หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาครู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พัฒนาครู แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

Thinking: ข้อคิดผู้ทรงคุณวุฒิ

Thinking: ข้อคิดผู้ทรงคุณวุฒิ

พิทักษ์ โสตถยาคม

การประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณากลไกการขับเคลื่อนกระบวนการคิดของ สพฐ. ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน 2556 เวลา 09.00-14.00 น. ณ ห้องประชุม อาคาร สพฐ.5 ชั้น 9 มีผู้ทรงคุณวุิฒิและข้าราชการ สพฐ.เข้าร่วมเสวนา 33 คน ประกอบด้วย อ.พรพิไล เลิศวิชา ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ อ.เพชรชุดา เกษประยูร ศ.ดร.ศิริชัย กาญจนวาสี อ.ขวัญสรวง อติโพธิ ดร.บุญชู ชลัษเฐียร คุณวิริยะ ผลโภค ดร.วิชัย เสวกงาม อ.ศิริวรรณ วงษ์สกุล ดร.นลินี ณ นคร รศ.งามตา วนินทานนท์ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา (นายกนก อินทรพฤกษ์) ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ดร.ชวลิต โพธิ์นคร) ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (ดร.ไพรวัลย์ พิทักษ์สาลี) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยทางการศึกษา (ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์) รองผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (น.ส.กัญนิกา พราหมณ์พิทักษ์)  รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข) รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 (นายกิติชัย วิจิตรสุทร) นายคู่บุญ ศกุลตนาค ดร.ชนาธิป ทุ้ยแป ดร.โชติมา หนูพริก น.ส.นิจสุดา อภินันท์ทาภรณ์ นายปราโมทย์ ขจรภัย นางผาณิต ทวีศักดิ์ ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน นางลำไย สนั่นรัมย์ ดร.วีระเดช เชื้อนาม ดร.สิริมา หมอนไหม นางสุดจิตร์ ไทรนิ่มนวล ดร.อรนุช มั่งมีสุขศิริ น.ส.ดวงใจ บุญยะภาส น.ส.จันทิรา ทวีพลายนต์ และผม-พิทักษ์ โสตถยาคม 


สาระการเสวนาโดยสรุป มีดังนี้

ด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ต้องเปลี่ยน
  1. ใช้จังหวัดเป็นฐานการพัฒนา จากปัญหาคุณภาพการศึกษาที่เป็นผลจากการเชื่อมโยงนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติไม่มีประสิทธิภาพประสิทธิผล สะท้อนปัญหาของการพัฒนาแบบรวมศูนย์ที่มีมาช้านาน ดังนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการพัฒนาเน้นการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ มาใช้จังหวัดเป็นฐาน ซึ่งจังหวัดเป็นมณฑลที่มีทุกอย่าง ไม่ว่าการเมืองหรือนโยบายจะมุ่งเน้นอะไร ก็จะมีผู้ดำเนินการอยู่และสามารถพบเห็นได้ในมณฑลนี้ หากปลุกพลังของการฮึดสู้ จากทุกภาคส่วนในจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ฯลฯ ให้ร่วมด้วยช่วยกัน งัด/ ยกคุณภาพเด็กขึ้นมาให้ได้ โดยจะต้องมีการสื่อสาร ใช้พลังของช่องทางและเครื่องมือสื่อสารที่มีทั้งหมดเพื่อการผนึกกำลังและสัญญาว่าจะช่วยลูกหลานของเรา และทำเรื่องการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้เป็นวิถีชีวิตประจำวัน แล้วผลจากการวัดประเมินก็จะเป็นการรู้เพื่อจะช่วยกันทำให้ดีขึ้น อาทิ เรื่องการคิด ก็สามารถรู้ได้ทันทีในพื้นที่ว่า ใครบ้างที่ชอบคิด โจทย์เพื่อให้เด็กคิดก็จะเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็กและจะช่วยให้เด็กเรียนรู้อย่างมีความหมาย  บทบาทของส่วนกลางก็ไปพบพูดคุยกับประชาคมของแต่ละจังหวัด ไปขอดูตัวอย่าง ไปช่วยเชื่อมโยงกับส่วนกลางจากฐานการทำในพื้นที่ แล้วส่วนกลางจะได้ภาพเชิงสังเคราะห์ในภาพรวม หากดำเนินการโดยใช้จังหวัดเป็นฐานส่วนกลางก็จะมีสถานีกลางที่มีความเหมาะเจาะในเรื่องขนาดของจังหวัดและพลังของประชาคม ที่มีความพร้อมที่จะ "เรืองแสงด้วยตนเอง"
  2. ฉะเชิงเทราโมเดล เมื่อปี พ.ศ. 2493 ที่จังหวัดฉะเชิงเทรามีโครงการความร่วมมือระหว่างยูเนสโกกับรัฐบาลไทย พัฒนาโรงเรียนนำร่อง 10 แห่ง ปรับเปลี่ยนการสอนเป็นเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ถึงชุมชนและวัดเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นโครงการระดับจังหวัดที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงน่านำประสบการณ์และบทเรียนกรณีนี้มาวิเคราะห์เพื่อประกอบการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาที่ใช้จังหวัดเป็นฐาน
  3. ควรให้พื้นที่ได้มีอิสระในการคิดและทำ โดยส่วนกลางควรกำหนดเป้าหมายและบูรณาการการทำงานร่วมกันของสำนักต่างๆ แล้วให้เขตพื้นที่และโรงเรียนได้มีอิสระในการคิดโครงการและดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย โดยมีระบบกำกับติดตามอย่างจริงจัง เข้มแข็ง
  4. เรียนรู้จากมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียต้องการให้โรงเรียนเป็น Thinking School ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 3 ปี แต่เมื่อคิดพิจารณาแล้ว กลับทำจริงจังเพียง 10 โรงเรียน แบบ Whole School Approach ในลักษณะ Pilot Project ในโครงการ i-Think พบว่า 10 โรงเรียนนี้ขณะนี้พัฒนาเข้าสู่ปีที่ 3 มีผลการพัฒนาที่ดีและหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่โรงเรียนทั่วทั้งประเทศได้ในที่สุด (เว็บไซต์โครงการ i-Think ประเทศมาเลเซีย ดูได้ที่นี่ >> http://goo.gl/vwgGLp )
  5. นำร่องได้บางจุด-ขยายผลมีปัญหา การพัฒนาการคิดและโครงการนำร่องพัฒนาเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา จะเป็นการดำเนินการเฉพาะจุด บางโรงเรียน บางห้องเรียน ก็จะประสบปัญหาไม่สามารถขยายผลให้ครอบคลุมทั่วถึงได้ และหากไปติดตามหรือชมผลงานเด็กในงานนิทรรศการต่างๆ ก็พบว่า มีเด็กเพียงบางกลุ่มถูกเตรียมและซักซ้อมมาเพื่อตอบแบบเฉพาะกิจ นับว่าเป็นข้อจำกัดในเรื่องความทั่วถึง ซึ่งการพัฒนากระบวนการคิดนี้ไม่ใช่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาแบบเร็วๆ และเร่งรัด และควรเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ต่อเนื่องในทุกยุคทุกสมัย
  6. พัฒนาการคิดต่อเนื่อง สพฐ.ได้ทำเรื่องการคิดมานาน มีรูปแบบและเครื่องมือวัดแล้ว สามารถเดินหน้าต่อได้เลย และควรต่อเนื่องแม้จะเปลี่ยนรัฐมนตรี

