน้นปัญหาชุมชน
พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน (บ้านป่าเห็วอภิวงค์ประชานุกูล) เป็นโรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอ เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1  ระยะทาง 14 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 401 คน มีข้าราชการครู 20 คน ครูอัตราจ้าง 5 คน นายวิลาศ ศรีพายัพ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครูแกนนำ จำนวน 2 คน ประกอบด้วย (1) นางจิตสุภัค มานะการ ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันสอนวิทยาศาสตร์ในส่วนของรายวิชาเพิ่มเติม ระดับชั้น ป.4-6 ห้องเรียนละ 1 ชั่วโมง และ (2) นางสาวธีราภรณ์ คำฟู พนักงานราชการ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้น ป.1-6 นอกจากนั้นยังมี ดร.วิชากร ลังกาฟ้า ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เป็นผู้ให้การสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูอีกด้วย


ในการติดตามผลครั้งนี้มีคณะติดตาม 4 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน อ.สมชัย แซ่เจีย และผม พิทักษ์ โสตถยาคม ได้ติดตามผลการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน ในวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556 ซึ่งมีกิจกรรมการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน การสังเกตการสอนครูแกนนำ และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
1. การสังเกตการสอน การสังเกตการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในรายวิชาเพิ่มเติมของคุณครูจิตสุภัค มานะการ สอนนักเรียนชั้น ป.4 มีนักเรียน จำนวน 26 คน เป็นชาย 11 คน หญิง 15 คน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง ขยะในชุมชน ในรายวิชา ว14201 ขยะในชุมชน 1 ซึ่งกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากที่นักเรียนได้ไปสำรวจขยะในโรงเรียน/ บ้าน/ ชุมชน ว่าพบเห็นขยะอะไรมากที่สุด และเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้วันนี้ เป็นการทบทวนการเรียนรู้ในกิจกรรมที่นักเรียนได้ดำเนินการผ่านมา โดยครูนำเสนอด้วย PowerPoint เกี่ยวกับผลสรุปการสำรวจขยะในโรงเรียนจากแบบสำรวจของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งพบว่าขยะที่มีมากที่สุดคือหลอดดูด และยังพบขยะประเภทอื่นด้วยแต่มีไม่มาก อาทิ กล่องโฟม เศษเหล็ก กระป๋อง น้ำอัดลม เศษผ้า แล้วนำเสนอข้อมูลแหล่งก่อกำเนิดขยะว่ามีทั้งจากนักเรียน ครู แม่ครัว นักการ แม่ค้า ผู้ปกครอง แขกที่มาเยี่ยมโรงเรียน สัตว์ และสรุปว่าขยะในโรงเรียนมาจากนักเรียนมากที่สุด จากนั้นครูทบทวนว่า นักเรียนได้ใช้แบบเก็บข้อมูล จำนวน 7 ฉบับ ในการทำโครงการสำรวจครั้งนี้ เช่น แบบสำรวจขยะในโรงเรียน แบบสรุปผล แบบสำรวจขยะในชุมชน แบบสรุปการสำรวจขยะในชุมชน จากนั้นครูนำเสนอข้อมูลผลการสำรวจวิธีการกำจัดขยะในชุมชนที่นักเรียนสำรวจพบ จำนวน 26 รายการ และแต่ละรายการมีข้อมูลจากการวิเคราะห์ของนักเรียนว่า เป็นวิธีการกำจัดขยะที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ครูซักถามนักเรียนบางคนเกี่ยวกับวิธีการกำจัดขยะบางประเภท ได้แก่ วิธีการทำน้ำหมัก การแยกขยะ และผลเสียของการเผาขยะ ช่วงสุดท้าย ครูได้อธิบายว่า ผลจากการสำรวจที่นักเรียนได้ดำเนินการไปแล้ว ท้ายที่สุดนักเรียนจะได้โครงงานคนละ 1 เรื่อง และครูนำตัวอย่างเอกสารรายงานโครงงานของรุ่นพี่ชั้น ป.6 มาให้นักเรียนดูว่าองค์ประกอบของรายงานมีอะไรบ้าง และบอกนักเรียนให้ทราบว่า นักเรียนจะต้องทำผลงาน 3 ชิ้น ได้แก่ (1) แผ่นพับ (2) ฟิวเจอร์บอร์ด (สำหรับจัดแสดงนิทรรศการ) และ(3) เอกสารรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสำรวจ (ให้นักเรียนตั้งชื่อรายงานเอง เช่น วิธีมหัศจรรย์ในการกำจัดขยะ)
2. ผลการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน ผอ.วิลาศ ศรีพายัพ ได้เล่าให้ทีมติดตามฟังว่า หลังจากครูแกนนำกลับจากไปร่วมประชุมครั้งแรกของโครงการ โรงเรียนได้นำมาลองทำ และมาคุยกันถึงผลแลปัญหาที่พบ ซึ่งโรงเรียนได้ให้ทำวิชาละ 1 หน่วยการเรียนรู้ และปีการศึกษาต่อไปจะเพิ่มเป็นวิชาละ 2 หน่วยการเรียนรู้ ที่ผ่านมาโรงเรียนได้เผยแพร่การจัดการเรียนรู้ตามจุดเน้นของโครงการไปยังโรงเรียนอื่นๆ เป็นระยะๆ มีการสร้างความเข้าใจให้กับครูโรงเรียนต่างๆ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 รวมทั้งเปิดรับการศึกษาดูงานจากโรงเรียนที่สนใจเพิ่มเติมด้วย เทคนิคการบริหารจัดการโครงการเพื่อเอื้ออำนวยให้ครูพัฒนางานอย่างเต็มที่ก็คือ (1) บรรจุโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยไว้ในแผนงานโครงการของโรงเรียน (2) สนับสนุนงบประมาณจัดการเรียนรู้และเขียนรายงานผลการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยของในวิชาของครู คนละ 1,000 บาท ในลักษณะกิจกรรมแลกเป้า (นำงานมาส่งจึงได้รับเงิน) (3) สนับสนุนงบประมาณให้พัฒนาสื่อและปรับปรุงบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียน ห้องเรียนละ 4,000 บาท (4) จัดเจ้าหน้าที่เพื่อพิมพ์งานให้ครู ซึ่งมีครูประมาณ 50% ได้ใช้บริการเจ้าหน้าที่พิมพ์นี้ (5) การติดตามงานใช้การพูดคุยกันในที่ประชุมทุกเดือน แต่ก็ถือว่าทำได้ไม่เต็มที่นัก รวมทั้งไม่ได้เข้าไปสังเกตการสอนหรือติดตามดูในห้องเรียน
3. ผลการประชุมครูผู้สอน จากการประชุมครูแกนนำและครูผู้สนใจ พบว่า ครูเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องปลูกฝัง และการดำเนินการครั้งนี้มีความสอดคล้องกับจุดเน้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในเรื่องห้องเรียนคุณภาพ และการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้ข้อมูลสะท้อนจากที่ประชุมว่า นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการวิจัย นักเรียนตั้งใจเรียน กล้าแสดงออก ได้ออกไปเรียนรู้ในโลกกว้าง รวมทั้งนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นเพราะนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ
4. การสะท้อนคิด ขอนำข้อความที่ได้เขียนลงสมุดนิเทศของโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูนในวันนั้น มานำเสนอ ดังนี้
วันนี้ข้าพเจ้านายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มาติดตามผลการใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน พร้อมด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และอ.สมชัย แซ่เจีย กิจกรรมการติดตามในวันนี้ เราได้พูดคุยทำความเข้าใจกับผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับการติดตามผลครั้งนี้ว่า มาเพื่อร่วมชื่นชมการปฏิบัติจริง ตามสภาพที่แท้จริงของโรงเรียน ได้สังเกตการณ์สอนของครูจิตสุภัค มานะการ สอนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระเพิ่มเติม ชั้น ป.4 เห็นถึงความมั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนตอบคำถาม ด้วยคำถามเพื่อการทบทวน กิจกรรมสำรวจปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชน ได้เห็นว่าครูมีใบงานให้เด็กทำ จำนวน 7 ใบงาน ซึ่งมีร่องรอยว่า เด็กๆ ได้ไปสำรวจจริง หลังจากนั้น เราได้พูดคุยกับครู นักเรียน และผู้บริหารโรงเรียนเพิ่มเติม รวมทั้งกิจกรรมสุดท้ายคือ การพูดคุยสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกับคณะครู จำนวน 7 คน ที่ได้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย
สิ่งที่เราค้นพบมีสิ่งดีๆ ที่โรงเรียนได้ดำเนินการหลากหลาย อาทิ ผู้บริหารโรงเรียนกำหนดโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยไว้ในแผนงานของโรงเรียน มีการสนับสนุนงบประมาณให้ครูทุกคนในการพัฒนาผลงานการจัดการเรียนรู้ด้วยวิจัย คนละ 1,000 บาท มีการจัดปัจจัยเกื้อหนุนให้ครูรู้สึกสบายใจว่ามีคนช่วยพิมพ์งานคอมพิวเตอร์ ที่คุณครูไม่ถนัด นั่นคือ จัดจ้างครูธุรการมาช่วยพิมพ์ผลงาน นอกจากนั้น โรงเรียนยังเห็นประโยชน์/ คุณค่าของการมีคนภายนอกมาศึกษาดูงาน โดยส่งเสริมให้ครูแกนนำ 2 คน ไปเป็นวิทยากรเผยแพร่ผลการดำเนินงานของโรงเรียนให้โรงเรียนอื่นได้นำไปประยุกต์ใช้ สุดท้ายก็เห็นว่า ครูทุกคนมีผลงานจากการสอน จากการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย และการทำวิจัยของครูในลักษณะการวิจัยในชั้นเรียน รวมทั้งการวิจัยแบบ 5 บท ก็มีให้เห็นได้ทั่วไปในโรงเรียนแห่งนี้
            ประเด็นเพิ่มเติมที่อยากเติมเต็มให้การดำเนินงานของนักเรียน ครู และผู้บริหาร ให้นำไปพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ร่วมกันระหว่างครูและผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้ตกผลึกเป็นข้อตกลงของโรงเรียน เป็นแบบฉบับของโรงเรียนเอง ดังนี้
·        หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ คือ คือ ต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระหายใคร่รู้ อยากเรียนรู้อย่างแท้จริง เพื่อให้นักเรียนเป็น “ผู้เรียนรู้ (learner)” อย่างเด่นชัด
·        จากการรับฟังความคิดของครู พบว่า ครูมีพลังที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนจริงๆ มีเจตนาดี หวังดี อยากให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจ ยังมีคำถามค้างคาใจที่ต้องการให้มีการสร้างความกระจ่าง ดังนั้น จึงอยากเชียร์ให้ผู้บริหารโรงเรียน และคุณครูได้ “ตั้งกลุ่มพูดคุยกัน-แบบกันเอง” ว่า ใครทำดีได้เพียงใด มีความภาคภูมิใจอย่างไร ก็เชื่อว่า บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกัลยาณมิตร จะช่วยหนุนเสริมให้เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ของครูทั้งโรงเรียน ก็เชื่อได้ว่า พลังของครูแต่ละคนจะช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างดียิ่ง
·        การพัฒนาผู้เรียนเป็นเรื่องของการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ผลงานเด็กที่เกิดขึ้น จึงควรมีวิธีการประเมินด้วยหลักการเชิงคุณภาพด้วย จึงควรศึกษาแนวทางการใช้ระดับคุณภาพ (Rubrics) มาใช้ในการประเมินคุณภาพผู้เรียน มากกว่าเพียงใช้คะแนนสอบแบบเลือกตอบเพียงอย่างเดียว
ขอเป็นกำลังใจ และชื่นชมในการปฏิบัติของคณะครูทุกท่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่ดูได้จาก “ตัวเด็ก” จะโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนอื่นๆ ต่อไป”
........................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน จ.ลำพูน

โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน: ก้าวต่อครั้งใหม่ด้วยวิจัยทั้งโรงเรียน
พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนชุมชนบ้านวังดินเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 เป็นระยะทาง 66 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 439 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 24 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนคือ นายจรินทร์ ศรีสุวรรณ บริหารจัดการทั้งระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีนักเรียน จำนวน 411 คน และระดับปฐมวัย ซึ่งใช้สถานที่จัดการเรียนรู้อยู่ที่โรงเรียนบ้านลี้ ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนประชาบาล ขณะนี้มีนักเรียน จำนวน 28 คน ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูแกนนำ 2 คน ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ครูศุทธินี พุฒิพิพัฒน์ชูพงศ์ เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเป็นวิชานำร่องในการให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย และครูศศิธร สุตานันท์ เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 คือ ศน.ชุลีกร ใหม่เขียว เป็นพี่เลี้ยงให้การนิเทศช่วยเหลือ


การติดตามการส่งเสริมการใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 มีคณะติดตาม จำนวน 4 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน อ.สมชัย แซ่เจีย และผม พิทักษ์ โสตถยาคม ได้สร้างความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการติดตามผลครั้งนี้ให้กับผู้บริหารโรงเรียน การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์นักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียน และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
            1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ป.5 มีนักเรียน จำนวน 15 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 8 คน มีคุณครูศศิธร สุตานันท์ เป็นครูผู้สอน กิจกรรมวันนี้เป็นการนำเสนอโครงงานภาษาไทยรายบุคคล ระยะเวลาที่สังเกตการสอนคือ 10.40-11.25 น. โดยครูให้นักเรียนนำโครงงาน (เอกสารรายงานโครงงาน) ที่จะนำเสนอหน้าชั้นขึ้นมา จากนั้นให้นักเรียนร่วมกันตั้งเกณฑ์ประเมินการนำเสนอโครงงาน ครูชี้แนะว่าอาจจะมีเกณฑ์การนำเสนอและรูปเล่ม แล้วให้นักเรียนแสนอว่าจะประเมินอะไรบ้าง นักเรียนเสนอประเด็นที่จะประเมิน ได้แก่ ความตั้งใจในการทำงาน, ข้อมูลถูกต้อง, ชิ้นงานสะอาดเรียบร้อย, ข้อมูลครบถ้วนตามหัวข้อ, สรุปได้ใจความ ครูถามว่ายังมีอะไรเพิ่มเติมอีก แล้วช่วยตะล่อมประเด็นซ้ำซ้อน เช่น “ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนตรงตามหัวข้อ” จากนั้นสอบถามนักเรียนว่า เราจะดูจากอะไรที่จะแสดงให้เห็นว่าระดับ 4-3-2-1 เป็นอย่างไร เช่น การพูดนำเสนอ ระดับ 4 เป็นพูดชัดเจน ถูกอักขระ ไม่เขินอาย ระดับ 3 พูดติดๆ ขัดๆ ระดับ 2 พูดแบบขอไปที และระดับ 1 พูดไม่รู้เรื่องเลย จากนั้น ครูให้นักเรียนทุกคนจดเกณฑ์การใช้คะแนนนี้ไว้เพื่อใช้ในการประเมินการนำเสนอโครงงานของเพื่อนๆ สรุปมี 4 ประเด็น ประเด็นละ 4 คะแนน รวม 16 คะแนน
ครูให้นักเรียนออกมานำเสนอทั้งสิ้น 4 คน แต่ละคนนำเสนอโครงงานตามลำดับดังนี้คือ (1) การเขียนเรื่องจากภาพพาเพลิน (2) โครงสี่ที่ต้องการ (3) สะกดถูกอ่านได้ใจความ และ(4) สำนวนสุภาษิตคิดสนุก โดยนักเรียนแต่ละคนออกไปหน้าชั้นตามการเรียกชื่อของครู และอ่านสิ่งที่เขียนไว้ในเอกสารรายงานให้เพื่อนฟัง โดยเฉพาะ 1-2 หน้าแรกของรายงานโครงการ ซึ่งอ่านตามหัวข้อดังนี้ คือ ชื่อโครงงาน ที่มาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ ขอบเขต วิธีการศึกษา ผลการศึกษา การนำไปใช้ประโยชน์ และเอกสารอ้างอิง จากนั้น นำเสนอผลงานที่ได้จากการทำโครงงาน เช่น การเขียนเรื่องจากภาพพาเพลิน ก็นำเสนอผลงานครั้งละหน้ากระดาษ แต่ละหน้ากระดาษประกอบด้วยภาพ 1 ภาพ ชื่อภาพและเนื้อหาสาระอธิบายภาพนั้นๆ และในช่วงท้ายของกิจกรรมการเรียนรู้วันนี้ คุณครูเขียนตาราง 5 คอลัมน์ลงในกระดาษ ฉายขึ้นจอ (คุณครูใช้ Visualizer) คอลัมน์แรกเป็นชื่อกรรมการ ถัดไปเป็นชื่อนักเรียนคนที่ 1-4 ที่นำเสนอวันนี้ เพื่อให้นักเรียนทุกคนในชั้นร่วมประเมินเพื่อน และครูจะประเมินสรุปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครูบอกว่า หากใครมีผลการประเมินดีจะได้รับรางวัลเป็นหนังสือ 5 สหายพจญภัย
2. ผลการพูดคุยกับผู้บริหารและครู ผู้บริหารโรงเรียนเห็นประโยชน์ของการดำเนินโครงการ ได้สะท้อนภาพการเริ่มต้นโครงการในระยะแรกว่า ครูมีปัญหาการกระตุ้นให้เรียนตั้งคำถามและการดำเนินงาน จึงหารือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเชิญวิทยากรมาสร้างความเข้าใจให้ครูทั้งโรงเรียน และได้รับการนิเทศช่วยเหลือครูจากศึกษานิเทศก์อย่างใกล้ชิด ผลที่พบเห็นในปีแรกคือ ผลดีที่เกิดกับนักเรียนชั้น ป.1 ห้องของครูแกนนำ ปีที่ 2 จึงขยายสู่ครู 6 คน และปีที่ 3 มีแผนที่จะขยายสู่ครูทุกคน โดยกำหนดให้ครูแกนนำทำอย่างน้อย 1 กลุ่มสาระ ครูเครือข่ายที่เริ่มในปีที่ 2 ทำ 1 หน่วย และครูแนวร่วมที่จะเข้าร่วมปีที่ 3 จะให้ทำอย่างน้อย 1 แผน ผลที่เกิดกับครูแกนนำที่ผู้บริหารโรงเรียนสังเกตได้คือ ครูมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้เอง ส่วนครูสะท้อนว่า ตรงกับธรรมชาติการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นให้นักเรียนค้นหาคำตอบ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะตะล่อมเด็ก และกระบวนการวิจัยจำเป็นต้องใช้เวลาให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จากความไม่เข้าใจในแนวทางการพัฒนา ความซับซ้อนที่ได้รับถ่ายทอดที่ผ่านๆ มา และผลดีที่เกิดจากการทดลองปฏิบัติของครูในโรงเรียน ทำให้ครูและผู้บริหารเห็นว่า จะลดความซับซ้อนของการปฏิบัติและมุ่งให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย 4 ขั้นโดยตรง และจะเข้าใจและปฏิบัติได้ง่าย
3. การสะท้อนคิด ขอนำข้อความที่ได้เขียนลงในสมุดนิเทศมานำเสนอ ดังนี้
            “วันนี้ข้าพเจ้านายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. พร้อมด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และ อ.สมชัย แซ่เจีย ได้มาติดตามการใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน สพป.ลำพูน เขต 2 เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานของครู ผู้บริหาร และร่วมชื่นชมความก้าวหน้าของการพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมที่คณะติดตามได้ดำเนินการในวันนี้คือ การพูดคุยชี้แจงเป้าหมายเจตนาของการติดตามผลครั้งนี้ ให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบว่า การมาวันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูกระบวนการดำเนินงานของโรงเรียนในฐานะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ตามการแนะนำของทีมภาค ได้เข้าสังเกตการณ์สอนของครูศศิธร สุตานันท์ ครูสอนภาษาไทย ชั้น ป.5 มีนักเรียนในชั้นวันนี้ จำนวน 15 คน เพราะตรงกับวันแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียน นักเรียนส่วนหนึ่งต้องไปร่วมแข่งกีฬา ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการเรียนรู้ของครู ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด-ทำ-นำเสนอในลักษณะโครงงาน นอกจากนั้น คณะติดตามยังได้สัมภาษณ์ครู ผู้บริหาร และนักเรียน รวมทั้งได้ประชุมครูแกนนำกลุ่มเครือข่ายแนวร่วม ได้เห็นถึงความสนใจที่อยากจะพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ทุกคนแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ซึ่งหากได้มีโอกาสได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันบ่อยๆ คาดหวังได้อย่างยิ่งว่า โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน จะสามารถมีผลผลิต “ผู้เรียน” ที่มีทักษะการเรียนรู้และคุณลักษณะที่ดี โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียน คณะครูที่ได้ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนด้วยความเข้มแข็งตลอดมา และจะร่วมกันสร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้วงจรการวิจัย 4 ขั้นตอนบ่อยๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการวิจัย ขอเป็นกำลังใจ...”
.....................................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนบ้านพวงพยอม จ.พะเยา

โรงเรียนบ้านพวงพยอม: บูรณาการทุกงานสู่การวิจัย
พิทักษ์  โสตถยาคม

โรงเรียนบ้านพวงพยอมเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับ เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ระยะทาง 25 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 167 คน มีข้าราชการครู 16 คน ครูอัตราจ้าง 4 คน นายนิทัศ ใจหลวง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูแกนนำ 2 คน ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ครูกัญญาณัฐ มีคง เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูรุ่งนภา บุญวงศ์ เป็นครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ครูทั้งสองคนเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นเดียวกัน นั่นคือ ปีการศึกษา 2554 ดำเนินการกับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ยังคงดำเนินการกับนักเรียนกลุ่มเดิม ซึ่งปัจจุบันอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 คือ ดร.สกาวรัตน์ ชุ่มเชย เป็นพี่เลี้ยงให้การนิเทศ

การติดตามผลของการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนบ้านพวงพะยอม วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 มีคณะทำงาน 3 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และผม พิทักษ์ โสตถยาคม กิจกรรมการติดตามผล ได้แก่ การชี้แจงจุดมุ่งหมายของการติดตามผล การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์นักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียน และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ม.2 มีนักเรียน จำนวน 19 คน เป็นชาย 9 คน หญิง 10 คน มีคุณครูรุ่งนภา บุญวงศ์ เป็นครูผู้สอน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง นัยน์ตาและการมองเห็น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ครูนำกล่อง 1 ใบ มาให้นักเรียนทายว่า อะไรอยู่ข้างใน ซึ่งนักเรียนไม่ทราบ ครูจึงถามว่า ทำอย่างไรจึงจะทราบว่ามีอะไรอยู่ จากนั้นครูให้ตัวแทนนักเรียน 2 คน คลำสิ่งที่อยู่ในกล่องและทาย และนักเรียนบอกว่าถ้าจะให้มั่นใจต้องใช้ตาดู ครูถามให้นักเรียนระบุว่า กิจกรรมนี้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส จากนั้น ครูเน้นว่า ประสาทสัมผัสใดทำให้มองเห็น รวมทั้งถามว่าหากปิดไฟ-เปิดไฟสิ่งใดจะทำให้มองเห็น
ครูนำรูปภาพสัตว์ 6 ภาพมาให้นักเรียนดูและให้ตอบว่า สัตว์แต่ละชนิดในภาพออกหากินเวลากลางวันหรือกลางคืน ภาพสัตว์ ประกอบด้วย แมว นกฮูก ไก่ นก หมี และพญากระรอกบินหูแดง ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบตาของสัตว์ที่หากินทั้งสองเวลาว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร นักเรียนร่วมกันตอบว่า ตาของสัตว์ที่หากินเวลากลางคืนจะใหญ่กว่าตาของสัตว์ที่หากินเวลากลางวัน จากนั้นครูถามนักเรียนคิดว่า ดวงตาของเราใช้เพื่ออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง เรามองเห็นได้เพราะมีปัจจัยอะไรบ้าง แต่นักเรียนตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ครูจึงให้นักเรียนช่วยกันระบุสิ่งที่รู้อยู่แล้วและสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ลงในใบงาน KWL (K-เคยเรียนรู้อะไรแล้ว, W-ต้องการเรียนรู้อะไรต่อไป, L-เรียนเสร็จแล้วรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง) โดยให้เวลา 5 นาที เมื่อเขียนเสร็จแล้วครูให้นักเรียนสรุปเป็นของกลุ่ม จะได้คำถามที่นักเรียนอยากรู้เกี่ยวกับตาและการมองเห็น เช่น ดวงตาประกอบด้วยอะไรบ้าง ปัจจัยใดที่ทำให้เรามองเห็น
จากนั้น ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนว่าจะไปค้นคว้าจากที่ใด โดยให้เขียนเป็นแผนการศึกษาหาความรู้ และนำเสนอหน้าชั้น ซึ่งผลจากการวางแผนทำให้เห็นว่า นักเรียนจะไปค้นคว้าจากแหล่งใด ใครรับผิดชอบ และกรอบเวลาเท่าใด รวมทั้งการจัดทำสรุปความรู้ในรูปแบบแผ่นพับ รายงาน เป็นต้น
2. ผลจากพูดคุยกับนักเรียน จากการพูดคุยกับนักเรียน ทำให้เห็นว่า นักเรียนสะท้อนว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น ได้เรียนรู้การตั้งคำถามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และนักเรียนมีผลงานจากการเรียนรู้และรางวัลจากการประกวดด้วย  
3. ผลจากพูดคุยกับคณะครูและผู้บริหารโรงเรียน ทราบว่า โรงเรียนมีโครงการพัฒนา และกิจกรรมที่โดดเด่นหลากหลาย มีครูแบ่งรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพในแต่ละงาน ที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาที่ครูแกนนำ ครูแกนนำได้ดำเนินการภาคเรียนละ 2 หน่วยการเรียนรู้ มีศึกษานิเทศก์ให้การช่วยเหลือใกล้ชิด อย่างสม่ำเสมอ และผู้บริหารโรงเรียนได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งในปีการศึกษาต่อไป ผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูจะขยายผลให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยทั้งโรงเรียน

4. การสะท้อนคิดของทีมติดตามผล ขอยกข้อความที่ได้บันทึกไว้ในสมุดนิเทศวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มานำเสนอ ดังนี้
            “วันนี้ข้าพเจ้า นายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มาพร้อมกับ อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ และ อ.วงเดือน โปธิปัน มาติดตามผลการใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านพวงพะยอม สพป.พะเยา เขต 2 ว่า นักเรียนในโรงเรียนโดยเฉพาะห้องเรียนของครูแกนนำ มีพฤติกรรมการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปสู่ “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยมีครูคอยให้คำชี้แนะ กระตุ้น ส่งเสริมให้มีโอกาสได้ใช้กระบวนการวิจัยบ่อยครั้ง เป็นประจำหรือไม่
            กิจกรรมการติดตามครั้งนี้ ได้ร่วมพูดคุยชี้แจงเป้าหมายเจตนาในการมานิเทศติดตามครั้งนี้ว่า มาเพื่อร่วมชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ครูแกนนำ ผู้บริหาร และคณะครูทำอยู่ ได้เข้าสังเกตการสอนคุณครูรุ่งนภา บุญวงศ์ สอนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.2 ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจัดการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์ของคุณครู ได้เห็นการสอนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นในตนเองของครู ได้เห็นความพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กๆ สามารถทำได้-ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างดี เห็นถึงแนวโน้มที่ดีที่จะพัฒนาต่อเนื่อง จนสามารถเป็นแบบอย่างดีๆ ให้ครูอื่นๆ ได้เรียนรู้ด้วยได้อย่างดี นอกจากนั้น ได้สัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ให้ทุกฝ่ายได้สะท้อนผลการดำเนินการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครู ผู้บริหารเป็นบุคคลที่เปิดกว้างที่พร้อมรับแนวคิด และเชื่อมโยงให้เข้ากับการปฏิบัติของตนเองได้อย่างน่าชื่นชม และสุดท้าย ได้ร่วมพูดคุยสะท้อนผลจากสิ่งที่ได้พบ ได้ฟังเสียงของผู้บริหารและคณะครูส่วนใหญ่ของโรงเรียน
คณะของเราได้ชี้ประเด็นให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นชัดขึ้นว่า สิ่งดีๆ ที่โรงเรียนมีอยู่อย่างมากในสภาพจริงที่เป็นอยู่นี้ หากสามารถนำมาวิเคราะห์ความเหมือน ความต่างของ “เป้าหมาย” ที่ผู้เรียนจะได้รับจากกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนทำอยู่ ก็จะเห็นหัวใจสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างความรู้ได้ด้วยตนเองให้ได้ โดยครูเป็นผู้เอื้อ-เกื้อหนุน และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้นักเรียนได้เกิดความกระหายใคร่รู้ เกิดแรงบันดาลใจที่จะแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง หากจูนความคิดของครูและบุคลากรของโรงเรียนให้เห็นดีในแนวทางนี้ร่วมกัน เชื่อเหลือเกินว่า การจะมุ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ที่ยังไม่พึงประสงค์นัก จากผลการประเมิน สมศ. รอบ 2 น่าจะได้รับการยกระดับได้ไม่ยากนัก และจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
ประเด็นที่เห็นในเวลาจำกัด หากครูและผู้บริหารจะนำไปพิจารณาไตร่ตรองว่า ควรประยุกต์ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยไปสู่การดำเนินการของโรงเรียนได้อย่างไร ก็อาจจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพ โดยพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่ (1) ทำทั้งโรงเรียน (2) ทำทุกกิจกรรม-เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่โรงเรียนมีอยู่ (3) ทำจากฐานเดิมที่ครูคุ้นเคย (4) ทุ่มเทยกระดับผลสัมฤทธิ์จากผล สมศ. รอบ 2 (5) ทำให้ครบวงจร 4 ขั้นตอนวิจัย ให้ฝังอยู่ในสมองเด็ก เน้นจุดประกายให้เด็กอยากค้นคว้า (6) ทำอย่างบูรณาการ เช่น วิทย์ ม.2 และภาษาไทย ม.2 จะบูรณาการกันอย่างไร เช่น กรณีนักเรียนเขียนรายงานผล (7) ควรตั้งทีมพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง (8) ทรีตเม้นท์ – อยากให้ดำเนินการด้วยความตั้งใจ ให้มั่นใจว่า ผลที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรามุ่งจัดกระทำให้เกิดนั้นจริงๆ และ (9) ทำมุ่งเน้นที่เด็ก ให้ครูเรียนรู้คู่ขนานไปพร้อมกับเด็ก ทั้ง 9 ประเด็นนี้ หลายประเด็นโรงเรียนทำได้ดีอยู่แล้ว จึงขอเชียร์ให้ร่วมกันคิดวิพากษ์ ทบทวนสิ่งที่ทำอยู่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้ และขอบคุณที่ได้การต้อนรับอย่างดียิ่ง”

.................................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร จ.แม่ฮ่องสอน

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร: เชื่อมโยงจากโครงงานสู่วัฒนธรรมวิจัย

พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคารเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับ เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ระยะทาง 350 เมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 548 คน มีครู 55 คน  นายจำลอง ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและนายณรงค์ศักดิ์ ศรีเมือง เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียน
เมื่อแรกเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูจินดา วงศ์เทพ และครูวารุณี ธรรมขันธ์ เป็นครูแกนนำ ปัจจุบันครูครูจินดาเกษียณอายุราชการและครูวารุณีย้ายโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงมอบหมายให้ครูเขมรักษ์ กุมารสิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการเป็นแกนนำร่วมกับครูแกนนำอื่นๆ อีก 15 คน ซึ่งครูแกนนำชุดใหม่นี้ได้ร่วมกันสานต่อในการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 คือ นายสมคิด ศรีธร เป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุน ในการลงพื้นที่ติดตามผลการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร ในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556  มีคณะติดตาม 3 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และผม ได้พบสภาพการดำเนินงาน ดังนี้

