หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ action research แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ action research แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน จ.ลำพูน

โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน: ผู้นำเล่น & เน้นปัญหาชุมชน
พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน (บ้านป่าเห็วอภิวงค์ประชานุกูล) เป็นโรงเรียนอนุบาลประจำอำเภอ เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1  ระยะทาง 14 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 401 คน มีข้าราชการครู 20 คน ครูอัตราจ้าง 5 คน นายวิลาศ ศรีพายัพ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ครูแกนนำ จำนวน 2 คน ประกอบด้วย (1) นางจิตสุภัค มานะการ ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปัจจุบันสอนวิทยาศาสตร์ในส่วนของรายวิชาเพิ่มเติม ระดับชั้น ป.4-6 ห้องเรียนละ 1 ชั่วโมง และ (2) นางสาวธีราภรณ์ คำฟู พนักงานราชการ สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ระดับชั้น ป.1-6 นอกจากนั้นยังมี ดร.วิชากร ลังกาฟ้า ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 1 เป็นผู้ให้การสนับสนุนส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูอีกด้วย


ในการติดตามผลครั้งนี้มีคณะติดตาม 4 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน อ.สมชัย แซ่เจีย และผม พิทักษ์ โสตถยาคม ได้ติดตามผลการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน ในวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556 ซึ่งมีกิจกรรมการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน การสังเกตการสอนครูแกนนำ และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
1. การสังเกตการสอน การสังเกตการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในรายวิชาเพิ่มเติมของคุณครูจิตสุภัค มานะการ สอนนักเรียนชั้น ป.4 มีนักเรียน จำนวน 26 คน เป็นชาย 11 คน หญิง 15 คน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง ขยะในชุมชน ในรายวิชา ว14201 ขยะในชุมชน 1 ซึ่งกิจกรรมต่อเนื่องหลังจากที่นักเรียนได้ไปสำรวจขยะในโรงเรียน/ บ้าน/ ชุมชน ว่าพบเห็นขยะอะไรมากที่สุด และเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้วันนี้ เป็นการทบทวนการเรียนรู้ในกิจกรรมที่นักเรียนได้ดำเนินการผ่านมา โดยครูนำเสนอด้วย PowerPoint เกี่ยวกับผลสรุปการสำรวจขยะในโรงเรียนจากแบบสำรวจของนักเรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งพบว่าขยะที่มีมากที่สุดคือหลอดดูด และยังพบขยะประเภทอื่นด้วยแต่มีไม่มาก อาทิ กล่องโฟม เศษเหล็ก กระป๋อง น้ำอัดลม เศษผ้า แล้วนำเสนอข้อมูลแหล่งก่อกำเนิดขยะว่ามีทั้งจากนักเรียน ครู แม่ครัว นักการ แม่ค้า ผู้ปกครอง แขกที่มาเยี่ยมโรงเรียน สัตว์ และสรุปว่าขยะในโรงเรียนมาจากนักเรียนมากที่สุด จากนั้นครูทบทวนว่า นักเรียนได้ใช้แบบเก็บข้อมูล จำนวน 7 ฉบับ ในการทำโครงการสำรวจครั้งนี้ เช่น แบบสำรวจขยะในโรงเรียน แบบสรุปผล แบบสำรวจขยะในชุมชน แบบสรุปการสำรวจขยะในชุมชน จากนั้นครูนำเสนอข้อมูลผลการสำรวจวิธีการกำจัดขยะในชุมชนที่นักเรียนสำรวจพบ จำนวน 26 รายการ และแต่ละรายการมีข้อมูลจากการวิเคราะห์ของนักเรียนว่า เป็นวิธีการกำจัดขยะที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ครูซักถามนักเรียนบางคนเกี่ยวกับวิธีการกำจัดขยะบางประเภท ได้แก่ วิธีการทำน้ำหมัก การแยกขยะ และผลเสียของการเผาขยะ ช่วงสุดท้าย