ด้านเป้าหมายและนิยามการคิดต้องชัดเจน
  1. ต้องนิยามการคิดที่ต้องการให้ชัดเจน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนิยามการคิดในแบบที่เราต้องการ ที่ให้เกิดขึ้นที่ตัวนักเรียนให้ตรงกันก่อน ว่าเราจะทำการคิดเพื่อให้ได้ผลแบบใด เช่น เราจะทำแบบประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ ประเทศญี่ปุ่นใช้เวลาถึง 10 ปี เพื่อพัฒนาให้เด็กสามารถเอาตัวรอดได้ (survival) เมื่อเกิดภัยสึนามิ หรือจะปรับเปลี่ยนให้เด็กมีการคิดในระดับประถมและมัธยมเช่นเดียวกับประเทศชิลี อย่างไรก็ตาม เราคงต้องกำหนดนิยามให้ชัดเจน เพราะถ้าเราทำทั้งหมด เราจะไม่ได้อะไรเลย
  2. ต้องคิดให้ชัด การพัฒนาการคิดจำเป็นต้องคิดให้ัชัดเจนก่อนว่า การคิดคืออะไร มีองค์ประกอบ มีรูปแบบ วิธีการ และเป้าหมายอย่างไร ซึ่งการคิดเป็นกระบวนการทางสมอง มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาจากการพูด การเขียน และการแสดงออก การคิดที่สำคัญมี 6 อย่าง เช่น การคิดแบบวิทยาศาสตร์ การคิดแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดตัดสินใจ ซึ่งแต่ละการคิดจะมีตัวร่วมกันอยู่ ในการดำเนินการจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดการคิดเพื่อการติดตามที่ชัดเจน
  3. ระบุเป้าหมายการคิดแต่ละช่วงวัย การกำหนดเป้าหมายของการคิดที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเด็กในแต่ละช่วงวัยคือะไร มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง เมื่อเป้าหมายนี้ชัดเจนแล้วจะช่วยให้นวัตกรรมที่มีอยู่สามารถช่วยครูได้ตรงประเด็นและสอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียน
ด้านครูคือหัวใจของการพัฒนา
  1. ครูต้องคิดเป็น-สอนเป็น ครูต้องคิดเป็นก่อนที่จะไปสอนให้เด็กคิด ครูจะต้องมีความสามารถในการสอน จะต้องจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยครูเป็น facilitator เพื่อให้นักเรียนสร้างความรู้ได้เอง การพัฒนาครูจะต้องให้ครูมีความสามารถพื้นฐานและทักษะ เช่น การวิเคราะห์ผู้เรียน ความรู้เรื่องการคิด การสอน (pedagogy) การวัดทักษะการคิด
  2. ต้องวางพื้นฐานที่ครู โดยเฉพาะความเข้าใจ "เด็กคิดเป็น" ต้องให้ครูเข้าใจว่าเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในตัวเด็ก ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการที่ครูยืนพูดอยู่หน้าชั้นเรียนตลอดเวลา เพราะการเรียนรู้จากการฟังครู จะทำให้เด็กจำได้ประมาณ 10% เท่านั้น ดังนั้น จึงควรทุ่มเททรัพยากรและงบประมาณเพื่อพัฒนาครูให้เข้าใจหลักของการจัดการเรียนรู้แบบ Child-centered Approach นอกจากนั้น การพัฒนาครูควรใช้เทคนิคที่ง่าย ให้เห็นว่าการคิดสอดแทรกอยู่ในทุกวิชา ไม่ต้องสอนหรือให้ทฤษฎีมาก แต่ให้ครูทำให้ได้จริงๆ ก่อน
  3. ความสำเร็จอยู่ที่การสื่อสารกับครู วิธีการสื่อสารเพื่อที่จะ empowerment ครู ให้สามารถวางแผนและคิดได้เองได้อย่างไร ซึ่งไม่ต้องอบรมให้เสียงบประมาณ ให้ครูมีแรงจูงใจอยากทำ-อยากขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตัวครูเอง ทำให้ครูพึ่งตนเองได้ หาวิธีสื่อสารให้ครูรู้ KPI  เกิดพลังที่จะช่วยกันจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิด และรู้ว่าจะช่วยกันได้อย่างไร รู้ถึงการสร้างสิ่งเร้าให้เด็กคิดได้อย่างไร เช่น การตั้งคำถาม ที่สำคัญคือ ต้องช่วยกันให้ "สติ" ครู ไม่ให้ตื่นเต้น/ตื่นตระหนก
  4. ควรต่อยอดต้นทุนเดิม ไม่อบรมแบบ Mass ในการพัฒนาครูไม่ควรใช้การอบรมเพราะจะได้ผลน้อย ควรคิดพิจารณาให้ลึกซึ้งในวิธีการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ น่าจะต่อยอดต้นทุนที่มีและบูรณาการขยายการพัฒนาจาก Project เดิมที่ทำอยู่ เช่น เพิ่มจำนวนครูกลุ่มเป้าหมายในโครงการ Problem-based Learning หรือ Project-based Learning หรือ BBL เป็นต้น แต่สิ่งที่ควรมุ่งเน้นคือ ครูต้องเป็นผู้กระตุ้น และตั้งคำถามให้เด็กได้คิดเอง ได้เรียนรู้อย่างครบกระบวนการ และให้เด็กเรียนรู้จากการได้ลงมือปฏิบัติ
  5. ผลิตครูให้รู้ถ่องแท้ การพัฒนาโดยใช้การอบรมครูให้ทำได้เป็นไปได้ยาก มีผู้กล่าวเทียบเคียงกับปัญหาครูไม่รู้เรื่องการวัดผลว่า เป็นไปได้ยากมากที่จะอบรมระยะสั้นๆให้รู้การวัดผล...ชาติหนึ่งเราก็ทำไม่ได้ ดังนั้น สถาบันอุดมศึกษาจะต้องมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้ในขณะที่ยังเป็นนิสิตนักศึกษาครู โดยเฉพาะ 2 เรื่องสำคัญคือ การวัดผล และการจัดการเรียนรู้
  6. ฟันธง "ครู" สำคัญสุด เด็กจะคิดได้ดีอยู่ที่ครู จะต้องช่วยให้ครูสอนให้เป็น ช่วยครูให้ได้อยู่กับเด็กเพื่อสอนอย่างใส่ใจ ช่วยครูให้นำความรู้ที่ได้จากการอบรมจำนวนมากไปใช้ในการสอน และการพัฒนาครูก็ไม่ควรใช้การอบรมแล้ว ควรใช้ Coaching and Mentoring แต่ผู้เป็นโค้ชหรือ mentor ต้องมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และการพัฒนาก็ไม่ควรทุ่มไปกับสื่อ ควรขับเคลื่อนด้วยคำถามของครูในการสอนเด็กในห้องเรียน
  7. ให้รู้สึกว่าง่าย-อยู่ในชีวิตประจำวัน ควรทำให้ครูรู้สึกว่าง่ายและมีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ช่วยนำวิธีการปฏิบัติที่ง่ายๆ ส่งให้ครู ช่วยให้ครูยืนด้วยจิตที่มั่นคง-ทำด้วยใจ และต้องเชื่อว่าครูสอนได้ เพราะการคิดอยู่ที่วิธีการ อยู่ที่น้ำเสียง เทคนิค และลีลาของครูในการทำให้เด็กคิด เราควรเน้นมาตรฐานหลักสูตรที่มีอยู่แล้วและส่งเสริมให้นำไปใช้-ทำให้ครบ อย่าประดิษฐ์วาทกรรมหรือใช้คำใหม่ๆที่จะทำให้ครูรู้สึกสับสน กรณีการคิดนี้เราอาจเก็บชื่อหรือประเภทการคิดไว้กับกลุ่มนักวิชาการที่ส่วนกลาง แล้วส่งเทคนิควิธีการที่ปรับเป็นวิธีปฏิบัติแบบง่ายๆ ส่งให้ครูใช้...เหมือนกับการร้องเพลง แม้เราจะจำชื่อเพลงไม่ได้ แต่เราก็ร้องได้
  8. ทฤษฎีการคิดสู่การปฏิบัติ หากกล่าวถึงทฤษฎีในการจัดการเรียนรู้มีจำนวนมาก น่าสนใจ และดีทั้งหมด แต่ครูไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ครูสับสน ดังนั้น ควรสร้างความเข้าใจให้ครูให้ง่ายที่สุด แต่การนำรูปแบบ หรือ Model ใดๆ มาให้ครูไทยใช้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า ครูไทยมีเงื่อนไขอื่นๆ จำนวนมาก ที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการนำทฤษฎีและรูปแบบมาใช้  เช่น แบบอย่างที่ครูพบตลอดชีิวิตการเรียนรู้เป็นแบบ Teacher-centered Approach ภาพที่จำติดตาคือ ครู/ อาจารย์ยืนบอกความรู้อยู่หน้ากระดาน 
  9. ใช้พลังการสื่อสารให้ครูอยากดู-อยากตาม-อยากใช้ ควรใช้ช่องทางการสื่อการให้ถึงครูในทุกช่องทาง และพัฒนาวิธีการสื่อสารให้น่าสนใจ น่าติดตาม น่าใช้ และไม่ให้เรื่องการคิดเป็นยาขมของครู มีเอกสารที่อ่านง่าย
  10. ทำให้เกื้อประโยชน์ครู การทำให้ครูดำเนินการจริงจัง ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ครูจะได้รับและตอบโจทย์ความต้องการของครูด้วย เช่น การเชื่อมกับการประเมินวิทยะฐานะ ส่วนการพัฒนาระยะยาวจะต้องพัฒนาความตระหนักของครูว่า ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต้องทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณครู
  11. พัฒนาครูเน้นการคิด สพฐ.โดยสำนักพัฒนาครูฯ ได้ระบุว่า ต่อจากนี้จะให้มีการคิดมากขึ้น จะใช้ระบบแบบขายตรงเพื่อให้ 3 ปีพัฒนาครูให้ครบ 4 แสนคน จะใช้ระบบ e-coaching และ e-training และจะใช้แนวคิด Solo Taxonomy มาใช้เพื่อยกระดับคะแนน PISA 
ด้านตัวช่วยครูและเทคนิควิธีการที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้
  1. ควรมี Menu/ Shopping List และคู่มือช่วยครู ควรมีการรวบรวมเทคนิค วิธีการเพื่อสนับสนุนการสอนของครู เช่น BBL หมวกหกใบ พร้อมมีข้อแนะนำในการใช้นวัตกรรมต่างๆ อาทิ มีการระบุว่าเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนวัยใด
  2. ควรใช้การเขียนพัฒนาการคิด ใน journal ต่างประเทศได้แนะนำให้ใช้การเขียนมาพัฒนาการคิด เพราะเด็กจะได้สังเคราะห์และสร้างผลงานออกมา เด็กจะได้พัฒนาการคิดมากกว่าการอ่านและการฟัง แม้ว่าการอ่านและการฟังจะสามารถกระตุ้นการคิดได้ด้วย แ่ต่ผู้เรียนก็จะยังเป็น Passive Learner อยู่ ดังนั้น ครูทุกคนจะสามารถใช้การสอนการเขียน มาช่วยฝึกการคิดได้ในทุกวิชา ซึ่งจะทำให้เด็กได้ฝึกการคิดเป็นประจำสม่ำเสมอ
  3. ใช้นิทานพัฒนาจิตให้คิดได้-คิดดี-คิดเป็น ศูนย์วิจัยระบบพฤติกรรมไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมนิทานเพื่อพัฒนาจิตลักษณะแก่เด็กไทย  มีนิทานที่พัฒนาขึ้น จำนวน 20 เรื่อง เป็นการพัฒนาจิตลักษณะ 4 ด้าน ด้านละ 5 เรื่อง จิตลักษณะ 4 ด้าน ได้แก่ ความเชื่ออำนาจในตน แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม และลักษณะมุ่งอนาคต-ควบคุมตน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งนวัตกรรรมนิทานนี้สามารถช่วยพัฒนาจิตลักษณะใฝ่ดีและใฝ่สำเร็จได้
  4. ควรใช้คำถามมุ่งให้คิดระดับสูง ครูควรใช้คำถามกระตุ้นการคิดระดับสูง ที่มากว่าความรู้ความจำ แต่ปัญหาของครูคือ ยังตั้งคำถามไม่เป็น
  5. บรรยากาศเอื้อให้คิด Bloom กล่าวว่า อารมณ์มีผลต่อการคิด ควรจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดีและเอื้อต่อการคิดดี ดังนั้น ครูต้องใช้อุบาย ใช้คำถาม ใช้วิธีการจัดสภาพแวดล้อมให้เกื้อหนุน
  6.  ควรบูรณาการสู่สาระการเรียนรู้ การพัฒนาการคิดควรบูรณาการในเนื้อหาวิชาที่สอน ไม่ใช่เป็นแบบ content free ซึ่งจะต้องนำการคิด/วิธีคิดไปอยู่ในวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน
  7. อ่านไม่ได้ ไม่ใช่คิดไม่เป็น การอ่านหนังสือไม่ออก เช่น เด็กเล็ก ไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่า เด็กคิดไม่เป็น ฉะนั้น ในการประเมินการคิด จะต้องไม่ดูเฉพาะการแสดงออกทางการอ่าน การเขียนเท่านั้น ควรใช้การสังเกตและการให้บอกเล่าสิ่งที่เด็กคิด ก็จะเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงการคิดของเด็กได้
  8. กระบวนทัศน์ 7 ประการ เพื่อให้นักเรียนคิดเป็นและสอดคล้องกับการทำงานของสมอง ได้แก่ (1) ให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ (learning process) แทนที่จะเน้นแต่คำตอบ (2) หาวิธีกระตุ้นให้คิดและให้เวลาที่สมองจะใช้ในการคิด (3) ป้อนคำถามที่กระตุ้นให้สมองคิด (4) ใช้เครื่องมือช่วยให้เด็กพัฒนาวิธีคิด (5) สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน (6) สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นเงื่อนไขให้นักเรียนใช้ทักษะ (skills transfer) ในบริบทต่างๆ และ(7) เปลี่ยน learning environment เพื่อสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นการคิด  
สะท้อนคิด:
ข้อคิดเห็นจากการเสวนาครั้งนี้สร้างความสบายใจได้ระดับหนึ่ง ที่ทิศทางการพัฒนาจะใช้พื้นที่เป็นฐาน เริ่มต้นจากสิ่งที่ครูมีและต่อยอดพัฒนา ได้เห็นหลายกรณีตัวอย่างที่ดี และข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์จำนวนมาก และรู้สึกโล่งใจแทนครู ที่เวทีนี้ไม่มีข้อเสนอ "จับครูมาสอบ" เพื่อวัดระดับการคิดของครู ผมคิดว่าการพัฒนาที่เริ่มต้นจาก "เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา" empowerment ด้วยความเป็นกัลยาณมิตร คิดถึงใจเขา(ครู) ใจเรา น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง
--------------------------------------



วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Coaching and Mentoring: ระบบพัฒนาการคิดของครู

Coaching and Mentoring: ระบบพัฒนาการคิดของครู
พิทักษ์ โสตถยาคม
ภาคเรียนที่ผ่านมา (เมษายน-สิงหาคม ๒๕๕๖) ผมได้รับโอกาสร่วมเป็นโค้ชกับทีมโค้ชของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในโครงการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)  ตามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ กับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ครู ผู้บริหารโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ มีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพงานในหน้าที่ ไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน  รูปแบบการพัฒนาเน้น On the job training และให้มีระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  เพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณ อุดมการณ์ของความเป็นครู และการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถด้าน Literacy, Numeracy, Reasoning Ability และ ๕ Steps ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
ผมรับผิดชอบเป็นตัวช่วยเสริมสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงของโรงเรียน จำนวน ๒ แห่ง จากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาทั้งสิ้น จำนวน ๑๖ แห่ง ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๔๒ โรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ มีนักเรียนประมาณ ๒,๔๐๐ คน อีกโรงเรียนหนึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางที่มีนักเรียนประมาณ  ๙๐๐ คน มีครู ผู้บริหารโรงเรียน และศึกษานิเทศก์ที่เกี่ยวข้องกับ ๒ โรงเรียน เรียนรู้ไปด้วยกัน จำนวน ๑๒ คน กิจกรรมที่ผมเข้าไปร่วม workshop ๒ วัน ในช่วงเริ่มต้นโครงการ (๑-๒ พ.ค. ๒๕๕๖) ไปนิเทศติดตามด้วยระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  จำนวน ๒ ครั้ง (๑๔ มิ.ย. และ ๑๗ ก.ค. ๒๕๕๖) ระหว่างนั้น ผมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง ๒ โรงเรียน ผ่านเว็บไซต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพครู (Educational Professional Learning Community) http://www.edu-prof.net/ พิจารณาแผนการจัดการเรียนรู้ และบล็อกการเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมโครงการ

สิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้หลักของการโค้ชจากหัวหน้าโค้ช (รศ.ดร.สิริพันธุ์ สุวรรณมรรคา) ก็คือ โค้ชจะไม่ทำ ๓ อย่างคือ (๑) ไม่สั่ง (๒) ไม่สอน (๓) ไม่บอกคำตอบ และจะทำ ๓ อย่างคือ (๑) ให้กำลังใจ (๒) ชวนคิด และ(๓) เชียร์ทำ เมื่อผมได้ลงพื้นที่ไปนิเทศติดตามโรงเรียนที่รับผิดชอบ ๒ โรงเรียน ด้วยระบบสนับสนุนแบบ Coaching & Mentoring  ก็มุ่งเน้น “การเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู” ให้เกิดพลังความคิดที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อโค้ชยึดมั่นในหลักการไม่ทำ ๓ อย่าง และจะทำ ๓ อย่างนั้นแล้ว ระบบและกระบวนการโค้ชจึงช่วยกระตุ้นให้ครูได้คิด ได้ไตร่ตรองค้นคว้าหาคำตอบ หรือตั้งสมมติฐานเพื่อพิสูจน์ในโอกาสต่อไป ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาที่ผมได้พูดคุยกับครูรายบุคคล ขณะลงพื้นที่ไปโค้ชผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๑๒ คน เป็นครั้งแรก ในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๖

๑. ผอ.
เราพบ ผอ.ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ มิ.ย. เวลาประมาณ ๐๘.๒๐ น. ณ ห้องทำงานของ ผอ. ขณะที่ทีมโค้ชไปถึงโรงเรียนก่อนหน้านั้นประมาณ ๒๐ นาที ผอ.บอกว่า เช้านี้เข้าไปติดต่องานที่สำนักงานเขตก่อนที่จะเดินทางมาโรงเรียนจึงมาช้าหน่อย แล้วสอบถามถึงการสถานที่พักแรมของทีมโค้ช จากนั้น ผอ.ก็นั่งอ่านงานต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ ขณะนั้น ผมได้ยินรอง ผอ.ประกาศเสียงตามสายของโรงเรียนเชิญครูตามรายชื่อที่ประกาศให้มาร่วมประชุมที่ห้องประชุมใกล้ห้อง ผอ. จากนั้นเวลา ๐๘.๔๕ น. เราได้รับแจ้งว่าคุณครูทุกท่านมาพร้อมแล้ว และเชิญทีมเราไปที่ห้องประชุม ผอ.กล่าวสั้นๆ ช่วงเริ่มประชุมว่า พร้อมรับคำแนะนำจากทีมโค้ช ผมจึงตั้งคำถามเริ่มต้นคุย ดังนี้

โค้ช: ขอให้ท่าน ผอ.เล่าว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
ผอ.: ได้กระตุ้นรองฯ และครู ถามว่าทำถึงไหนแล้ว และติดตาม
รอง ผอ.: ขอเสริมท่าน ผอ. หลังจากกลับมาก็มีการประชุมที่ห้องนี้ มีการดู VDO lesson study และตอบ blog