1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ป.1 มีนักเรียน จำนวน 18 คน เป็นชาย 8 คน หญิง 10 คน มีคุณครูปทิมจันทร์ ปันนะ เป็นครูผู้สอน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมายที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั่วโมงการสอนนี้เป็นชั่วโมงที่ 4 จาก 6 ชั่วโมงตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้นี้มีจุดประสงค์การเรียนรู้ 3 ประการคือ (1) นักเรียนบอกความหมายของคำว่าสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายได้ถูกต้อง (2) นักเรียนรู้จักและบอกความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันและสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแสดงความปลอดภัยและแสดงอันตรายได้ และ(3) นักเรียนปฏิบัติตามสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่กำหนดได้ถูกต้อง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทั้ง 3 กลุ่ม ออกมานำเสนอป้ายสัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ คนละป้ายพร้อมทั้งบอกด้วยว่าป้ายนั้นๆ เป็นป้ายอะไร กลุ่มแรกนำเสนอป้ายสัญลักษณ์ที่พบเห็นบริเวณอาคารสถานที่  กลุ่มที่สองนำเสนอป้ายที่พบเห็นตามท้องถนน และกลุ่มที่สามนำเสนอป้ายที่พบเห็นบนห่อสินค้า เมื่อนำเสนอหน้าชั้นครบถ้วน ครูถามให้นักเรียนทบทวนว่า แต่ละกลุ่มไปค้นคว้าหาความรู้เหล่านี้มาจากที่ใด นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกว่าไปถามครูบ้าง ไปค้นจากอินเทอร์เน็ตบ้าง สังเกตตามท้องถนนและสินค้าต่างๆบ้าง จากนั้นครูให้นักเรียนตอบว่าเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์ต่างๆ แล้ว  นักเรียนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เช่น เครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ นักเรียนตอบว่าห้ามสูบบุหรี่ครับ ถ้าสูบอาจจะจับเราได้, เครื่องหมายห้ามรถผ่าน นักเรียนตอบว่า ถ้าขับและไม่หยุดอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เป็นต้น และสุดท้ายครูย้ำว่า ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
หลังจากนั้น ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มคิดเครื่องหมายขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ซ้ำกับที่นำเสนอไปแล้ว และให้เวลานักเรียนคิดร่วมกัน 2 นาที นักเรียนรวมกลุ่มคิด จากนั้นแต่ละกลุ่มนำเสนอป้ายที่คิดได้ คือ กลุ่มที่หนึ่งป้ายห้ามตัดต้นไม้เพราะให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติให้อยู่กับเรานานๆ กลุ่มที่สองป้ายห้ามจับปลาเพราะจะได้มีความอุดมสมบูรณ์ และกลุ่มที่สามห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดเพราะจะไม่สกปรกและไม่มีกลิ่นเหม็น สุดท้ายครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการทำป้ายตามที่ได้ระบุไว้ และเตรียมเขียนตามคำบอกในวันต่อไป จากคำที่นักเรียนได้ฝึกอ่านสัญลักษณ์และเครื่องหมายกันในวันนี้
2. การสัมภาษณ์ครู ครูบอกว่าส่วนดีที่เห็นในวันนี้คือ นักเรียนร่วมกิจกรรมได้ดี เป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมและร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนที่ยังต้องปรับปรุง ได้แก่ (1) สื่อยังไม่เหมาะกับนักเรียน และเป็นสื่อที่มีขนาดเล็ก การนำเสนอสื่อถือโอนเอน และเป็นสื่อที่ครูเป็นผู้ทำขึ้นเอง (2) ควรมีการถามต่อและไม่นิ่งเฉยกับคำถามของนักเรียน (3) ยังไม่ได้ให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบ (4) ขั้นให้นักเรียนตั้งคำถามเป็นขั้นที่ยากและต้องใช้เวลา นอกจากนั้นยังบอกว่าครูได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียนที่ดี อาทิ สนับสนุนงบประมาณพานักเรียนไปแหล่งเรียนรู้ ให้เบิกสื่อได้ตามความต้องการจำเป็น 
3. การประชุมกลุ่มผู้บริหารและครูแกนนำ ผอ.จำลอง ศรีสวัสดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้รับหลักการมาดำเนินการก็มีความเชื่อมั่นในทีมงานแกนนำ มีการสร้างความตระหนักให้กับคณะครูเพื่อส่งเสริมให้เด็กวิจัย คิดและหาคำตอบ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มร้อย เพราะมีนโยบายหลายงานเข้ามากระทบ อาทิ งานศิลปหัตถกรรม, กระตุ้นผลสัมฤทธิ์ (จัดสรรงบให้มาติว O-NET 40 บาท/คน) สิ่งที่ได้สนับสนุนพัฒนาครู ได้แก่ การอบรมวิจัยให้กับครู มีการจัดเวลาให้ครูนิเทศ (ครูหัวหน้าสายชั้น/ ครูวิชาการสายชั้น) มากขึ้น มีการสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ไม่น้อยกว่า 70% ของงบพัฒนา เพื่อให้นำไปจัดซื้อสื่อและพานักเรียนไปเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ด้าน ICT/ Internet และจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด สนับสนุนให้ครูไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ รวมทั้งการให้คำปรึกษาด้านวิชาการให้กับครูใหม่โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียน สิ่งที่พบว่ายังต้องปรับปรุงพัฒนาคือ ครูยังไม่เชื่อมั่นนักที่จะให้เด็กได้คิดค้นหาคำตอบเอง การดำเนินการยังติดขัด ผู้บริหารโรงเรียนวิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากการที่ครูขาดการยอมรับตนเองและผู้ที่มาให้การนิเทศ (ครูวิชาการ/ ผู้บริหารโรงเรียน) ซึ่งก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับกรณี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ระบุให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน แต่ครูก็ยังไม่สามารถทำได้ แม้จะพยายามแต่สุดท้ายกลับเข้าสู่วัฒนธรรมการทำงานเดิมที่คุ้นเคย สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาครูคือ ต้องการผู้มานิเทศช่วยเหลือ ชี้แนะให้ครูเกิดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินการ
นอกจากนั้น คณะครูได้ช่วยกันพิจารณาว่า “โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรที่ทำอยู่เดิม ที่เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงพลัง ได้คิด” ก็พบว่า โรงเรียนมีโครงงาน ทั้งโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มีกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่ให้เด็กได้ตั้งคำถาม เริ่มจากสิ่งที่อยากรู้และแสวงหาความรู้เอง นอกจากนั้นยังมีโครงงานของ ป.4-6 และม.ต้น ปีละประมาณ 10 โครงงานต่อห้องเรียน กิจกรรมชุมนุม และกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาเพิ่มเติม จากนั้น ศน.สมคิด ศรีธร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนิเทศว่า ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีน้อย (7 คน) สิ่งที่ได้ช่วยสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนภายหลังจากที่ได้คัดเลือกโรงเรียนร่วมโครงการแล้ว ได้มีการประชุมครูพัฒนาข้อเสนอโครงการ นำครูเข้าร่วมประชุมเขียนแผน แต่ก็มีความสับสนในส่วนของการระบุว่า จะต้องเขียนแผนการสอนให้มี 4 ขั้นตอน ส่วนการนิเทศทำได้เพียง 2-3 ครั้ง
4. การสะท้อนคิดของทีมติดตามผล
จากการสังเกตการสอนครูผู้สอนชั้น ป.1 ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ได้เห็นความกล้าแสดงออก & ร่วมมือในการเรียนรู้ของเด็กๆ เป็นที่น่าชื่นชมมาก และจากการพูดคุยกับครูและผู้บริหารได้เห็นถึงความตั้งใจของคณะครูที่มุ่งหวังให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ที่ดีขึ้น ได้เห็นว่า โรงเรียนมีต้นทุนที่ดีมาก ที่ครูทำอยู่ ทั้ง “โครงงาน” “การเรียนรู้ผู้เรียนเป็นสำคัญ” “กิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เอง” ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยง ต่อยอดกับโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยได้อย่างดี
มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้โรงเรียนสร้างระบบนิเทศภายใน ให้ตั้ง “กลุ่มครูพูดคุยกัน” รวมทั้งการนำมาตรฐาน ตัวชี้วัดมาวิเคราะห์ร่วมกัน และหลอมรวม บูรณาการ และร่วมกันจัดการเรียนรู้ ให้เด็กบรรลุมาตรฐาน- ไม่สอนตามแบบเรียนสำนักพิมพ์เท่านั้น สิ่งที่จะเป็นความมั่นใจให้ครูว่าแนวทางที่ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ก็คือ การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มาวิเคราะห์ มาวิพากษ์ร่วมกัน และให้ตกผลึกเป็นความเข้าใจร่วมกัน แล้วสิ่งที่ตกลงกันนั้น จะเป็นคำตอบว่าอะไรถูก/ อะไรดีที่สุดสำหรับโรงเรียน
------------------------------------------

Coaching and Mentoring: ระบบพัฒนาการคิดของครู

Coaching and Mentoring: ระบบพัฒนาการคิดของครู
พิทักษ์ โสตถยาคม
ภาคเรียนที่ผ่านมา (เมษายน-สิงหาคม ๒๕๕๖) ผมได้รับโอกาสร่วมเป็นโค้ชกับทีมโค้ชของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)  ตามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ กับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ครู ผู้บริหารโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ มีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพงานในหน้าที่ ไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน  รูปแบบการพัฒนาเน้น On the job training และให้มีระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  เพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณ อุดมการณ์ของความเป็นครู และการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถด้าน Literacy, Numeracy, Reasoning Ability และ ๕ Steps ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ผมรับผิดชอบเป็นตัวช่วยเสริมสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงของโรงเรียน จำนวน ๒ แห่ง จากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาทั้งสิ้น จำนวน ๑๖ แห่ง ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ โรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ มีนักเรียนประมาณ ๒,๔๐๐ คน อีกโรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางที่มีนักเรียนประมาณ  ๙๐๐ คน มีครู ผู้บริหารโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ที่เกี่ยวข้องกับ ๒ โรงเรียน เรียนรู้ไปด้วยกัน จำนวน ๑๒ คน กิจกรรมที่ผมเข้าไปร่วม workshop ๒ วัน ในช่วงเริ่มต้นโครงการ (๑-๒ พ.ค. ๒๕๕๖) ไปนิเทศติดตามด้วยระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  จำนวน ๒ ครั้ง (๑๔ มิ.ย. และ ๑๗ ก.ค. ๒๕๕๖) ระหว่างนั้น ผมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง ๒ โรงเรียน ผ่านเว็บไซต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู (Educational Professional Learning Community) http://www.edu-prof.net/ พิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้ และบล็อกการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมโครงการ

สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้หลักของการโค้ชจากหัวหน้าโค้ช (รศ.ดร.สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา) ก็คือ โค้ชจะไม่ทำ ๓ อย่างคือ (๑) ไม่สั่ง (๒) ไม่สอน (๓) ไม่บอกคำตอบ และจะทำ ๓ อย่างคือ (๑) ให้กำลังใจ (๒) ชวนคิด และ(๓) เชียร์ทำ เมื่อผมได้ลงพื้นที่ไปนิเทศติดตามโรงเรียนที่รับผิดชอบ ๒ โรงเรียน ด้วยระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  ก็มุ่งเน้น “การเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู” ให้เกิดพลังความคิดที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อโค้ชยึดมั่นในหลักการไม่ทำ ๓ อย่าง และจะทำ ๓ อย่างนั้นแล้ว ระบบและกระบวนการโค้ชจึงช่วยกระตุ้นให้ครูได้คิด ได้ไตร่ตรองค้นคว้าหาคำตอบ หรือตั้งสมมติฐานเพื่อพิสูจน์ในโอกาสต่อไป ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาที่ผมได้พูดคุยกับครูรายบุคคล ขณะลงพื้นที่ไปโค้ชผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๑๒ คน เป็นครั้งแรก ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖

๑. ผอ.
เราพบ ผอ.ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มิ.ย. เวลาประมาณ ๐๘.๒๐ น. ณ ห้องทำงานของ ผอ. ขณะที่ทีมโค้ชไปถึงโรงเรียนก่อนหน้านั้นประมาณ ๒๐ นาที ผอ.บอกว่า เช้านี้เข้าไปติดต่องานที่สำนักงานเขตก่อนที่จะเดินทางมาโรงเรียนจึงมาช้าหน่อย แล้วสอบถามถึงการสถานที่พักแรมของทีมโค้ช จากนั้น ผอ.ก็นั่งอ่านงานต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ ขณะนั้น ผมได้ยินรอง ผอ.ประกาศเสียงตามสายของโรงเรียนเชิญครูตามรายชื่อที่ประกาศให้มาร่วมประชุมที่ห้องประชุมใกล้ห้อง ผอ. จากนั้นเวลา ๐๘.๔๕ น. เราได้รับแจ้งว่าคุณครูทุกท่านมาพร้อมแล้ว และเชิญทีมเราไปที่ห้องประชุม ผอ.กล่าวสั้นๆ ช่วงเริ่มประชุมว่า พร้อมรับคำแนะนำจากทีมโค้ช ผมจึงตั้งคำถามเริ่มต้นคุย ดังนี้