ครูได้อธิบายว่า ผลจากการสำรวจที่นักเรียนได้ดำเนินการไปแล้ว ท้ายที่สุดนักเรียนจะได้โครงงานคนละ 1 เรื่อง และครูนำตัวอย่างเอกสารรายงานโครงงานของรุ่นพี่ชั้น ป.6 มาให้นักเรียนดูว่าองค์ประกอบของรายงานมีอะไรบ้าง และบอกนักเรียนให้ทราบว่า นักเรียนจะต้องทำผลงาน 3 ชิ้น ได้แก่ (1) แผ่นพับ (2) ฟิวเจอร์บอร์ด (สำหรับจัดแสดงนิทรรศการ) และ(3) เอกสารรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสำรวจ (ให้นักเรียนตั้งชื่อรายงานเอง เช่น วิธีมหัศจรรย์ในการกำจัดขยะ)
2. ผลการพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียน ผอ.วิลาศ ศรีพายัพ ได้เล่าให้ทีมติดตามฟังว่า หลังจากครูแกนนำกลับจากไปร่วมประชุมครั้งแรกของโครงการ โรงเรียนได้นำมาลองทำ และมาคุยกันถึงผลแลปัญหาที่พบ ซึ่งโรงเรียนได้ให้ทำวิชาละ 1 หน่วยการเรียนรู้ และปีการศึกษาต่อไปจะเพิ่มเป็นวิชาละ 2 หน่วยการเรียนรู้ ที่ผ่านมาโรงเรียนได้เผยแพร่การจัดการเรียนรู้ตามจุดเน้นของโครงการไปยังโรงเรียนอื่นๆ เป็นระยะๆ มีการสร้างความเข้าใจให้กับครูโรงเรียนต่างๆ ในวันเสาร์-อาทิตย์ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 1 รวมทั้งเปิดรับการศึกษาดูงานจากโรงเรียนที่สนใจเพิ่มเติมด้วย เทคนิคการบริหารจัดการโครงการเพื่อเอื้ออำนวยให้ครูพัฒนางานอย่างเต็มที่ก็คือ (1) บรรจุโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยไว้ในแผนงานโครงการของโรงเรียน (2) สนับสนุนงบประมาณจัดการเรียนรู้และเขียนรายงานผลการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยของในวิชาของครู คนละ 1,000 บาท ในลักษณะกิจกรรมแลกเป้า (นำงานมาส่งจึงได้รับเงิน) (3) สนับสนุนงบประมาณให้พัฒนาสื่อและปรับปรุงบรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียน ห้องเรียนละ 4,000 บาท (4) จัดเจ้าหน้าที่เพื่อพิมพ์งานให้ครู ซึ่งมีครูประมาณ 50% ได้ใช้บริการเจ้าหน้าที่พิมพ์นี้ (5) การติดตามงานใช้การพูดคุยกันในที่ประชุมทุกเดือน แต่ก็ถือว่าทำได้ไม่เต็มที่นัก รวมทั้งไม่ได้เข้าไปสังเกตการสอนหรือติดตามดูในห้องเรียน
3. ผลการประชุมครูผู้สอน จากการประชุมครูแกนนำและครูผู้สนใจ พบว่า ครูเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยเป็นกระบวนการสำคัญที่ต้องปลูกฝัง และการดำเนินการครั้งนี้มีความสอดคล้องกับจุดเน้นของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในเรื่องห้องเรียนคุณภาพ และการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้ข้อมูลสะท้อนจากที่ประชุมว่า นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการวิจัย นักเรียนตั้งใจเรียน กล้าแสดงออก ได้ออกไปเรียนรู้ในโลกกว้าง รวมทั้งนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นเพราะนักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ
4. การสะท้อนคิด ขอนำข้อความที่ได้เขียนลงสมุดนิเทศของโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูนในวันนั้น มานำเสนอ ดังนี้
วันนี้ข้าพเจ้านายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มาติดตามผลการใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลเมืองลำพูน พร้อมด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และอ.