หลังจากที่ ผอ.นั่งรับฟังการสนทนาระหว่างโค้ชและครู ตั้งแต่ ๐๘.๔๕-๑๑.๐๐ น. ผอ.กล่าวในตอนท้ายของการประชุมว่า... “วันนี้เข้าใจมากขึ้น แล้ววงจร ๒ จะดีขึ้นมาก ที่ผ่านมาทำแบบหลวมๆ จากนี้ ผอ.ก็จะเข้ามาศึกษาข้อมูล (โครงการ) ให้มากขึ้น” นอกจากนั้นยังเห็นประโยชน์ของโครงการนี้ที่ ผอ.มองว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับ IS (Independent Study) ที่ต้องดำเนินการในฐานะโรงเรียนมาตรฐานสากล

สะท้อนคิดกรณี ผอ.
แรกๆ ผอ.ดูเฉยๆ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการน้อยมาก ส่วนใหญ่จะมอบให้รองฯ และครูดำเนินการกันไป ซึ่งแสดงถึงการมีส่วนร่วมในเชิงความคิด และการนำองค์กรยังไม่มากนัก หลังจากผ่านไป ๒ ชั่วโมงของการสนทนาพูดคุย ผอ.ได้สะท้อนความคิดว่า ผอ.มีความเข้าใจมากขึ้น และตั้งใจจะศึกษาลงลึกเกี่ยวกับโครงการให้มากขึ้น จะจัดทำแผนและดำเนินการให้กระชับและมีโฟกัสมากขึ้น
ผมรู้สึกพึงพอใจที่เห็นความคิด ความเข้าใจของ ผอ.เช่นนี้ แต่มีประเด็นหนึ่งคือ ผอ.ยังไม่มีคู่บัดดี้ (ร.ร.นี้มีผู้เข้าร่วมโครงการ ๙ คน จับคู่ได้ ๔ คู่ เหลือ ผอ.หนึ่งคน) ดังนั้น อาจขอให้ ศน.ประจำโรงเรียนมาเป็นคู่บัดดี้ร่วมเรียนรู้กับท่าน ผอ.

๒. รอง ผอ.
รอง ผอ.เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ได้เล่าให้ทีมโค้ชฟังว่า หลังจากกลับมาก็มีการประชุมที่ห้องนี้ มีการดู VDO lesson study และตอบ blog ส่วนคู่บัดดี้ของรอง ผอ.คือ ครูคนที่ ๙ ครูผู้สอนภาษาไทย ครูคนที่ ๙ บอกว่า ท่านรองฯมีภาระงานเยอะ แต่ก็จะช่วยให้คำแนะนำได้ และรองฯ ก็ชื่นชมครูคนที่ ๙ ว่าเป็นครูดีที่ได้รับเลือกให้เป็นครูประกายเพชร (ได้ยินว่าเกี่ยวข้องกับทีวีไกลกังวล) ซึ่งรองฯ ไม่ห่วงอยู่แล้ว

โค้ชมองว่า เมื่อครูมีคู่บัดดี้และพูดคุยกันเกี่ยวกับ “ความสามารถในการสอน” ใน ๔ จุดเน้น ซึ่งรองฯ ก็สามารถช่วยครูคนที่ ๙ ในเรื่องนี้ได้ แล้วครูคนที่ ๙ จะช่วยรองฯในประเด็นใด เพราะคู่บัดดี้ต้องมีทั้ง give & take ผมจึงตั้งคำถามกับรองฯ ดังนี้

โค้ช: ถ้าครูดูกันที่ความสามารถในการสอน แล้วกรณีรองฯล่ะจะดูประเด็นใด
รอง ผอ.: การสนับสนุนครู
โค้ช: นั่นแสดงว่า รองฯช่วยครูคนที่ ๙ ในเรื่องความสามารถในการสอน และครูคนที่ ๙ ช่วยรองฯในเรื่อง ความสามารถในการสนับสนุน นิเทศช่วยเหลือครู ดังนั้น ในการทำงานของคู่บัดดี้คู่นี้ รองฯก็จะได้ทำหน้าที่นิเทศช่วยเหลือครู โดยมีครูคนที่ ๙ เป็นกรณีศึกษา ให้รองฯ ได้ทดลองใช้วิธีการสนับสนุนต่างๆ และดูผลที่เกิดขึ้น และครูคนที่ ๙ จะเป็นกระจกสะท้อนการทำหน้าที่นี้ของรองฯ ให้ดียิ่งขึ้น

สะท้อนคิดกรณีรอง ผอ.
ผมรับรู้ได้ว่าท่านรองฯ มองเห็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้ชัดเจนขึ้น มีประเด็นที่จะมุ่งเน้นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ที่ต้องนิเทศ สนับสนุนส่งเสริมครู คาดหวังว่าพบกันครั้งหน้า จะมีผลการทำงานร่วมกันของรองฯ และครูคนที่ ๙ มานำเสนอให้ได้ชื่นชมกัน

๓. ครูคนที่ ๑ 
ครูคนที่ ๑ เป็นครูคณิตศาสตร์และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นที่พึ่งทางวิชาการให้กับครูในกลุ่มสาระ ครูเล่าให้ฟังว่า ได้สอนร่วมกันกับครูคนที่ ๒ คู่บัดดี้มาร่วม ๓ ปีแล้ว โดยปีแรกครูคนที่ ๑ เป็นผู้สอนและครูคนที่ ๒ เป็นผู้นั่งอยู่หลังห้อง ทำหน้าที่สังเกต บันทึกรายละเอียดการสอน GSP (Geometer’s Sketchpad) ของครูคนที่ ๑ ปีต่อมาครูคนที่ ๒ ทำหน้าที่สอนหน้าชั้นบ้าง และครูคนที่ ๑ จะนั่งอยู่หลังห้องสังเกต และคอยช่วยเสริมเติมเต็มการสอนของครูคนที่ ๒ ซึ่งในระหว่างการสนทนานี้ ครูคนที่ ๒ ก็ขอบคุณฝ่ายบริหารที่ให้โอกาสเรียนรู้จากครูคนที่ ๑ ทั้งๆ ที่จำนวนหน่วยกิตวิชานี้น้อยมาก (๐.๕ หน่วยกิต) แต่ใช้ครูถึง ๒ คน

ครูคนที่ ๑ ได้เล่าถึงการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้ว่า ได้ช่วยให้คำแนะนำอยู่เสมอ อาทิ เมื่อสังเกตเห็นครูคนที่ ๒ สอนสามเหลี่ยมโดยนำไม้มาประกอบการสอน จึงแนะว่าให้ใช้ GSP มาสอนเพราะ GSP มีเครื่องมือของโปรแกรมที่เอื้อให้นักเรียนได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ครูคนที่ ๑ สะท้อนเกี่ยวกับการใช้ ๕ steps ว่า ส่วนใหญ่ครูคนที่ ๑ จะใช้ขั้นที่ ๑-๔ เป็นปกติไม่มีปัญหา แต่คิดว่าจะมีปัญหาในขั้นที่ ๕ การบริการสังคม จะสอนอย่างไร

ครูคนที่ ๑ บอกว่า ตอนสมัครเข้าร่วมโครงการไม่ทราบว่าจะต้องมาจับคู่บัดดี้ และมีกิจกรรมติดตามต่อเนื่อง มิฉะนั้นจะมอบหมายให้ครูรุ่นใหม่เข้าร่วมอบรม เพราะขณะนี้ภาระงานของโรงเรียนค่อนข้างหนัก ครูกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ต้องกระจายตัวไปรับผิดชอบช่วยงานโรงเรียนฝ่ายต่างๆ และกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ยังต้องทำคลังข้อสอบมาตรฐานในลักษณะข้อสอบ O-NET ด้วย ซึ่งบุคลากรที่ต้องทำก็เป็นชุดเดียวกัน

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๑ 
การทำงานร่วมกันระหว่างคู่บัดดี้น่าจะราบรื่น เพราะได้ดำเนินการแบบ team teaching มาก่อนหน้านี้

ต่อจากนี้ก็คงจะได้เจาะลึก และพูดคุยกันมากขึ้นในจุดเน้นของโครงการ ๔ เรื่อง จากคำถามที่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร และหนักใจในขั้นที่ ๕ เมื่อจบจากวงเสวนาผมรู้สึกได้ว่าความหนักใจเปลี่ยนเป็นความเข้าใจและเห็นแนวทางการประยุกต์ใช้ในการทำงานร่วมกันของคู่บัดดี้

ในฐานะโค้ชไม่รู้สึกหนักใจเลย เพราะครูคนที่ ๑ เป็นครูที่มีศักยภาพสูง เป็นที่พึ่งของโรงเรียน และเป็นตัวอย่างให้กับครูอื่นๆ เสมอมา

๔. ครูคนที่ ๒ 
ครูคนที่ ๒ เป็นครูผู้สอนคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ของโรงเรียน สอนชั้น ม.๑ ในรายวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม จากคำบอกเล่าของครู ทำให้รับรู้ได้ว่า คุณครูคนที่ ๒ เป็นคนที่เปิดรับ เรียนรู้จากครูคนที่ ๑ มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้โดยใช้ GSP ดังนั้น การทำงานร่วมกันกับคู่บัดดี้คือ ครูคนที่ ๑ จึงไม่น่าเป็นห่วง เพราะสอนคู่กัน พูดคุยปรึกษากันมาตลอด ๓ ปี