โค้ช: ขอให้ท่าน ผอ.เล่าว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
ผอ.: ได้กระตุ้นรองฯ และครู ถามว่าทำถึงไหนแล้ว และติดตาม
รอง ผอ.: ขอเสริมท่าน ผอ. หลังจากกลับมาก็มีการประชุมที่ห้องนี้ มีการดู VDO lesson study และตอบ blog

หลังจากที่ ผอ.นั่งรับฟังการสนทนาระหว่างโค้ชและครู ตั้งแต่ ๐๘.๔๕-๑๑.๐๐ น. ผอ.กล่าวในตอนท้ายของการประชุมว่า... “วันนี้เข้าใจมากขึ้น แล้ววงจร ๒ จะดีขึ้นมาก ที่ผ่านมาทำแบบหลวมๆ จากนี้ ผอ.ก็จะเข้ามาศึกษาข้อมูล (โครงการ) ให้มากขึ้น” นอกจากนั้นยังเห็นประโยชน์ของโครงการนี้ที่ ผอ.มองว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับ IS (Independent Study) ที่ต้องดำเนินการในฐานะโรงเรียนมาตรฐานสากล

สะท้อนคิดกรณี ผอ.
แรกๆ ผอ.ดูเฉยๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมอบให้รองฯ และครูดำเนินการกันไป ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมในเชิงความคิด และการนำองค์กรยังไม่มากนัก หลังจากผ่านไป ๒ ชั่วโมงของการสนทนาพูดคุย ผอ.ได้สะท้อนความคิดว่า ผอ.มีความเข้าใจมากขึ้น และตั้งใจจะศึกษาลงลึกเกี่ยวกับโครงการให้มากขึ้น จะจัดทำแผนและดำเนินการให้กระชับและมีโฟกัสมากขึ้น
ผมรู้สึกพึงพอใจที่เห็นความคิด ความเข้าใจของ ผอ.เช่นนี้ แต่มีประเด็นหนึ่งคือ ผอ.ยังไม่มีคู่บัดดี้ (ร.ร.นี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ ๙ คน จับคู่ได้ ๔ คู่ เหลือ ผอ.หนึ่งคน) ดังนั้น อาจขอให้ ศน.ประจำโรงเรียนมาเป็นคู่บัดดี้ร่วมเรียนรู้กับท่าน ผอ.

๒. รอง ผอ.
รอง ผอ.เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ได้เล่าให้ทีมโค้ชฟังว่า หลังจากกลับมาก็มีการประชุมที่ห้องนี้ มีการดู VDO lesson study และตอบ blog ส่วนคู่บัดดี้ของรอง ผอ.คือ ครูคนที่ ๙ ครูผู้สอนภาษาไทย ครูคนที่ ๙ บอกว่า ท่านรองฯมีภาระงานเยอะ แต่ก็จะช่วยให้คำแนะนำได้ และรองฯ ก็ชื่นชมครูคนที่ ๙ ว่าเป็นครูดีที่ได้รับเลือกให้เป็นครูประกายเพชร (ได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับทีวีไกลกังวล) ซึ่งรองฯ ไม่ห่วงอยู่แล้ว

โค้ชมองว่า เมื่อครูมีคู่บัดดี้และพูดคุยกันเกี่ยวกับ “ความสามารถในการสอน” ใน ๔ จุดเน้น ซึ่งรองฯ ก็สามารถช่วยครูคนที่ ๙ ในเรื่องนี้ได้ แล้วครูคนที่ ๙ จะช่วยรองฯในประเด็นใด เพราะคู่บัดดี้ต้องมีทั้ง give & take ผมจึงตั้งคำถามกับรองฯ ดังนี้

โค้ช: ถ้าครูดูกันที่ความสามารถในการสอน แล้วกรณีรองฯล่ะจะดูประเด็นใด
รอง ผอ.: การสนับสนุนครู
โค้ช: นั่นแสดงว่า รองฯช่วยครูคนที่ ๙ ในเรื่องความสามารถในการสอน และครูคนที่ ๙ ช่วยรองฯในเรื่อง ความสามารถในการสนับสนุน นิเทศช่วยเหลือครู ดังนั้น ในการทำงานของคู่บัดดี้คู่นี้ รองฯก็จะได้ทำหน้าที่นิเทศช่วยเหลือครู โดยมีครูคนที่ ๙ เป็นกรณีศึกษา ให้รองฯ ได้ทดลองใช้วิธีการสนับสนุนต่างๆ และดูผลที่เกิดขึ้น และครูคนที่ ๙ จะเป็นกระจกสะท้อนการทำหน้าที่นี้ของรองฯ ให้ดียิ่งขึ้น

สะท้อนคิดกรณีรอง ผอ.
ผมรับรู้ได้ว่าท่านรองฯ มองเห็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้ชัดเจนขึ้น มีประเด็นที่จะมุ่งเน้นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ที่ต้องนิเทศ สนับสนุนส่งเสริมครู คาดหวังว่าพบกันครั้งหน้า จะมีผลการทำงานร่วมกันของรองฯ และครูคนที่ ๙ มานำเสนอให้ได้ชื่นชมกัน

๓. ครูคนที่ ๑ 
ครูคนที่ ๑ เป็นครูคณิตศาสตร์และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นที่พึ่งทางวิชาการให้กับครูในกลุ่มสาระ ครูเล่าให้ฟังว่า ได้สอนร่วมกันกับครูคนที่ ๒ คู่บัดดี้มาร่วม ๓ ปีแล้ว โดยปีแรกครูคนที่ ๑ เป็นผู้สอนและครูคนที่ ๒ เป็นผู้นั่งอยู่หลังห้อง ทำหน้าที่สังเกต บันทึกรายละเอียดการสอน GSP (Geometer’s Sketchpad) ของครูคนที่ ๑ ปีต่อมาครูคนที่ ๒ ทำหน้าที่สอนหน้าชั้นบ้าง และครูคนที่ ๑ จะนั่งอยู่หลังห้องสังเกต และคอยช่วยเสริมเติมเต็มการสอนของครูคนที่ ๒ ซึ่งในระหว่างการสนทนานี้ ครูคนที่ ๒ ก็ขอบคุณฝ่ายบริหารที่ให้โอกาสเรียนรู้จากครูคนที่ ๑ ทั้งๆ ที่จำนวนหน่วยกิตวิชานี้น้อยมาก (๐.๕ หน่วยกิต) แต่ใช้ครูถึง ๒ คน

ครูคนที่ ๑ ได้เล่าถึงการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้ว่า ได้ช่วยให้คำแนะนำอยู่เสมอ อาทิ เมื่อสังเกตเห็นครูคนที่ ๒ สอนสามเหลี่ยมโดยนำไม้มาประกอบการสอน จึงแนะว่าให้ใช้ GSP มาสอนเพราะ GSP มีเครื่องมือของโปรแกรมที่เอื้อให้นักเรียนได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ครูคนที่ ๑ สะท้อนเกี่ยวกับการใช้ ๕ steps ว่า ส่วนใหญ่ครูคนที่ ๑ จะใช้ขั้นที่ ๑-๔ เป็นปกติไม่มีปัญหา แต่คิดว่าจะมีปัญหาในขั้นที่ ๕ การบริการสังคม จะสอนอย่างไร

ครูคนที่ ๑ บอกว่า ตอนสมัครเข้าร่วมโครงการไม่ทราบว่าจะต้องมาจับคู่บัดดี้ และมีกิจกรรมติดตามต่อเนื่อง มิฉะนั้นจะมอบหมายให้ครูรุ่นใหม่เข้าร่วมอบรม เพราะขณะนี้ภาระงานของโรงเรียนค่อนข้างหนัก ครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ต้องกระจายตัวไปรับผิดชอบช่วยงานโรงเรียนฝ่ายต่างๆ และกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ยังต้องทำคลังข้อสอบมาตรฐานในลักษณะข้อสอบ O-NET ด้วย ซึ่งบุคลากรที่ต้องทำก็เป็นชุดเดียวกัน

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๑ 
การทำงานร่วมกันระหว่างคู่บัดดี้น่าจะราบรื่น เพราะได้ดำเนินการแบบ team teaching มาก่อนหน้านี้

ต่อจากนี้ก็คงจะได้เจาะลึก และพูดคุยกันมากขึ้นในจุดเน้นของโครงการ ๔ เรื่อง จากคำถามที่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร และหนักใจในขั้นที่ ๕ เมื่อจบจากวงเสวนาผมรู้สึกได้ว่าความหนักใจเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและเห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้

ในฐานะโค้ชไม่รู้สึกหนักใจเลย เพราะครูคนที่ ๑ เป็นครูที่มีศักยภาพสูง เป็นที่พึ่งของโรงเรียน และเป็นตัวอย่างให้กับครูอื่นๆ เสมอมา

๔. ครูคนที่ ๒ 
ครูคนที่ ๒ เป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ของโรงเรียน สอนชั้น ม.๑ ในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม จากคำบอกเล่าของครู ทำให้รับรู้ได้ว่า คุณครูคนที่ ๒ เป็นคนที่เปิดรับ เรียนรู้จากครูคนที่ ๑ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GSP ดังนั้น การทำงานร่วมกันกับคู่บัดดี้คือ ครูคนที่ ๑ จึงไม่น่าเป็นห่วง เพราะสอนคู่กัน พูดคุยปรึกษากันมาตลอด ๓ ปี

ครูคนที่ ๒ ได้บอกถึงความลำบากหากจะต้องใช้ ๕ steps โดยเฉพาะขั้นที่ ๕ ในบางเรื่อง อาทิ ลำดับอนุกรม และได้เล่าให้ฟังว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน ๑ ชั่วโมง จะสามารถสอนได้เพียง ๓ ขั้นแรกเท่านั้น จึงต้องให้นักเรียนไปทำอีก ๒ ขั้น นอกเวลาเรียน ดังนั้น หากจะสอนทั้ง ๕ ขั้นให้ครบ น่าจะใช้เวลาสักชั่วโมงครึ่ง และมีคำถามว่า จำเป็นต้องสอน ๕ steps ทุกแผนหรือไม่ หรือต้องให้นักเรียนทำขั้นที่ ๕ ทุกแผนหรือไม่ ผมจึงชวนคุย ดังนี้
โค้ช: (โยนคำถามนี้เข้าไปในวงสนทนา) กลับไปที่ประเด็นที่ครูคนที่ ๘ ได้เปิดประเด็นไว้เรื่องทุกแผนไม่ทุกแผน ตรงนั้นได้ความคิดอย่างไรครับ
ครูคนที่ ๘ : ไม่จำเป็นต้องทุกแผน เห็นว่าควรเป็นหน่วยการเรียนรู้
โค้ช: ซึ่งครูคนที่ ๒ ก็คงได้เห็นทางเลือกว่า จะใช้ ๕ steps อย่างไร ก็ขอให้ลองพิจารณาดู
โค้ช: คราวนี้ลองมาพิจารณาการเรียนรู้ในขั้นที่ ๕ การบริการชุมชนสังคม พี่ๆ คิดว่า คำว่า “ชุมชน” ในที่นี้คืออะไร ชุมชนที่เล็กที่สุดมีขนาดเท่าไร และชุมชนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่าไร ยกตัวอย่างว่า ผม ครูคนที่ ๑ และ ผอ. เราสามคนนี้รวมตัวกันถือเป็นชุมชนไหม แล้วชุมชนมีกี่ขนาดและระดับครับ
ครู: ในห้องเรียน
ครู: ในโรงเรียน
ครู: คนในครอบครัวของเขา
ครู: ในหมู่บ้าน
ครู: เว็บไซต์ โลก
โค้ช: จากคำตอบของพี่ๆ แสดงว่า เราเห็นมิติของชุมชนแบบใหญ่สุดคือ สังคมโลก และค่อยๆ เล็กลงเป็น โรงเรียน ห้องเรียน หรือแม้แต่ครอบครัวตนเอง ดังนั้น เวลาเราจะให้นักเรียนเรียนรู้ขั้นที่ ๕ เราก็สามารถให้นักเรียนพิจารณาเลือกได้ และพี่ๆ คิดว่าจะเลือกอย่างไรครับ
ครู: ดูธรรมชาติของเรื่องที่เรียนว่า จะใช้ชุมชนระดับใด