สมชัย แซ่เจีย กิจกรรมการติดตามในวันนี้ เราได้พูดคุยทำความเข้าใจกับผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับการติดตามผลครั้งนี้ว่า มาเพื่อร่วมชื่นชมการปฏิบัติจริง ตามสภาพที่แท้จริงของโรงเรียน ได้สังเกตการณ์สอนของครูจิตสุภัค มานะการ สอนวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระเพิ่มเติม ชั้น ป.4 เห็นถึงความมั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนตอบคำถาม ด้วยคำถามเพื่อการทบทวน กิจกรรมสำรวจปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชน ได้เห็นว่าครูมีใบงานให้เด็กทำ จำนวน 7 ใบงาน ซึ่งมีร่องรอยว่า เด็กๆ ได้ไปสำรวจจริง หลังจากนั้น เราได้พูดคุยกับครู นักเรียน และผู้บริหารโรงเรียนเพิ่มเติม รวมทั้งกิจกรรมสุดท้ายคือ การพูดคุยสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกับคณะครู จำนวน 7 คน ที่ได้ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย
สิ่งที่เราค้นพบมีสิ่งดีๆ ที่โรงเรียนได้ดำเนินการหลากหลาย อาทิ ผู้บริหารโรงเรียนกำหนดโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยไว้ในแผนงานของโรงเรียน มีการสนับสนุนงบประมาณให้ครูทุกคนในการพัฒนาผลงานการจัดการเรียนรู้ด้วยวิจัย คนละ 1,000 บาท มีการจัดปัจจัยเกื้อหนุนให้ครูรู้สึกสบายใจว่ามีคนช่วยพิมพ์งานคอมพิวเตอร์ ที่คุณครูไม่ถนัด นั่นคือ จัดจ้างครูธุรการมาช่วยพิมพ์ผลงาน นอกจากนั้น โรงเรียนยังเห็นประโยชน์/ คุณค่าของการมีคนภายนอกมาศึกษาดูงาน โดยส่งเสริมให้ครูแกนนำ 2 คน ไปเป็นวิทยากรเผยแพร่ผลการดำเนินงานของโรงเรียนให้โรงเรียนอื่นได้นำไปประยุกต์ใช้ สุดท้ายก็เห็นว่า ครูทุกคนมีผลงานจากการสอน จากการจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย และการทำวิจัยของครูในลักษณะการวิจัยในชั้นเรียน รวมทั้งการวิจัยแบบ 5 บท ก็มีให้เห็นได้ทั่วไปในโรงเรียนแห่งนี้
            ประเด็นเพิ่มเติมที่อยากเติมเต็มให้การดำเนินงานของนักเรียน ครู และผู้บริหาร ให้นำไปพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ร่วมกันระหว่างครูและผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้ตกผลึกเป็นข้อตกลงของโรงเรียน เป็นแบบฉบับของโรงเรียนเอง ดังนี้
·        หัวใจสำคัญของการเรียนรู้ คือ คือ ต้องกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระหายใคร่รู้ อยากเรียนรู้อย่างแท้จริง เพื่อให้นักเรียนเป็น “ผู้เรียนรู้ (learner)” อย่างเด่นชัด
·        จากการรับฟังความคิดของครู พบว่า ครูมีพลังที่ต้องการพัฒนาผู้เรียนจริงๆ มีเจตนาดี หวังดี อยากให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจ ยังมีคำถามค้างคาใจที่ต้องการให้มีการสร้างความกระจ่าง ดังนั้น จึงอยากเชียร์ให้ผู้บริหารโรงเรียน และคุณครูได้ “ตั้งกลุ่มพูดคุยกัน-แบบกันเอง” ว่า ใครทำดีได้เพียงใด มีความภาคภูมิใจอย่างไร ก็เชื่อว่า บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกัลยาณมิตร จะช่วยหนุนเสริมให้เกิดเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ของครูทั้งโรงเรียน ก็เชื่อได้ว่า พลังของครูแต่ละคนจะช่วยเกื้อหนุนให้เกิดการเติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างดียิ่ง
·        การพัฒนาผู้เรียนเป็นเรื่องของการดำเนินงานเชิงคุณภาพ ผลงานเด็กที่เกิดขึ้น จึงควรมีวิธีการประเมินด้วยหลักการเชิงคุณภาพด้วย จึงควรศึกษาแนวทางการใช้ระดับคุณภาพ (Rubrics) มาใช้ในการประเมินคุณภาพผู้เรียน มากกว่าเพียงใช้คะแนนสอบแบบเลือกตอบเพียงอย่างเดียว
ขอเป็นกำลังใจ และชื่นชมในการปฏิบัติของคณะครูทุกท่าน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการดำเนินงานของโรงเรียนที่ดูได้จาก “ตัวเด็ก” จะโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนอื่นๆ ต่อไป”
........................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน จ.ลำพูน

โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน: ก้าวต่อครั้งใหม่ด้วยวิจัยทั้งโรงเรียน
พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนชุมชนบ้านวังดินเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา ตั้งอยู่หมู่ที่ 14 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำพูน เขต 2 เป็นระยะทาง 66 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 439 คน มีครูและบุคลากรทางการศึกษา 24 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนคือ นายจรินทร์ ศรีสุวรรณ บริหารจัดการทั้งระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีนักเรียน จำนวน 411 คน และระดับปฐมวัย ซึ่งใช้สถานที่จัดการเรียนรู้อยู่ที่โรงเรียนบ้านลี้ ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนประชาบาล ขณะนี้มีนักเรียน จำนวน 28 คน ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูแกนนำ 2 คน ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ครูศุทธินี พุฒิพิพัฒน์ชูพงศ์ เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรมเป็นวิชานำร่องในการให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย และครูศศิธร สุตานันท์ เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำพูน เขต 2 คือ ศน.ชุลีกร ใหม่เขียว เป็นพี่เลี้ยงให้การนิเทศช่วยเหลือ


การติดตามการส่งเสริมการใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 มีคณะติดตาม จำนวน 4 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน อ.สมชัย แซ่เจีย และผม พิทักษ์ โสตถยาคม ได้สร้างความเข้าใจในจุดมุ่งหมายของการติดตามผลครั้งนี้ให้กับผู้บริหารโรงเรียน การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์นักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียน และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
            1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ป.5 มีนักเรียน จำนวน 15 คน เป็นชาย 7 คน หญิง 8 คน มีคุณครูศศิธร สุตานันท์ เป็นครูผู้สอน กิจกรรมวันนี้เป็นการนำเสนอโครงงานภาษาไทยรายบุคคล ระยะเวลาที่สังเกตการสอนคือ 10.40-11.25 น. โดยครูให้นักเรียนนำโครงงาน (เอกสารรายงานโครงงาน) ที่จะนำเสนอหน้าชั้นขึ้นมา จากนั้นให้นักเรียนร่วมกันตั้งเกณฑ์ประเมินการนำเสนอโครงงาน ครูชี้แนะว่าอาจจะมีเกณฑ์การนำเสนอและรูปเล่ม แล้วให้นักเรียนแสนอว่าจะประเมินอะไรบ้าง นักเรียนเสนอประเด็นที่จะประเมิน ได้แก่ ความตั้งใจในการทำงาน, ข้อมูลถูกต้อง, ชิ้นงานสะอาดเรียบร้อย, ข้อมูลครบถ้วนตามหัวข้อ, สรุปได้ใจความ ครูถามว่ายังมีอะไรเพิ่มเติมอีก แล้วช่วยตะล่อมประเด็นซ้ำซ้อน เช่น “ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนตรงตามหัวข้อ” จากนั้นสอบถามนักเรียนว่า เราจะดูจากอะไรที่จะแสดงให้เห็นว่าระดับ 4-3-2-1 เป็นอย่างไร เช่น การพูดนำเสนอ ระดับ 4 เป็นพูดชัดเจน ถูกอักขระ ไม่เขินอาย ระดับ 3 พูดติดๆ ขัดๆ ระดับ 2 พูดแบบขอไปที และระดับ 1 พูดไม่รู้เรื่องเลย จากนั้น ครูให้นักเรียนทุกคนจดเกณฑ์การใช้คะแนนนี้ไว้เพื่อใช้ในการประเมินการนำเสนอโครงงานของเพื่อนๆ สรุปมี 4 ประเด็น ประเด็นละ 4 คะแนน รวม 16 คะแนน