ครูคนที่ ๒ ได้บอกถึงความลำบากหากจะต้องใช้ ๕ steps โดยเฉพาะขั้นที่ ๕ ในบางเรื่อง อาทิ ลำดับอนุกรม และได้เล่าให้ฟังว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน ๑ ชั่วโมง จะสามารถสอนได้เพียง ๓ ขั้นแรกเท่านั้น จึงต้องให้นักเรียนไปทำอีก ๒ ขั้น นอกเวลาเรียน ดังนั้น หากจะสอนทั้ง ๕ ขั้นให้ครบ น่าจะใช้เวลาสักชั่วโมงครึ่ง และมีคำถามว่า จำเป็นต้องสอน ๕ steps ทุกแผนหรือไม่ หรือต้องให้นักเรียนทำขั้นที่ ๕ ทุกแผนหรือไม่ ผมจึงชวนคุย ดังนี้
โค้ช: (โยนคำถามนี้เข้าไปในวงสนทนา) กลับไปที่ประเด็นที่ครูคนที่ ๘ ได้เปิดประเด็นไว้เรื่องทุกแผนไม่ทุกแผน ตรงนั้นได้ความคิดอย่างไรครับ
ครูคนที่ ๘ : ไม่จำเป็นต้องทุกแผน เห็นว่าควรเป็นหน่วยการเรียนรู้
โค้ช: ซึ่งครูคนที่ ๒ ก็คงได้เห็นทางเลือกว่า จะใช้ ๕ steps อย่างไร ก็ขอให้ลองพิจารณาดู
โค้ช: คราวนี้ลองมาพิจารณาการเรียนรู้ในขั้นที่ ๕ การบริการชุมชนสังคม พี่ๆ คิดว่า คำว่า “ชุมชน” ในที่นี้คืออะไร ชุมชนที่เล็กที่สุดมีขนาดเท่าไร และชุมชนที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดเท่าไร ยกตัวอย่างว่า ผม ครูคนที่ ๑ และ ผอ. เราสามคนนี้รวมตัวกันถือเป็นชุมชนไหม แล้วชุมชนมีกี่ขนาดและระดับครับ
ครู: ในห้องเรียน
ครู: ในโรงเรียน
ครู: คนในครอบครัวของเขา
ครู: ในหมู่บ้าน
ครู: เว็บไซต์ โลก
โค้ช: จากคำตอบของพี่ๆ แสดงว่า เราเห็นมิติของชุมชนแบบใหญ่สุดคือ สังคมโลก และค่อยๆ เล็กลงเป็น โรงเรียน ห้องเรียน หรือแม้แต่ครอบครัวตนเอง ดังนั้น เวลาเราจะให้นักเรียนเรียนรู้ขั้นที่ ๕ เราก็สามารถให้นักเรียนพิจารณาเลือกได้ และพี่ๆ คิดว่าจะเลือกอย่างไรครับ
ครู: ดูธรรมชาติของเรื่องที่เรียนว่า จะใช้ชุมชนระดับใด

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๒ 
แรกๆ สังเกตเห็นความกังวลในการให้นักเรียนเรียนรู้ขั้นที่ ๕ แต่เมื่อได้ฟัง ได้คิด ในการร่วมเสวนากันใน ๒ ชั่วโมงนี้แล้ว ครูน่าจะเข้าใจว่าขั้นที่ ๕ นำความรู้ไปสู่การบริการชุมชนสังคมเป็นอย่างไร

นั่นแสดงว่า ครูรู้ว่าชุมชนมีหลายระดับ และเป็นการเรียนรู้-ได้คำตอบจากการพูดคุย-ไตร่ตรองตอบคำถาม ซึ่งไม่เพียงครูคนที่ ๒ เท่านั้นที่เห็นแนวทาง ยังช่วยให้ครูอื่นๆ ได้รู้เห็นเช่นนั้นไปด้วย

๕. ครูคนที่ ๓ 
ครูคนที่ ๓ เป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ชั้น ม.๔ และเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จับคู่บัดดี้กับครูคนที่ ๔ ซึ่งเป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษ เป็น ผอ.ศูนย์ ERIC ของโรงเรียน

ครูคนที่ ๓ เล่าถึงการทำงานร่วมกันกับคู่บัดดี้ว่า ได้แอบดู แอบได้ยินเสียงจากการสอนของครูคนที่ ๔ เพราะสอนห้องเรียนติดกัน ได้รู้ว่าครูคนที่ ๔ สอนให้นักเรียนนำเสนองานแบบคู่บ้าง แบบกลุ่มบ้าง แต่แผนการสอนที่จะใช้เป็นสื่อกลางเพื่อการพูดคุยกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการเขียนแผนและส่งให้กันดู

สำหรับสัมพันธภาพระหว่างคู่บัดดี้ ครูคนที่ ๔ ซึ่งเป็นคู่บัดดี้ของครูคนที่ ๓ เล่าให้ฟังว่า ครูคนที่ ๓ เป็นเพื่อนที่สนิทกัน ครั้งที่ไปเข้า workshop ก็ได้นอนห้องเดียวกัน ดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกันอีกครั้งก่อนเกษียณ นอกจากนั้น ลูกของครูคนที่ ๓ ก็เป็นลูกศิษย์ปัจจุบันของครูคนที่ ๔ ด้วย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๓ 
ผมยังไม่ได้ทราบความเข้าใจและสภาพการปฏิบัติของครูคนที่ ๓ นัก จากการสังเกตคำบอกเล่าของครูคนที่ ๓ ทำให้เห็นว่า ครูทั้งสองยังไม่ได้สังเกตกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง ดูได้จากการ “แอบดู แอบได้ยิน”

สังเกตเห็นว่าครูคนที่ ๓ จะนิ่งๆ และพูดน้อย แต่เมื่อจบการสนทนาพูดคุยครั้งนี้เห็นว่าครูคนที่ ๓ มีความผ่อนคลายมากขึ้น

ซึ่งผมคาดหวังว่า ครูคนที่ ๓ จะมีความเข้าใจในจุดเน้น ๔ เรื่อง เช่นเดียวกับครูท่านอื่นๆ และการทำงานร่วมกันกับบัดดี้คงจะมีการตระเตรียมให้การทำงานร่วมกันได้รัดกุมมากยิ่งขึ้น

๖. ครูคนที่ ๔ 
ครูคนที่ ๔ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษและหัวหน้าศูนย์ ERIC ของโรงเรียน กำลังจะจบปริญญาเอก ได้เล่าให้ฟังว่า ครูสอนนักเรียนโดยเน้นอ่านเขียน ซึ่งตรงกับ literacy การสอนจะเน้นเรื่องใกล้ตัว และแผนเป็นแบบ ๕ steps แต่ก็มีอุปสรรคในขั้นที่ ๕ ที่จะมุ่งให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ครูคนที่ ๔ ให้ความสนใจความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยให้นักเรียนทำ self study progress ซึ่งจะเห็น literacy และ reasoning ability และเห็น leadership ของเด็กชัดเจน

ครูคนที่ ๔ : ขอถามว่าจะเอาขั้นที่ ๕ ขึ้นก่อนได้หรือไม่ และตนเองสนใจจะเปรียบเทียบ ๒ แบบ แบบแรกเป็นการจัดการเรียนการสอนแบบเรียงขั้นที่ ๑-๕ และแบบที่ ๒ จะเรียงเริ่มจากขั้นที่ ๕ ก่อน
โค้ช: น่าสนใจมากเลยที่พี่คิดจะเปรียบเทียบ ๒ แบบ ก่อนจะเริ่มต้นลองพิจารณาว่า แต่ละแบบเป็นอย่างไร หากเป็นกระบวนการเดิมจะเริ่มต้นที่ step ๑-๕ ก็แสดงว่า ขั้นที่ ๑-๔ นักเรียนจะเริ่มด้วยคำถามและหาคำตอบ จนได้ความรู้ความเข้าใจชุดหนึ่งขึ้นมา ด้วยตัวของเขาเอง แล้วนักเรียนจึงนำความรู้ที่ได้นั้น ไปเผยแพร่สู่ชุมชนและสังคม คราวนี้เมื่อพี่จะเริ่มต้นด้วยขั้นที่ ๕ คำถามคือ นักเรียนจะนำความรู้ลักษณะใดไปสู่ชุมชน ไปเผยแพร่ หรือบริการสังคม จะเป็นความรู้ที่สดใหม่ ที่ได้จากการสรุปของเด็กเอง หรือเป็นความรู้ที่มีอยู่แล้วในตำรา หรือที่ปรากฏในหนังสือ ตรงนี้ก็อยากฝากไว้ให้เป็นประเด็นเพื่อพิจารณา อย่างไรก็ตาม ผมก็สนับสนุนและเชียร์ให้พี่ลองนำ ๒ แบบนี้ไปลองปฏิบัติพิสูจน์ดู
ครูคนที่ ๔ : พี่ได้โพสต์เข้าไปในเว็บไซต์แล้ว แต่ไม่เห็นมีใครตอบกลับเลย
โค้ช: ตอบกลับมาแล้วครับ ในเรื่อง learning to question ที่พี่มีคำถามอยู่ ๕ ข้อ ใช่ไหมครับ (ครูคนที่ ๔ พยักหน้า) ผมเขียนไปว่า น่าสนใจมาก และมีคำถามถามพี่ไว้ในเว็บว่า คำถามทั้ง ๕ ข้อที่เขียนไว้นั้น ใครเป็นคนตั้งคำถาม ครูหรือนักเรียน ...เมื่อลองพิจารณาจุดเน้นในโครงการนี้ทั้ง Literacy, Numeracy, Reasoning Ability และ ๕ steps เราต้องการให้ใครเป็นผู้แสดงออกซึ่งความสามารถเหล่านี้
ครู: นักเรียน
โค้ช: แสดงว่า ขั้นต่างๆ ของ ๕ steps นักเรียนจะเป็นผู้ทำพฤติกรรมนั้น ดังนั้น ผู้ตั้งคำถามในขั้นที่ ๑ ก็คือ
ครู: นักเรียน
โค้ช: นั่นคือ ครูไม่ใช่เป็นผู้ตั้งคำถามหลักเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียน แต่ครูจะเป็นผู้ถามคำถามเพื่อกระตุ้น หรือ build อารมณ์ให้นักเรียนเกิดคำถาม และกระหายใคร่รู้ ในประเด็นคำถามที่จะเกิดขึ้นจากเด็ก คำถามนี้ต้อง “ออกมาจากปากของเด็ก” เด็กจะเป็นผู้พูดเอง