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๒ 
แรกๆ สังเกตเห็นความกังวลในการให้นักเรียนเรียนรู้ขั้นที่ ๕ แต่เมื่อได้ฟัง ได้คิด ในการร่วมเสวนากันใน ๒ ชั่วโมงนี้แล้ว ครูน่าจะเข้าใจว่าขั้นที่ ๕ นำความรู้ไปสู่การบริการชุมชนสังคมเป็นอย่างไร

นั่นแสดงว่า ครูรู้ว่าชุมชนมีหลายระดับ และเป็นการเรียนรู้-ได้คำตอบจากการพูดคุย-ไตร่ตรองตอบคำถาม ซึ่งไม่เพียงครูคนที่ ๒ เท่านั้นที่เห็นแนวทาง ยังช่วยให้ครูอื่นๆ ได้รู้เห็นเช่นนั้นไปด้วย

๕. ครูคนที่ ๓ 
ครูคนที่ ๓ เป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ชั้น ม.๔ และเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จับคู่บัดดี้กับครูคนที่ ๔ ซึ่งเป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เป็น ผอ.ศูนย์ ERIC ของโรงเรียน

ครูคนที่ ๓ เล่าถึงการทำงานร่วมกันกับคู่บัดดี้ว่า ได้แอบดู แอบได้ยินเสียงจากการสอนของครูคนที่ ๔ เพราะสอนห้องเรียนติดกัน ได้รู้ว่าครูคนที่ ๔ สอนให้นักเรียนนำเสนองานแบบคู่บ้าง แบบกลุ่มบ้าง แต่แผนการสอนที่จะใช้เป็นสื่อกลางเพื่อการพูดคุยกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเขียนแผนและส่งให้กันดู

สำหรับสัมพันธภาพระหว่างคู่บัดดี้ ครูคนที่ ๔ ซึ่งเป็นคู่บัดดี้ของครูคนที่ ๓ เล่าให้ฟังว่า ครูคนที่ ๓ เป็นเพื่อนที่สนิทกัน ครั้งที่ไปเข้า workshop ก็ได้นอนห้องเดียวกัน ดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันอีกครั้งก่อนเกษียณ นอกจากนั้น ลูกของครูคนที่ ๓ ก็เป็นลูกศิษย์ปัจจุบันของครูคนที่ ๔ ด้วย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๓ 
ผมยังไม่ได้ทราบความเข้าใจและสภาพการปฏิบัติของครูคนที่ ๓ นัก จากการสังเกตคำบอกเล่าของครูคนที่ ๓ ทำให้เห็นว่า ครูทั้งสองยังไม่ได้สังเกตกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ดูได้จากการ “แอบดู แอบได้ยิน”

สังเกตเห็นว่าครูคนที่ ๓ จะนิ่งๆ และพูดน้อย แต่เมื่อจบการสนทนาพูดคุยครั้งนี้เห็นว่าครูคนที่ ๓ มีความผ่อนคลายมากขึ้น

ซึ่งผมคาดหวังว่า ครูคนที่ ๓ จะมีความเข้าใจในจุดเน้น ๔ เรื่อง เช่นเดียวกับครูท่านอื่นๆ และการทำงานร่วมกันกับบัดดี้คงจะมีการตระเตรียมให้การทำงานร่วมกันได้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

๖. ครูคนที่ ๔ 
ครูคนที่ ๔ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษและหัวหน้าศูนย์ ERIC ของโรงเรียน กำลังจะจบปริญญาเอก ได้เล่าให้ฟังว่า ครูสอนนักเรียนโดยเน้นอ่านเขียน ซึ่งตรงกับ literacy การสอนจะเน้นเรื่องใกล้ตัว และแผนเป็นแบบ ๕ steps แต่ก็มีอุปสรรคในขั้นที่ ๕ ที่จะมุ่งให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ครูคนที่ ๔ ให้ความสนใจความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยให้นักเรียนทำ self study progress ซึ่งจะเห็น literacy และ reasoning ability และเห็น leadership ของเด็กชัดเจน

ครูคนที่ ๔ : ขอถามว่าจะเอาขั้นที่ ๕ ขึ้นก่อนได้หรือไม่ และตนเองสนใจจะเปรียบเทียบ ๒ แบบ แบบแรกเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบเรียงขั้นที่ ๑-๕ และแบบที่ ๒ จะเรียงเริ่มจากขั้นที่ ๕ ก่อน
โค้ช: น่าสนใจมากเลยที่พี่คิดจะเปรียบเทียบ ๒ แบบ ก่อนจะเริ่มต้นลองพิจารณาว่า แต่ละแบบเป็นอย่างไร หากเป็นกระบวนการเดิมจะเริ่มต้นที่ step ๑-๕ ก็แสดงว่า ขั้นที่ ๑-๔ นักเรียนจะเริ่มด้วยคำถามและหาคำตอบ จนได้ความรู้ความเข้าใจชุดหนึ่งขึ้นมา ด้วยตัวของเขาเอง แล้วนักเรียนจึงนำความรู้ที่ได้นั้น ไปเผยแพร่สู่ชุมชนและสังคม คราวนี้เมื่อพี่จะเริ่มต้นด้วยขั้นที่ ๕ คำถามคือ นักเรียนจะนำความรู้ลักษณะใดไปสู่ชุมชน ไปเผยแพร่ หรือบริการสังคม จะเป็นความรู้ที่สดใหม่ ที่ได้จากการสรุปของเด็กเอง หรือเป็นความรู้ที่มีอยู่แล้วในตำรา หรือที่ปรากฏในหนังสือ ตรงนี้ก็อยากฝากไว้ให้เป็นประเด็นเพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตาม ผมก็สนับสนุนและเชียร์ให้พี่ลองนำ ๒ แบบนี้ไปลองปฏิบัติพิสูจน์ดู
ครูคนที่ ๔ : พี่ได้โพสต์เข้าไปในเว็บไซต์แล้ว แต่ไม่เห็นมีใครตอบกลับเลย
โค้ช: ตอบกลับมาแล้วครับ ในเรื่อง learning to question ที่พี่มีคำถามอยู่ ๕ ข้อ ใช่ไหมครับ (ครูคนที่ ๔ พยักหน้า) ผมเขียนไปว่า น่าสนใจมาก และมีคำถามถามพี่ไว้ในเว็บว่า คำถามทั้ง ๕ ข้อที่เขียนไว้นั้น ใครเป็นคนตั้งคำถาม ครูหรือนักเรียน ...เมื่อลองพิจารณาจุดเน้นในโครงการนี้ทั้ง Literacy, Numeracy, Reasoning Ability และ ๕ steps เราต้องการให้ใครเป็นผู้แสดงออกซึ่งความสามารถเหล่านี้
ครู: นักเรียน
โค้ช: แสดงว่า ขั้นต่างๆ ของ ๕ steps นักเรียนจะเป็นผู้ทำพฤติกรรมนั้น ดังนั้น ผู้ตั้งคำถามในขั้นที่ ๑ ก็คือ
ครู: นักเรียน
โค้ช: นั่นคือ ครูไม่ใช่เป็นผู้ตั้งคำถามหลักเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน แต่ครูจะเป็นผู้ถามคำถามเพื่อกระตุ้น หรือ build อารมณ์ให้นักเรียนเกิดคำถาม และกระหายใคร่รู้ ในประเด็นคำถามที่จะเกิดขึ้นจากเด็ก คำถามนี้ต้อง “ออกมาจากปากของเด็ก” เด็กจะเป็นผู้พูดเอง

ในช่วงพูดคุยหลังรับประทานอาหารกลางวัน ครูคนที่ ๔ บอกกับผมว่า พี่รู้แล้ว พี่จะเปลี่ยนจากที่พี่ตั้งคำถาม ๕ ข้อนั้น เป็นจะให้เด็กคิดคำถามของเขากันเอง จากภาพที่พี่นำมาให้ดู

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๔ 
ผมรู้สึกดีมากเลยกับคำบอกเล่าจากปากครูคนที่ ๔ ที่บอกว่า จะปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ของตนเองใหม่ เป็นให้เด็กตั้งคำถามเอง ผมถือว่าเป็น “เสียงสวรรค์” แสดงความเข้าใจใน ๕ steps ของครูคนที่ ๔ ที่น่าพึงพอใจมาก ส่วนความเข้าใจเรื่องอื่นๆ ไม่น่าห่วงนัก อาทิ บทเรียนเรื่องต่อไปเด็กจะได้เรียนเรื่อง Numeracy

ในการทำงานร่วมกับบัดดี้ก็น่าติดตาม เพราะการแสดงออกให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกันและกันของครูทั้งสอง ประกอบกับความเข้าใจเรื่องต่างๆ ในช่วงตั้งวงคุยกันครั้งนี้น่าจะทำให้มีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ

๗. ครูคนที่ ๕ 
ครูคนที่ ๕ ในวัย ๕๒ ปี สอนสังคมศึกษาระดับชั้น ม.๖ วันนี้ครูเล่าให้ฟังว่า ได้สอนนักเรียนไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคาบที่ ๔ เรื่อง การประกันภัยรถ (การทำ พ.ร.บ.) ให้นักเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ให้รู้ว่าใครควรเป็นผู้ทำ พ.ร.บ. และตั้งใจจะให้เด็กนำความรู้ที่ได้เรียนนี้ไปเผยแพร่ให้ผู้ปกครอง ซึ่งในขั้นตอนการสอนจะถามนักเรียนว่าขี่มอเตอร์ไซด์ไหม มี พ.ร.บ.ไหม ถ้าประสบอุบัติเหตุจะทำอย่างไร แล้วถามนักเรียนว่าใครเคยประสบอุบัติเหตุบ้าง ถ้าไปโรงพยาบาลต้องจ่ายเงินเองไหม พบว่ามีเด็กบางคนเคยประสบอุบัติเหตุต้องไปโรงพยาบาลและต้องจ่ายเงินเอง ครูจึงบอกไปว่า ทำไมไม่เบิก จากนั้นถามว่า ใครรู้จัก พ.ร.บ.บ้าง รู้ไหมว่าทำไมจึงทำ แล้วให้เด็กตอบคำถาม ชี้ชวนให้เห็นว่า พ.ร.บ.สำคัญ สุดท้ายได้ให้นักเรียนอ่านเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พ.ร.บ. และให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดโดยให้วิเคราะห์กรณีศึกษา ๒๐ ข้อ และให้พิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ต้องทำ พ.ร.บ.