ครูให้นักเรียนออกมานำเสนอทั้งสิ้น 4 คน แต่ละคนนำเสนอโครงงานตามลำดับดังนี้คือ (1) การเขียนเรื่องจากภาพพาเพลิน (2) โครงสี่ที่ต้องการ (3) สะกดถูกอ่านได้ใจความ และ(4) สำนวนสุภาษิตคิดสนุก โดยนักเรียนแต่ละคนออกไปหน้าชั้นตามการเรียกชื่อของครู และอ่านสิ่งที่เขียนไว้ในเอกสารรายงานให้เพื่อนฟัง โดยเฉพาะ 1-2 หน้าแรกของรายงานโครงการ ซึ่งอ่านตามหัวข้อดังนี้ คือ ชื่อโครงงาน ที่มาและความสำคัญ วัตถุประสงค์ ขอบเขต วิธีการศึกษา ผลการศึกษา การนำไปใช้ประโยชน์ และเอกสารอ้างอิง จากนั้น นำเสนอผลงานที่ได้จากการทำโครงงาน เช่น การเขียนเรื่องจากภาพพาเพลิน ก็นำเสนอผลงานครั้งละหน้ากระดาษ แต่ละหน้ากระดาษประกอบด้วยภาพ 1 ภาพ ชื่อภาพและเนื้อหาสาระอธิบายภาพนั้นๆ และในช่วงท้ายของกิจกรรมการเรียนรู้วันนี้ คุณครูเขียนตาราง 5 คอลัมน์ลงในกระดาษ ฉายขึ้นจอ (คุณครูใช้ Visualizer) คอลัมน์แรกเป็นชื่อกรรมการ ถัดไปเป็นชื่อนักเรียนคนที่ 1-4 ที่นำเสนอวันนี้ เพื่อให้นักเรียนทุกคนในชั้นร่วมประเมินเพื่อน และครูจะประเมินสรุปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครูบอกว่า หากใครมีผลการประเมินดีจะได้รับรางวัลเป็นหนังสือ 5 สหายพจญภัย
2. ผลการพูดคุยกับผู้บริหารและครู ผู้บริหารโรงเรียนเห็นประโยชน์ของการดำเนินโครงการ ได้สะท้อนภาพการเริ่มต้นโครงการในระยะแรกว่า ครูมีปัญหาการกระตุ้นให้เรียนตั้งคำถามและการดำเนินงาน จึงหารือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเชิญวิทยากรมาสร้างความเข้าใจให้ครูทั้งโรงเรียน และได้รับการนิเทศช่วยเหลือครูจากศึกษานิเทศก์อย่างใกล้ชิด ผลที่พบเห็นในปีแรกคือ ผลดีที่เกิดกับนักเรียนชั้น ป.1 ห้องของครูแกนนำ ปีที่ 2 จึงขยายสู่ครู 6 คน และปีที่ 3 มีแผนที่จะขยายสู่ครูทุกคน โดยกำหนดให้ครูแกนนำทำอย่างน้อย 1 กลุ่มสาระ ครูเครือข่ายที่เริ่มในปีที่ 2 ทำ 1 หน่วย และครูแนวร่วมที่จะเข้าร่วมปีที่ 3 จะให้ทำอย่างน้อย 1 แผน ผลที่เกิดกับครูแกนนำที่ผู้บริหารโรงเรียนสังเกตได้คือ ครูมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้เอง ส่วนครูสะท้อนว่า ตรงกับธรรมชาติการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นให้นักเรียนค้นหาคำตอบ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะตะล่อมเด็ก และกระบวนการวิจัยจำเป็นต้องใช้เวลาให้เด็กได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จากความไม่เข้าใจในแนวทางการพัฒนา ความซับซ้อนที่ได้รับถ่ายทอดที่ผ่านๆ มา และผลดีที่เกิดจากการทดลองปฏิบัติของครูในโรงเรียน ทำให้ครูและผู้บริหารเห็นว่า จะลดความซับซ้อนของการปฏิบัติและมุ่งให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัย 4 ขั้นโดยตรง และจะเข้าใจและปฏิบัติได้ง่าย
3. การสะท้อนคิด ขอนำข้อความที่ได้เขียนลงในสมุดนิเทศมานำเสนอ ดังนี้
            “วันนี้ข้าพเจ้านายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. พร้อมด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และ อ.สมชัย แซ่เจีย ได้มาติดตามการใช้กระบวนการวิจัยของนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน สพป.ลำพูน เขต 2 เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานของครู ผู้บริหาร และร่วมชื่นชมความก้าวหน้าของการพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมที่คณะติดตามได้ดำเนินการในวันนี้คือ การพูดคุยชี้แจงเป้าหมายเจตนาของการติดตามผลครั้งนี้ ให้ผู้บริหารโรงเรียนได้รับทราบว่า การมาวันนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อดูกระบวนการดำเนินงานของโรงเรียนในฐานะเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ตามการแนะนำของทีมภาค ได้เข้าสังเกตการณ์สอนของครูศศิธร สุตานันท์ ครูสอนภาษาไทย ชั้น ป.5 มีนักเรียนในชั้นวันนี้ จำนวน 15 คน เพราะตรงกับวันแข่งขันกีฬากลุ่มโรงเรียน นักเรียนส่วนหนึ่งต้องไปร่วมแข่งกีฬา ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดการเรียนรู้ของครู ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด-ทำ-นำเสนอในลักษณะโครงงาน นอกจากนั้น คณะติดตามยังได้สัมภาษณ์ครู ผู้บริหาร และนักเรียน รวมทั้งได้ประชุมครูแกนนำกลุ่มเครือข่ายแนวร่วม ได้เห็นถึงความสนใจที่อยากจะพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ทุกคนแสดงให้เห็นถึงความพยายาม ซึ่งหากได้มีโอกาสได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันบ่อยๆ คาดหวังได้อย่างยิ่งว่า โรงเรียนชุมชนบ้านวังดิน จะสามารถมีผลผลิต “ผู้เรียน” ที่มีทักษะการเรียนรู้และคุณลักษณะที่ดี โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ขอชื่นชมผู้บริหารโรงเรียน คณะครูที่ได้ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนด้วยความเข้มแข็งตลอดมา และจะร่วมกันสร้างสรรค์บรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้วงจรการวิจัย 4 ขั้นตอนบ่อยๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมการวิจัย ขอเป็นกำลังใจ...”
.....................................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนบ้านพวงพยอม จ.พะเยา

โรงเรียนบ้านพวงพยอม: บูรณาการทุกงานสู่การวิจัย
พิทักษ์  โสตถยาคม

โรงเรียนบ้านพวงพยอมเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับ เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ระยะทาง 25 กิโลเมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 167 คน มีข้าราชการครู 16 คน ครูอัตราจ้าง 4 คน นายนิทัศ ใจหลวง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูแกนนำ 2 คน ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ครูกัญญาณัฐ มีคง เป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และครูรุ่งนภา บุญวงศ์ เป็นครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ครูทั้งสองคนเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนระดับชั้นเดียวกัน นั่นคือ ปีการศึกษา 2554 ดำเนินการกับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ยังคงดำเนินการกับนักเรียนกลุ่มเดิม ซึ่งปัจจุบันอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพะเยา เขต 2 คือ ดร.สกาวรัตน์ ชุ่มเชย เป็นพี่เลี้ยงให้การนิเทศ

การติดตามผลของการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนบ้านพวงพะยอม วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ 2556 มีคณะทำงาน 3 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และผม พิทักษ์ โสตถยาคม กิจกรรมการติดตามผล ได้แก่ การชี้แจงจุดมุ่งหมายของการติดตามผล การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์นักเรียน ครู และผู้บริหารโรงเรียน และการประชุมสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งมีข้อค้นพบ ดังนี้
1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ม.2 มีนักเรียน จำนวน 19 คน เป็นชาย 9 คน หญิง 10 คน มีคุณครูรุ่งนภา บุญวงศ์ เป็นครูผู้สอน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง นัยน์ตาและการมองเห็น กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ครูนำกล่อง 1 ใบ มาให้นักเรียนทายว่า อะไรอยู่ข้างใน ซึ่งนักเรียนไม่ทราบ ครูจึงถามว่า ทำอย่างไรจึงจะทราบว่ามีอะไรอยู่ จากนั้นครูให้ตัวแทนนักเรียน 2 คน คลำสิ่งที่อยู่ในกล่องและทาย และนักเรียนบอกว่าถ้าจะให้มั่นใจต้องใช้ตาดู ครูถามให้นักเรียนระบุว่า กิจกรรมนี้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส จากนั้น ครูเน้นว่า ประสาทสัมผัสใดทำให้มองเห็น รวมทั้งถามว่าหากปิดไฟ-เปิดไฟสิ่งใดจะทำให้มองเห็น