ในช่วงพูดคุยหลังรับประทานอาหารกลางวัน ครูคนที่ ๔ บอกกับผมว่า พี่รู้แล้ว พี่จะเปลี่ยนจากที่พี่ตั้งคำถาม ๕ ข้อนั้น เป็นจะให้เด็กคิดคำถามของเขากันเอง จากภาพที่พี่นำมาให้ดู

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๔ 
ผมรู้สึกดีมากเลยกับคำบอกเล่าจากปากครูคนที่ ๔ ที่บอกว่า จะปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ของตนเองใหม่ เป็นให้เด็กตั้งคำถามเอง ผมถือว่าเป็น “เสียงสวรรค์” แสดงความเข้าใจใน ๕ steps ของครูคนที่ ๔ ที่น่าพึงพอใจมาก ส่วนความเข้าใจเรื่องอื่นๆ ไม่น่าห่วงนัก อาทิ บทเรียนเรื่องต่อไปเด็กจะได้เรียนเรื่อง Numeracy

ในการทำงานร่วมกับบัดดี้ก็น่าติดตาม เพราะการแสดงออกให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกันและกันของครูทั้งสอง ประกอบกับความเข้าใจเรื่องต่างๆ ในช่วงตั้งวงคุยกันครั้งนี้น่าจะทำให้มีผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ

๗. ครูคนที่ ๕ 
ครูคนที่ ๕ ในวัย ๕๒ ปี สอนสังคมศึกษาระดับชั้น ม.๖ วันนี้ครูเล่าให้ฟังว่า ได้สอนนักเรียนไปเรียบร้อยแล้วเมื่อคาบที่ ๔ เรื่อง การประกันภัยรถ (การทำ พ.ร.บ.) ให้นักเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ให้รู้ว่าใครควรเป็นผู้ทำ พ.ร.บ. และตั้งใจจะให้เด็กนำความรู้ที่ได้เรียนนี้ไปเผยแพร่ให้ผู้ปกครอง ซึ่งในขั้นตอนการสอนจะถามนักเรียนว่าขี่มอเตอร์ไซด์ไหม มี พ.ร.บ.ไหม ถ้าประสบอุบัติเหตุจะทำอย่างไร แล้วถามนักเรียนว่าใครเคยประสบอุบัติเหตุบ้าง ถ้าไปโรงพยาบาลต้องจ่ายเงินเองไหม พบว่ามีเด็กบางคนเคยประสบอุบัติเหตุต้องไปโรงพยาบาลและต้องจ่ายเงินเอง ครูจึงบอกไปว่า ทำไมไม่เบิก จากนั้นถามว่า ใครรู้จัก พ.ร.บ.บ้าง รู้ไหมว่าทำไมจึงทำ แล้วให้เด็กตอบคำถาม ชี้ชวนให้เห็นว่า พ.ร.บ.สำคัญ สุดท้ายได้ให้นักเรียนอ่านเอกสารประกอบการเรียน เรื่อง พ.ร.บ. และให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดโดยให้วิเคราะห์กรณีศึกษา ๒๐ ข้อ และให้พิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ต้องทำ พ.ร.บ.

ครูคนที่ ๕ บอกว่าชั่วโมงแรกสอนได้ ๓ ขั้น ครูจะถามๆ นักเรียนก็จะใช้เหตุผลมาคุยกัน ให้ศึกษาเอกสารและสรุป ส่วนชั่วโมงที่ ๒-๓ จะให้เรียนรู้ต่อไปว่า ทำ พ.ร.บ.แล้วได้อะไร และจะเรียกร้องสินไหมทดแทนอย่างไร รวมทั้งจะให้เรียนขั้นที่ ๔-๕ โดยให้นำเสนอความรู้ต่อชุมชน

ครูคนที่ ๕ พูดถึงลักษณะการสอนของตนเองว่า เป็นการสอนโดยตั้งคำถามในลักษณะ “ชอนไชไปถึงไส้” ส่วนการทำงานกับบัดดี้ก็บอกว่า โชคดีที่เป็นคู่บัดดี้ที่คุยกันได้ตลอดอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังครูคนที่ ๕ เล่าให้ฟัง ผมชวนคุยดังนี้
โค้ช: ใครเป็นผู้ตั้งคำถาม
ครูคนที่ ๕ : ครู
โค้ช: กระบวนการเรียนรู้ ๕ steps นั้น ตั้งแต่ตั้งคำถามในขั้นที่ ๑ จนถึงขั้นที่ ๕ learning to service เจตนาเขาจะให้เป็นการแสดงออกของใคร
ครูคนที่ ๕ : นักเรียน
โค้ช: แล้วเด็กที่เรียนวันนี้จะได้ฝึกตั้งคำถามช่วงไหนบ้าง
ครูคนที่ ๕ : เมื่อครูถามนักเรียน นักเรียนก็จะสงสัย และเกิดมีคำถามขึ้นในใจ
โค้ช: เราจะรู้ว่าเด็กเกิดคำถามขึ้น หรือตั้งคำถามได้แล้วนั้น จะทำให้เห็นอย่างชัดเจนขึ้นได้อย่างไร
ครูคนที่ ๕ : ให้เขียน
โค้ช: การเขียนจะทำให้เราได้หลักฐานเชิงประจักษ์ และสามารถตรวจสอบได้อย่างดีเลยว่า เด็กตั้งคำถามได้ดีเพียงใด
ครูคนที่ ๕ : จะทำเพียง ๑ ห้องเรียนได้หรือไม่
โค้ช: พี่คิดว่า ๑ ห้องเรียนกับทุกห้องเรียนจะแตกต่างกันอย่างไร
ครูคนที่ ๕ : จำนวนนักเรียนจะเยอะเกินไป พี่คิดว่าการทำงานของเราเป็นแบบวิจัยปฏิบัติการ ครูต้องใส่ใจเด็กมากๆ
โค้ช: แล้วพี่คิดว่า กี่ห้องจึงจะทำได้ดี
ครูคนที่ ๕ : ๑ ห้องเรียน

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๕ 
บุคลิกลักษณะของครูคนที่ ๕ เป็นผู้เรียนรู้เร็ว และเป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยคำถามที่ดีมาก สถานการณ์ที่นำมาให้นักเรียนได้เรียนรู้ก็เป็นเรื่องสำคัญจำเป็นใกล้ตัว

ครูคนที่ ๕ มีวิธีการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กในชั้นเรียนด้วยการบันทึกพฤติกรรมที่โดดเด่นของนักเรียน ตอนหลังครูเห็นเองว่า การเก็บข้อมูลที่พบตามธรรมชาติ อาจไม่ครบถ้วน เพียงพอ ต่อการตอบว่าประเด็นที่เป็นจุดเน้นดีขึ้นหรือไม่เพียงใด ครูจึงคิดว่าจะปรับระบบการเก็บข้อมูลสภาพเริ่มต้นของนักเรียนแบบใหม่ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นนิมิตหมายที่ดีมาก

๘. ครูคนที่ ๖ 
ครูคนที่ ๖ ในวัย ๕๐ ปี สอนสังคมศึกษาระดับชั้น ม.๔/๑ เมื่อเริ่มพูดคุยครูได้เล่าให้ฟังว่าได้ใช้ ๕ steps เป็นพื้นฐานในการสอนอยู่แล้ว การทำงานระหว่างคู่บัดดี้ได้เอาแผนการสอนมาดูกัน มาคุยกัน แต่ยังไม่ได้สังเกตการสอน ตั้งใจว่าจะสังเกตในสัปดาห์หน้า