ครูคนที่ ๕ บอกว่าชั่วโมงแรกสอนได้ ๓ ขั้น ครูจะถามๆ นักเรียนก็จะใช้เหตุผลมาคุยกัน ให้ศึกษาเอกสารและสรุป ส่วนชั่วโมงที่ ๒-๓ จะให้เรียนรู้ต่อไปว่า ทำ พ.ร.บ.แล้วได้อะไร และจะเรียกร้องสินไหมทดแทนอย่างไร รวมทั้งจะให้เรียนขั้นที่ ๔-๕ โดยให้นำเสนอความรู้ต่อชุมชน

ครูคนที่ ๕ พูดถึงลักษณะการสอนของตนเองว่า เป็นการสอนโดยตั้งคำถามในลักษณะ “ชอนไชไปถึงไส้” ส่วนการทำงานกับบัดดี้ก็บอกว่า โชคดีที่เป็นคู่บัดดี้ที่คุยกันได้ตลอดอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังครูคนที่ ๕ เล่าให้ฟัง ผมชวนคุยดังนี้
โค้ช: ใครเป็นผู้ตั้งคำถาม
ครูคนที่ ๕ : ครู
โค้ช: กระบวนการเรียนรู้ ๕ steps นั้น ตั้งแต่ตั้งคำถามในขั้นที่ ๑ จนถึงขั้นที่ ๕ learning to service เจตนาเขาจะให้เป็นการแสดงออกของใคร
ครูคนที่ ๕ : นักเรียน
โค้ช: แล้วเด็กที่เรียนวันนี้จะได้ฝึกตั้งคำถามช่วงไหนบ้าง
ครูคนที่ ๕ : เมื่อครูถามนักเรียน นักเรียนก็จะสงสัย และเกิดมีคำถามขึ้นในใจ
โค้ช: เราจะรู้ว่าเด็กเกิดคำถามขึ้น หรือตั้งคำถามได้แล้วนั้น จะทำให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นได้อย่างไร
ครูคนที่ ๕ : ให้เขียน
โค้ช: การเขียนจะทำให้เราได้หลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถตรวจสอบได้อย่างดีเลยว่า เด็กตั้งคำถามได้ดีเพียงใด
ครูคนที่ ๕ : จะทำเพียง ๑ ห้องเรียนได้หรือไม่
โค้ช: พี่คิดว่า ๑ ห้องเรียนกับทุกห้องเรียนจะแตกต่างกันอย่างไร
ครูคนที่ ๕ : จำนวนนักเรียนจะเยอะเกินไป พี่คิดว่าการทำงานของเราเป็นแบบวิจัยปฏิบัติการ ครูต้องใส่ใจเด็กมากๆ
โค้ช: แล้วพี่คิดว่า กี่ห้องจึงจะทำได้ดี
ครูคนที่ ๕ : ๑ ห้องเรียน

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๕ 
บุคลิกลักษณะของครูคนที่ ๕ เป็นผู้เรียนรู้เร็ว และเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยคำถามที่ดีมาก สถานการณ์ที่นำมาให้นักเรียนได้เรียนรู้ก็เป็นเรื่องสำคัญจำเป็นใกล้ตัว

ครูคนที่ ๕ มีวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กในชั้นเรียนด้วยการบันทึกพฤติกรรมที่โดดเด่นของนักเรียน ตอนหลังครูเห็นเองว่า การเก็บข้อมูลที่พบตามธรรมชาติ อาจไม่ครบถ้วน เพียงพอ ต่อการตอบว่าประเด็นที่เป็นจุดเน้นดีขึ้นหรือไม่เพียงใด ครูจึงคิดว่าจะปรับระบบการเก็บข้อมูลสภาพเริ่มต้นของนักเรียนแบบใหม่ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดีมาก

๘. ครูคนที่ ๖ 
ครูคนที่ ๖ ในวัย ๕๐ ปี สอนสังคมศึกษาระดับชั้น ม.๔/๑ เมื่อเริ่มพูดคุยครูได้เล่าให้ฟังว่าได้ใช้ ๕ steps เป็นพื้นฐานในการสอนอยู่แล้ว การทำงานระหว่างคู่บัดดี้ได้เอาแผนการสอนมาดูกัน มาคุยกัน แต่ยังไม่ได้สังเกตการสอน ตั้งใจว่าจะสังเกตในสัปดาห์หน้า

ครูบอกสภาพปัจจุบันของนักเรียนว่า นักเรียนยังไม่พร้อมในส่วนของการให้เหตุผล ก็ได้คุยกับคู่บัดดี้ว่า จะหาวิธีการช่วยให้เด็กคิดให้ได้ และสะท้อนการจัดการเรียนการสอนของตนเองว่า เป็นคนใจร้อน ชอบบอกเฉลยคำตอบให้นักเรียน นอกจากนั้น ครูมีความสนใจในโครงงานคุณธรรมเป็นพิเศษ นักเรียนทุกคนจะได้ทำโครงงานคุณธรรม ปีการศึกษาละ ๑ เรื่อง และถ้าใครทำได้ดีจะส่งเข้าประกวดระดับชาติ

แผนการสอนของครูคนที่ ๖ ที่เตรียมไว้เป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคม จำนวน ๒ ชั่วโมง เริ่มต้นด้วยครูตั้งประเด็นจากภาพครอบครัวและกลุ่มคน ครูถามนักเรียนว่า ภาพนี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมอย่างไร ให้นักเรียนช่วยกันสรุปประเด็น จากนั้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าตามที่ครูกำหนด อาทิ โครงสร้างทางสังคมคืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ลักษณะเป็นอย่างไร ฯ ซึ่งให้เด็กไปค้นเป็นกลุ่ม บันทึก และสรุปเป็นผังความคิด ส่วนชั่วโมงที่ ๒ จะให้ส่งตัวแทนกลุ่มไปนำเสนอให้เพื่อนฟัง จากนั้นก็ช่วยกันสรุป และนำไปจัดป้ายนิเทศที่บอร์ดหน้าห้องเรียน
โค้ช: ในการเรียนรู้เรื่องนี้ นักเรียนจะได้ตั้งคำถามในช่วงใดบ้าง
ครูคนที่ ๖ : ในช่วงที่ฟังเพื่อนนำเสนอ พี่จะให้เพื่อนนักเรียนถามผู้นำเสนอ มิฉะนั้นก็จะให้ผู้นำเสนอเป็นผู้ถามเพื่อน
โค้ช: ถ้าพิจารณา ๕ steps ขั้นการตั้งคำถามจะอยู่ช่วงใด
ครูคนที่ ๖ : ขั้นแรก
โค้ช: ทำไมจึงอยู่ขั้นแรก
ครูคนที่ ๖ : คงจะให้เด็ก “เอ๊ะ!” เอง คล้ายกับที่เคยทำในโครงการ SEET เลย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๖ 
ครูคนที่ ๖ ได้เห็นความเชื่อมโยงของการให้เด็กสงสัย และ “เอ๊ะ!” เอง จากการทำงานโครงการ SEET ทำให้การเดินหน้าต่อไปน่าจะราบรื่นยิ่งขึ้น จุดที่ครูคุ้นเคยจากการสอนโครงงานคุณธรรมน่าจะทำให้กระบวนการพาเด็กเรียนรู้ ๕ steps เป็นไปอย่างมั่นใจ สิ่งที่ครูเห็นเองแล้วว่า ตนเองเป็นครูที่อยากบอกความรู้ให้เด็ก แทนที่จะให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเอง ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายครูคนที่ ๖ มากๆ ในการปรับเปลี่ยนตนเอง และใช้โอกาสการเข้าร่วมโครงการนี้ ฝึกฝนตนเอง

ในช่วงที่ครูบอกว่า ได้ให้เด็กตั้งคำถามจากช่วงที่เพื่อนนำเสนอ ผมก็น่าจะใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นว่า จะเริ่มต้นวงจรการเรียนรู้ ๕ steps จากจุดนี้ก็ได้ เด็กๆ จะได้ประเด็นที่ค้างคาใจ อยากเรียนรู้ต่อ แล้วครูจึงให้นักเรียนใช้เป็นโจทย์การสืบค้นจนได้ข้อสรุปที่ลึกซึ้งขึ้น จนนำไปสู่ขั้นที่ ๕ ได้อย่างดี

๙. ครูคนที่ ๗ 
ครูคนที่ ๗ เป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.๒ และครั้งนี้เจาะจงสนใจห้อง ม.๒/๕ ระหว่างการสนทนาคุณครูได้เปิดเอกสารวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนของ ๕E กับ ๕ steps โดยระบุว่าแต่ละขั้นตรงกันอย่างไร ครูคนที่ ๗ ได้เขียนแผนการสอนเสร็จและส่งให้บัดดี้ดูแล้ว แต่บัดดี้ยังไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะกลับมา ซึ่งครูคนที่ ๗ ก็บอกว่าได้สอดแทรกจุดเน้นของโครงการไว้อย่างครอบคลุม
โค้ช: เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เรามุ่งเน้นนั้นเกิดขึ้นในตัวเด็กแล้ว หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กแต่ละคนมีสภาพเริ่มต้นก่อนพัฒนาระดับใด
ครูคนที่ ๗ : ใช้การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
โค้ช: ใช้แบบทดสอบดูเหมือนจะเหมาะกับการวัดประเมินเนื้อหาสาระความรู้จากบทเรียน เราจะดูจากอย่างอื่นได้อีกไหม
ครูคนที่ ๗ : ก็ใช้ rubrics ซึ่งในเอกสารคู่มือการสอนและหลักสูตรจะมี rubrics ให้ดูเป็นแนวทางอยู่แล้ว
โค้ช: ถ้าใช้ rubrics ในการเก็บข้อมูลจุดเน้นตามโครงการของเราจริงๆ แล้วโรงเรียนของเราจะใช้ rubrics กี่ระดับ
ผอ.: ส่วนใหญ่จะใช้ ๔ ระดับนะ
โค้ช: ทั้งโรงเรียนจะใช้ ๔ ระดับ ดังที่ ผอ.เสนอนี้เลยหรือไม่ เช่น อาจมีระดับดีมาก ดี พอใช้ และปรับปรุง หรือจะให้ครูแต่ละคู่บัดดี้ไปออกแบบกันเอง ...เอาเป็นว่าขอให้พี่ๆ ลองไปพูดคุยพิจารณาและตกลงกัน หากได้ข้อสรุปอย่างไร ขอให้ส่งไปให้เรารู้ด้วยทาง edu-prof.net
โค้ช: ผมขอแชร์วิธีการจัดทำ rubrics เพื่อเขียนคำอธิบายว่าแต่ละระดับของ rubrics จะเขียนอย่างไร ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ สมมติว่า ครูตรวจผลงานการเขียนของนักเรียนในห้อง เราต้องการแบ่งระดับคุณภาพออกเป็น ๔ ระดับ เราก็นำตะกร้ามา ๔ ใบ เรียงตะกร้าดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง จากนั้นก็เริ่มอ่านผลงานนักเรียนที่ละชิ้น ก็จะจำแนก (โยน) ลงแต่ละตะกร้าได้ เมื่ออ่านและแบ่งกลุ่มผลงานออกเป็น ๔ กองแล้ว ก็นำผลงานนักเรียนแต่ละกองมาพิจารณาลักษณะร่วม แล้วเขียนลักษณะสำคัญของผลงานกองนั้นๆ เป็นคำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับนั้น หากเราทำเช่นนี้ เราก็จะมีระดับคุณภาพที่เป็นภาษาของเราเอง และเมื่อเราจะนำไปใช้จริงในอนาคต เราก็จะเข้าใจได้ง่าย สามารถจำแนกผลงานนักเรียนได้จริง
ครูคนที่ ๗ : ในเรื่อง Numeracy คิดว่ามีระดับคุณภาพอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เลย