ครูบอกสภาพปัจจุบันของนักเรียนว่า นักเรียนยังไม่พร้อมในส่วนของการให้เหตุผล ก็ได้คุยกับคู่บัดดี้ว่า จะหาวิธีการช่วยให้เด็กคิดให้ได้ และสะท้อนการจัดการเรียนการสอนของตนเองว่า เป็นคนใจร้อน ชอบบอกเฉลยคำตอบให้นักเรียน นอกจากนั้น ครูมีความสนใจในโครงงานคุณธรรมเป็นพิเศษ นักเรียนทุกคนจะได้ทำโครงงานคุณธรรม ปีการศึกษาละ ๑ เรื่อง และถ้าใครทำได้ดีจะส่งเข้าประกวดระดับชาติ

แผนการสอนของครูคนที่ ๖ ที่เตรียมไว้เป็นเรื่องโครงสร้างทางสังคม จำนวน ๒ ชั่วโมง เริ่มต้นด้วยครูตั้งประเด็นจากภาพครอบครัวและกลุ่มคน ครูถามนักเรียนว่า ภาพนี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางสังคมอย่างไร ให้นักเรียนช่วยกันสรุปประเด็น จากนั้นให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าตามที่ครูกำหนด อาทิ โครงสร้างทางสังคมคืออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง ลักษณะเป็นอย่างไร ฯ ซึ่งให้เด็กไปค้นเป็นกลุ่ม บันทึก และสรุปเป็นผังความคิด ส่วนชั่วโมงที่ ๒ จะให้ส่งตัวแทนกลุ่มไปนำเสนอให้เพื่อนฟัง จากนั้นก็ช่วยกันสรุป และนำไปจัดป้ายนิเทศที่บอร์ดหน้าห้องเรียน
โค้ช: ในการเรียนรู้เรื่องนี้ นักเรียนจะได้ตั้งคำถามในช่วงใดบ้าง
ครูคนที่ ๖ : ในช่วงที่ฟังเพื่อนนำเสนอ พี่จะให้เพื่อนนักเรียนถามผู้นำเสนอ มิฉะนั้นก็จะให้ผู้นำเสนอเป็นผู้ถามเพื่อน
โค้ช: ถ้าพิจารณา ๕ steps ขั้นการตั้งคำถามจะอยู่ช่วงใด
ครูคนที่ ๖ : ขั้นแรก
โค้ช: ทำไมจึงอยู่ขั้นแรก
ครูคนที่ ๖ : คงจะให้เด็ก “เอ๊ะ!” เอง คล้ายกับที่เคยทำในโครงการ SEET เลย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๖ 
ครูคนที่ ๖ ได้เห็นความเชื่อมโยงของการให้เด็กสงสัย และ “เอ๊ะ!” เอง จากการทำงานโครงการ SEET ทำให้การเดินหน้าต่อไปน่าจะราบรื่นยิ่งขึ้น จุดที่ครูคุ้นเคยจากการสอนโครงงานคุณธรรมน่าจะทำให้กระบวนการพาเด็กเรียนรู้ ๕ steps เป็นไปอย่างมั่นใจ สิ่งที่ครูเห็นเองแล้วว่า ตนเองเป็นครูที่อยากบอกความรู้ให้เด็ก แทนที่จะให้เด็กได้คิด และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ของตนเอง ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายครูคนที่ ๖ มากๆ ในการปรับเปลี่ยนตนเอง และใช้โอกาสการเข้าร่วมโครงการนี้ ฝึกฝนตนเอง

ในช่วงที่ครูบอกว่า ได้ให้เด็กตั้งคำถามจากช่วงที่เพื่อนนำเสนอ ผมก็น่าจะใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นว่า จะเริ่มต้นวงจรการเรียนรู้ ๕ steps จากจุดนี้ก็ได้ เด็กๆ จะได้ประเด็นที่ค้างคาใจ อยากเรียนรู้ต่อ แล้วครูจึงให้นักเรียนใช้เป็นโจทย์การสืบค้นจนได้ข้อสรุปที่ลึกซึ้งขึ้น จนนำไปสู่ขั้นที่ ๕ ได้อย่างดี

๙. ครูคนที่ ๗ 
ครูคนที่ ๗ เป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.๒ และครั้งนี้เจาะจงสนใจห้อง ม.๒/๕ ระหว่างการสนทนาคุณครูได้เปิดเอกสารวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนของ ๕E กับ ๕ steps โดยระบุว่าแต่ละขั้นตรงกันอย่างไร ครูคนที่ ๗ ได้เขียนแผนการสอนเสร็จและส่งให้บัดดี้ดูแล้ว แต่บัดดี้ยังไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะกลับมา ซึ่งครูคนที่ ๗ ก็บอกว่าได้สอดแทรกจุดเน้นของโครงการไว้อย่างครอบคลุม
โค้ช: เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่เรามุ่งเน้นนั้นเกิดขึ้นในตัวเด็กแล้ว หรือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กแต่ละคนมีสภาพเริ่มต้นก่อนพัฒนาระดับใด
ครูคนที่ ๗ : ใช้การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
โค้ช: ใช้แบบทดสอบดูเหมือนจะเหมาะกับการวัดประเมินเนื้อหาสาระความรู้จากบทเรียน เราจะดูจากอย่างอื่นได้อีกไหม
ครูคนที่ ๗ : ก็ใช้ rubrics ซึ่งในเอกสารคู่มือการสอนและหลักสูตรจะมี rubrics ให้ดูเป็นแนวทางอยู่แล้ว
โค้ช: ถ้าใช้ rubrics ในการเก็บข้อมูลจุดเน้นตามโครงการของเราจริงๆ แล้วโรงเรียนของเราจะใช้ rubrics กี่ระดับ
ผอ.: ส่วนใหญ่จะใช้ ๔ ระดับนะ
โค้ช: ทั้งโรงเรียนจะใช้ ๔ ระดับ ดังที่ ผอ.เสนอนี้เลยหรือไม่ เช่น อาจมีระดับดีมาก ดี พอใช้ และปรับปรุง หรือจะให้ครูแต่ละคู่บัดดี้ไปออกแบบกันเอง ...เอาเป็นว่าขอให้พี่ๆ ลองไปพูดคุยพิจารณาและตกลงกัน หากได้ข้อสรุปอย่างไร ขอให้ส่งไปให้เรารู้ด้วยทาง edu-prof.net
โค้ช: ผมขอแชร์วิธีการจัดทำ rubrics เพื่อเขียนคำอธิบายว่าแต่ละระดับของ rubrics จะเขียนอย่างไร ขอให้ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ สมมติว่า ครูตรวจผลงานการเขียนของนักเรียนในห้อง เราต้องการแบ่งระดับคุณภาพออกเป็น ๔ ระดับ เราก็นำตะกร้ามา ๔ ใบ เรียงตะกร้าดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง จากนั้นก็เริ่มอ่านผลงานนักเรียนที่ละชิ้น ก็จะจำแนก (โยน) ลงแต่ละตะกร้าได้ เมื่ออ่านและแบ่งกลุ่มผลงานออกเป็น ๔ กองแล้ว ก็นำผลงานนักเรียนแต่ละกองมาพิจารณาลักษณะร่วม แล้วเขียนลักษณะสำคัญของผลงานกองนั้นๆ เป็นคำอธิบายคุณภาพของแต่ละระดับนั้น หากเราทำเช่นนี้ เราก็จะมีระดับคุณภาพที่เป็นภาษาของเราเอง และเมื่อเราจะนำไปใช้จริงในอนาคต เราก็จะเข้าใจได้ง่าย สามารถจำแนกผลงานนักเรียนได้จริง
ครูคนที่ ๗ : ในเรื่อง Numeracy คิดว่ามีระดับคุณภาพอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เลย

ครูคนที่ ๗ บอกว่า ได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ไปดูการตอบคำถามของโค้ชจุฬาฯ ก็พบว่า โค้ชจะไม่บอกคำตอบเลย และสะท้อนความคิดว่า หลังจากพูดคุยกันวันนี้ก็ช่วยให้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๗ 
ครูคนที่ ๗ เป็นครูที่ active มาก ได้เข้าเว็บไปเรียนรู้วิธีการโค้ช และได้ข้อสรุปว่า โค้ชจะไม่บอกคำตอบ จะต้องพิจารณาและตัดสินใจเอง ดังนั้น จึงทำให้การสนทนากันวันนี้ ครูคนที่ ๗ จะจับทิศทางการชี้แนะของโค้ชได้ว่า จะต้องเป็นผู้คิดกันเอง

จากที่เห็นครูคนที่ ๗ วิเคราะห์ ๕E กับ ๕ steps ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีกระบวนการคิดไตร่ตรอง เชื่อมโยงจากฐานเดิมที่ตนเองคุ้นเคยอยู่ นับว่า เป็นกรณีที่น่าสนใจที่น่าคาดหวังได้ว่า ผลการปฏิบัติของครูคนที่ ๗ จะโดดเด่นทีเดียว

๑๐. ครูคนที่ ๘ 
ครูคนที่ ๘ เป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ชั้น ม.๔/๑ เป็นคู่บัดดี้กับครูคนที่ ๗ ครูคนที่ ๘ เริ่มต้นเสวนาด้วยคำถามว่า “จะวัดประเมินความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความใฝ่ดีอย่างไร” รวมทั้งคำถามว่า “ขั้นที่ ๕ และ ๕ steps จำเป็นต้องใช้ทุกแผนหรือไม่”
โค้ช: ตามความคิดของพี่ พี่คิดว่า น่าจะเป็นอย่างไร ต้องทุกแผนหรือไม่
ครูคนที่ ๘ : น่าจะเป็นหน่วยการเรียนรู้มากกว่า อาจเป็น ๓-๔ ชั่วโมง
โค้ช: (หันไปถามพี่ๆ รอบวง) พี่ๆ คิดว่าใช้เป็นหน่วยได้ไหม
ครู: ได้
โค้ช: ถ้าเป็นเช่นนั้น พี่ก็ “ลุย” ได้เลยครับ

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๘ 
จากคำบอกเล่าของครูคู่บัดดี้บอกว่า ครูคนที่ ๘ รับผิดชอบงานหลายอย่าง มีภาระงานมาก จึงทำให้ยังไม่ได้พิจารณาแผนการสอนที่ส่งให้ดู

จากการสังเกตจากคำถามของครูคนที่ ๘ ก็ทำให้คาดเดาได้ว่า ครูกำลังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นเรียนรู้เพื่อลงมือทำ ดังนั้น จึงจะต้องใช้เวลาสักระยะในการทำความเข้าใจจุดเน้นต่างๆ ของโครงการร่วมกับคู่บัดดี้

๑๑. ครูคนที่ ๙ 
ครูคนที่ ๙ เป็นครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สอนภาษาไทยชั้น ม.๖ เจาะจงห้องเรียน ม.๖/๑ ในโครงการนี้ เริ่มต้นพูดคุยด้วยการตัดพ้อว่า ได้ถูกให้จับคู่กับรอง ผอ. แต่ก็คิดว่าจะทำงานร่วมกันได้ราบรื่น

ครูคนที่ ๙ บอกว่า ได้ฟังอย่าง deep listening เห็นตลอดการสนทนาครั้งนี้ เป็นลักษณะครูเราถามเอง ตอบกันเอง ก็เกิดความเข้าใจ และรู้สึกสบายใจ ยิ่งรู้ว่า แผนการสอนที่จะใช้ในโครงการนี้ครูสามารถใช้แผนการสอนเดิมมาปรับเพิ่มได้ และโน้ตว่า ในแผนการสอนช่วงใดเน้นอะไร

ครูคนที่ ๙ เล่าให้ฟังว่า ตนเองยังไปไม่ถึง ๕ steps และยังไม่รู้จะใช้อย่างไร แต่ก็ happy มาก ที่อยู่ในบรรยากาศการพูดคุยเช่นนี้ ทำให้เข้าใจมากขึ้น นอกจากนั้นยังบอกว่า วิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านการเขียนหรือ literacy จะมี ๓ แบบ คือ (๑) การอธิบาย (๒) การบรรยาย และ(๓) การพรรณนา ถ้าจะนำมาเน้นในโครงการนี้ก็จะเน้นที่การอธิบาย แล้วนักเรียนจะได้ใช้เหตุผลด้วย ในเรื่องการใช้เหตุผลก็เป็นบทเรียนโดยตรงของการเรียนระดับชั้น ม.๖ ตั้งใจจะให้นักเรียนได้วิเคราะห์ว่าอะไรเป็นโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นโฆษณาธรรมดา
โค้ช: น่าสนใจมากเลย เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ถ้ามีตัวอย่างโฆษณาชวนเชื่อหลายๆ ชิ้น หลายๆ ผลิตภัณฑ์ ให้นักเรียนพิจารณา จะเชื่อมกับขั้นแรกของ ๕ steps ได้หรือไม่
ครูคนที่ ๙ : ขอบคุณมาก รู้แล้วว่าจะใช้เรื่องโฆษณาชวนเชื่อนี่แหละให้นักเรียนเรียนรู้ ๕ steps ได้เลย

สะท้อนคิดกรณีครูคนที่ ๙ 
จากการสังเกตและสนทนากับครูคนที่ ๙ เห็นว่าครูคนที่ ๙ จับประเด็นและเรียนรู้ได้รวดเร็วมาก มีความเข้าใจและเชื่อมโยงจุดเน้นของโครงการได้อย่างดี

คำพูดของครูคนที่ ๙ ทำให้ทีมโค้ชของเรารู้สึกดี เพราะสะท้อนว่า เราพยายามไม่บอก-ไม่สั่ง-ไม่สอน จากคำพูดของครูคนที่ ๙ ที่ว่า “ครูเราถามกันเอง ตอบกันเอง” รวมทั้งความรู้สึกสบายใจของครูคนที่ ๙ ในการทำภารกิจในโครงการนี้

การทำงานร่วมกับบัดดี้ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะรอง ผอ.มีความรู้สึกชื่นชมในความเป็นครูคนที่ ๙ เห็นได้จากที่รองฯ เล่าให้ฟังว่า ครูคนที่ ๙ ได้รับรางวัลครูประกายเพชร และครูคนที่ ๙ ก็พร้อมรับการเติมเต็มจากรองฯ รวมทั้งพร้อมเป็นกระจกส่องสะท้อนการสนับสนุนช่วยเหลือจากรองฯ เช่นกัน

๑๒. ศน.
ศน. เป็นศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียน จำนวน ๒ โรงเรียนนี้ และเป็นโค้ชดูแลการเรียนรู้ของครูผู้บริหาร จำนวน ๒ โรงเรียน และศึกษานิเทศก์อีก ๒ คน ตลอดโครงการนี้

การลงภาคสนามครั้งนี้ ทีมโค้ชของเราแบ่งกันไปคนละสาย ซึ่งทำให้ ผมและ ศน.ไม่ได้ไปโรงเรียนเดียวกัน จึงมีข้อมูลการนิเทศของ ศน.ไม่มากนัก

หลังจากแต่ละสายของทีมโค้ชเสร็จภารกิจการไปโรงเรียนและเรามาพบกันในช่วงที่จะเดินทางกลับกรุงเทพฯ นี่คือบทสนทนาระหว่างเรา
ศน.: โรงเรียนทั้งสอง (ที่พี่เป็นศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียน) เป็นอย่างไรบ้าง
โค้ช: ครูเข้าใจว่า ๕ steps เป็นขั้นตอนการสอนของครู และครูเป็นผู้ทำบทบาทนั้นเอง ดังนั้น ครูก็จะเป็นผู้ตั้งคำถาม และนักเรียนเป็นผู้ตอบ
ศน.: เหรอ! (แสดงความตกใจ แล้วหันไปบอกสมาชิกทีมโค้ชทุกคนที่กำลังขึ้นรถตู้เตรียมเดินทางกลับ) เราน่าจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้/ KM กันหน่อยไหม
โค้ช: (เห็นว่าจังหวะไม่เอื้ออำนวย-ฝนจะตก-จะต้องเดินทางไกล) เราแลกเปลี่ยนกันต่อในเว็บ เพราะจะต้องออกเดินทางแล้ว

สะท้อนคิดกรณี ศน.
จากการพูดคุยเกี่ยวกับข้อมูลครูของโรงเรียนที่ ศน.ดูแล เมื่อทราบจุดที่ควรพัฒนาของครูจากมุมมองของเราแล้ว ศน.ให้ความสนใจ และแสดงให้เห็นว่า ต้องการให้มีการตั้งวงคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโค้ชทั้งสองสาย เพื่อ share and learn ร่วมกัน และจะได้ไปช่วยครูในโอกาสต่อไป ทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ที่เห็นความกระตือรือร้น และความสนใจใคร่รู้ในการเรียนรู้ของครู

ด้วยศักยภาพที่สูงมากของ ศน. ในบทบาทการทำหน้าที่ศึกษานิเทศก์ประจำโรงเรียนควบคู่กันไปกับการเป็นโค้ชของทีมโค้ช จุฬาฯ ทำให้ผมรู้สึกว่าโชคดีที่จะได้เรียนรู้จากศึกษานิเทศก์ที่เอาใจใส่ครู และการนิเทศช่วยเหลือครูจากการทำงานร่วมกันของเรา

ประเด็นที่จะปรึกษา ศน. ก็คือ เรื่องบัดดี้ของ ผอ. ว่าใครจะเป็นคู่เรียนรู้กับ ผอ. เพราะในโรงเรียนมีผู้เข้าร่วมโครงการ ๙ คน จับคู่กันแล้ว ๔ คู่ จึงเหลือ ๑ คน คือ ผอ. ที่ยังไม่มีคู่

จะเห็นว่า การสร้างระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (coaching & mentoring) ที่มุ่งให้ครู ผู้บริหาร และศึกษานิเทศก์จับคู่/ จับกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเป็นระบบร่วมกัน ในจุดเน้นทั้ง ๔ เรื่องของ สพฐ. ได้แก่ Literacy Numeracy Reasoning ability และ 5 Steps และมีกระบวนการนิเทศติดตามอย่างจริงจัง ทั้งการลงพื้นที่เรียนรู้ในสถานที่และบริบทจริง และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่คอยติดตามและเชื่อมโยงผลการปฏิบัติงานและเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน จุดสำคัญคือ การเช็คความเข้มแข็งของชุมชนการเรียนรู้ที่มีอยู่ในโรงเรียน เพราะถ้าระบบของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในโรงเรียนดำรงอยู่ได้อย่างมีพลัง ก็จะทำให้สามารถหมุนเกลียวของการเรียนรู้จากการปฏิบัติเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพครู
---------------------------------------