ครูคนที่ ๗ บอกว่า ได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไปดูการตอบคำถามของโค้ชจุฬาฯ ก็พบว่า โค้ชจะไม่บอกคำตอบเลย และสะท้อนความคิดว่า หลังจากพูดคุยกันวันนี้ก็ช่วยให้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๗ 
ครูคนที่ ๗ เป็นครูที่ active มาก ได้เข้าเว็บไปเรียนรู้วิธีการโค้ช และได้ข้อสรุปว่า โค้ชจะไม่บอกคำตอบ จะต้องพิจารณาและตัดสินใจเอง ดังนั้น จึงทำให้การสนทนากันวันนี้ ครูคนที่ ๗ จะจับทิศทางการชี้แนะของโค้ชได้ว่า จะต้องเป็นผู้คิดกันเอง

จากที่เห็นครูคนที่ ๗ วิเคราะห์ ๕E กับ ๕ steps ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีกระบวนการคิดไตร่ตรอง เชื่อมโยงจากฐานเดิมที่ตนเองคุ้นเคยอยู่ นับว่า เป็นกรณีที่น่าสนใจที่น่าคาดหวังได้ว่า ผลการปฏิบัติของครูคนที่ ๗ จะโดดเด่นทีเดียว

๑๐. ครูคนที่ ๘ 
ครูคนที่ ๘ เป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้น ม.๔/๑ เป็นคู่บัดดี้กับครูคนที่ ๗ ครูคนที่ ๘ เริ่มต้นเสวนาด้วยคำถามว่า “จะวัดประเมินความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความใฝ่ดีอย่างไร” รวมทั้งคำถามว่า “ขั้นที่ ๕ และ ๕ steps จำเป็นต้องใช้ทุกแผนหรือไม่”
โค้ช: ตามความคิดของพี่ พี่คิดว่า น่าจะเป็นอย่างไร ต้องทุกแผนหรือไม่
ครูคนที่ ๘ : น่าจะเป็นหน่วยการเรียนรู้มากกว่า อาจเป็น ๓-๔ ชั่วโมง
โค้ช: (หันไปถามพี่ๆ รอบวง) พี่ๆ คิดว่าใช้เป็นหน่วยได้ไหม
ครู: ได้
โค้ช: ถ้าเป็นเช่นนั้น พี่ก็ “ลุย” ได้เลยครับ

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๘ 
จากคำบอกเล่าของครูคู่บัดดี้บอกว่า ครูคนที่ ๘ รับผิดชอบงานหลายอย่าง มีภาระงานมาก จึงทำให้ยังไม่ได้พิจารณาแผนการสอนที่ส่งให้ดู

จากการสังเกตจากคำถามของครูคนที่ ๘ ก็ทำให้คาดเดาได้ว่า ครูกำลังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นเรียนรู้เพื่อลงมือทำ ดังนั้น จึงจะต้องใช้เวลาสักระยะในการทำความเข้าใจจุดเน้นต่างๆ ของโครงการร่วมกับคู่บัดดี้

๑๑. ครูคนที่ ๙ 
ครูคนที่ ๙ เป็นครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สอนภาษาไทยชั้น ม.๖ เจาะจงห้องเรียน ม.๖/๑ ในโครงการนี้ เริ่มต้นพูดคุยด้วยการตัดพ้อว่า ได้ถูกให้จับคู่กับรอง ผอ. แต่ก็คิดว่าจะทำงานร่วมกันได้ราบรื่น

ครูคนที่ ๙ บอกว่า ได้ฟังอย่าง deep listening เห็นตลอดการสนทนาครั้งนี้ เป็นลักษณะครูเราถามเอง ตอบกันเอง ก็เกิดความเข้าใจ และรู้สึกสบายใจ ยิ่งรู้ว่า แผนการสอนที่จะใช้ในโครงการนี้ครูสามารถใช้แผนการสอนเดิมมาปรับเพิ่มได้ และโน้ตว่า ในแผนการสอนช่วงใดเน้นอะไร

ครูคนที่ ๙ เล่าให้ฟังว่า ตนเองยังไปไม่ถึง ๕ steps และยังไม่รู้จะใช้อย่างไร แต่ก็ happy มาก ที่อยู่ในบรรยากาศการพูดคุยเช่นนี้ ทำให้เข้าใจมากขึ้น นอกจากนั้นยังบอกว่า วิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านการเขียนหรือ literacy จะมี ๓ แบบ คือ (๑) การอธิบาย (๒) การบรรยาย และ(๓) การพรรณนา ถ้าจะนำมาเน้นในโครงการนี้ก็จะเน้นที่การอธิบาย แล้วนักเรียนจะได้ใช้เหตุผลด้วย ในเรื่องการใช้เหตุผลก็เป็นบทเรียนโดยตรงของการเรียนระดับชั้น ม.๖ ตั้งใจจะให้นักเรียนได้วิเคราะห์ว่าอะไรเป็นโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นโฆษณาธรรมดา
โค้ช: น่าสนใจมากเลย เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้ามีตัวอย่างโฆษณาชวนเชื่อหลายๆ ชิ้น หลายๆ ผลิตภัณฑ์ ให้นักเรียนพิจารณา จะเชื่อมกับขั้นแรกของ ๕ steps ได้หรือไม่
ครูคนที่ ๙ : ขอบคุณมาก รู้แล้วว่าจะใช้เรื่องโฆษณาชวนเชื่อนี่แหละให้นักเรียนเรียนรู้ ๕ steps ได้เลย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๙ 
จากการสังเกตและสนทนากับครูคนที่ ๙ เห็นว่าครูคนที่ ๙ จับประเด็นและเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก มีความเข้าใจและเชื่อมโยงจุดเน้นของโครงการได้อย่างดี

คำพูดของครูคนที่ ๙ ทำให้ทีมโค้ชของเรารู้สึกดี เพราะสะท้อนว่า เราพยายามไม่บอก-ไม่สั่ง-ไม่สอน จากคำพูดของครูคนที่ ๙ ที่ว่า “ครูเราถามกันเอง ตอบกันเอง” รวมทั้งความรู้สึกสบายใจของครูคนที่ ๙ ในการทำภารกิจในโครงการนี้

การทำงานร่วมกับบัดดี้ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะรอง ผอ.มีความรู้สึกชื่นชมในความเป็นครูคนที่ ๙ เห็นได้จากที่รองฯ เล่าให้ฟังว่า ครูคนที่ ๙ ได้รับรางวัลครูประกายเพชร และครูคนที่ ๙ ก็พร้อมรับการเติมเต็มจากรองฯ รวมทั้งพร้อมเป็นกระจกส่องสะท้อนการสนับสนุนช่วยเหลือจากรองฯ เช่นกัน

๑๒. ศน.
ศน. เป็นศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียน จำนวน ๒ โรงเรียนนี้ และเป็นโค้ชดูแลการเรียนรู้ของครูผู้บริหาร จำนวน ๒ โรงเรียน และศึกษานิเทศก์อีก ๒ คน ตลอดโครงการนี้

การลงภาคสนามครั้งนี้ ทีมโค้ชของเราแบ่งกันไปคนละสาย ซึ่งทำให้ ผมและ ศน.ไม่ได้ไปโรงเรียนเดียวกัน จึงมีข้อมูลการนิเทศของ ศน.ไม่มากนัก

หลังจากแต่ละสายของทีมโค้ชเสร็จภารกิจการไปโรงเรียนและเรามาพบกันในช่วงที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ นี่คือบทสนทนาระหว่างเรา
ศน.: โรงเรียนทั้งสอง (ที่พี่เป็นศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียน) เป็นอย่างไรบ้าง
โค้ช: ครูเข้าใจว่า ๕ steps เป็นขั้นตอนการสอนของครู และครูเป็นผู้ทำบทบาทนั้นเอง ดังนั้น ครูก็จะเป็นผู้ตั้งคำถาม และนักเรียนเป็นผู้ตอบ
ศน.: เหรอ! (แสดงความตกใจ แล้วหันไปบอกสมาชิกทีมโค้ชทุกคนที่กำลังขึ้นรถตู้เตรียมเดินทางกลับ) เราน่าจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ KM กันหน่อยไหม
โค้ช: (เห็นว่าจังหวะไม่เอื้ออำนวย-ฝนจะตก-จะต้องเดินทางไกล) เราแลกเปลี่ยนกันต่อในเว็บ เพราะจะต้องออกเดินทางแล้ว

สะท้อนคิดกรณี ศน.
จากการพูดคุยเกี่ยวกับข้อมูลครูของโรงเรียนที่ ศน.ดูแล เมื่อทราบจุดที่ควรพัฒนาของครูจากมุมมองของเราแล้ว ศน.ให้ความสนใจ และแสดงให้เห็นว่า ต้องการให้มีการตั้งวงคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโค้ชทั้งสองสาย เพื่อ share and learn ร่วมกัน และจะได้ไปช่วยครูในโอกาสต่อไป ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ที่เห็นความกระตือรือร้น และความสนใจใคร่รู้ในการเรียนรู้ของครู

ด้วยศักยภาพที่สูงมากของ ศน. ในบทบาทการทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียนควบคู่กันไปกับการเป็นโค้ชของทีมโค้ช จุฬาฯ ทำให้ผมรู้สึกว่าโชคดีที่จะได้เรียนรู้จากศึกษานิเทศก์ที่เอาใจใส่ครู และการนิเทศช่วยเหลือครูจากการทำงานร่วมกันของเรา

ประเด็นที่จะปรึกษา ศน. ก็คือ เรื่องบัดดี้ของ ผอ. ว่าใครจะเป็นคู่เรียนรู้กับ ผอ. เพราะในโรงเรียนมีผู้เข้าร่วมโครงการ ๙ คน จับคู่กันแล้ว ๔ คู่ จึงเหลือ ๑ คน คือ ผอ. ที่ยังไม่มีคู่

จะเห็นว่า การสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (coaching & mentoring) ที่มุ่งให้ครู ผู้บริหาร และศึกษานิเทศก์จับคู่/ จับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบร่วมกัน ในจุดเน้นทั้ง ๔ เรื่องของ สพฐ. ได้แก่ Literacy Numeracy Reasoning ability และ 5 Steps และมีกระบวนการนิเทศติดตามอย่างจริงจัง ทั้งการลงพื้นที่เรียนรู้ในสถานที่และบริบทจริง และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่คอยติดตามและเชื่อมโยงผลการปฏิบัติงานและเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน จุดสำคัญคือ การเช็คความเข้มแข็งของชุมชนการเรียนรู้ที่มีอยู่ในโรงเรียน เพราะถ้าระบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในโรงเรียนดำรงอยู่ได้อย่างมีพลัง ก็จะทำให้สามารถหมุนเกลียวของการเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู
---------------------------------------