ครูนำรูปภาพสัตว์ 6 ภาพมาให้นักเรียนดูและให้ตอบว่า สัตว์แต่ละชนิดในภาพออกหากินเวลากลางวันหรือกลางคืน ภาพสัตว์ ประกอบด้วย แมว นกฮูก ไก่ นก หมี และพญากระรอกบินหูแดง ครูให้นักเรียนเปรียบเทียบตาของสัตว์ที่หากินทั้งสองเวลาว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร นักเรียนร่วมกันตอบว่า ตาของสัตว์ที่หากินเวลากลางคืนจะใหญ่กว่าตาของสัตว์ที่หากินเวลากลางวัน จากนั้นครูถามนักเรียนคิดว่า ดวงตาของเราใช้เพื่ออะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง เรามองเห็นได้เพราะมีปัจจัยอะไรบ้าง แต่นักเรียนตอบได้บ้างไม่ได้บ้าง ครูจึงให้นักเรียนช่วยกันระบุสิ่งที่รู้อยู่แล้วและสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ลงในใบงาน KWL (K-เคยเรียนรู้อะไรแล้ว, W-ต้องการเรียนรู้อะไรต่อไป, L-เรียนเสร็จแล้วรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง) โดยให้เวลา 5 นาที เมื่อเขียนเสร็จแล้วครูให้นักเรียนสรุปเป็นของกลุ่ม จะได้คำถามที่นักเรียนอยากรู้เกี่ยวกับตาและการมองเห็น เช่น ดวงตาประกอบด้วยอะไรบ้าง ปัจจัยใดที่ทำให้เรามองเห็น
จากนั้น ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มประชุมร่วมกันเพื่อวางแผนว่าจะไปค้นคว้าจากที่ใด โดยให้เขียนเป็นแผนการศึกษาหาความรู้ และนำเสนอหน้าชั้น ซึ่งผลจากการวางแผนทำให้เห็นว่า นักเรียนจะไปค้นคว้าจากแหล่งใด ใครรับผิดชอบ และกรอบเวลาเท่าใด รวมทั้งการจัดทำสรุปความรู้ในรูปแบบแผ่นพับ รายงาน เป็นต้น
2. ผลจากพูดคุยกับนักเรียน จากการพูดคุยกับนักเรียน ทำให้เห็นว่า นักเรียนสะท้อนว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น ได้มีส่วนร่วมมากขึ้น ได้เรียนรู้การตั้งคำถามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และนักเรียนมีผลงานจากการเรียนรู้และรางวัลจากการประกวดด้วย  
3. ผลจากพูดคุยกับคณะครูและผู้บริหารโรงเรียน ทราบว่า โรงเรียนมีโครงการพัฒนา และกิจกรรมที่โดดเด่นหลากหลาย มีครูแบ่งรับผิดชอบเป็นเจ้าภาพในแต่ละงาน ที่ผ่านมามุ่งเน้นการพัฒนาที่ครูแกนนำ ครูแกนนำได้ดำเนินการภาคเรียนละ 2 หน่วยการเรียนรู้ มีศึกษานิเทศก์ให้การช่วยเหลือใกล้ชิด อย่างสม่ำเสมอ และผู้บริหารโรงเรียนได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งในปีการศึกษาต่อไป ผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูจะขยายผลให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกระบวนการวิจัยทั้งโรงเรียน

4. การสะท้อนคิดของทีมติดตามผล ขอยกข้อความที่ได้บันทึกไว้ในสมุดนิเทศวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มานำเสนอ ดังนี้
            “วันนี้ข้าพเจ้า นายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มาพร้อมกับ อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ และ อ.วงเดือน โปธิปัน มาติดตามผลการใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านพวงพะยอม สพป.พะเยา เขต 2 ว่า นักเรียนในโรงเรียนโดยเฉพาะห้องเรียนของครูแกนนำ มีพฤติกรรมการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปสู่ “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” โดยมีครูคอยให้คำชี้แนะ กระตุ้น ส่งเสริมให้มีโอกาสได้ใช้กระบวนการวิจัยบ่อยครั้ง เป็นประจำหรือไม่
            กิจกรรมการติดตามครั้งนี้ ได้ร่วมพูดคุยชี้แจงเป้าหมายเจตนาในการมานิเทศติดตามครั้งนี้ว่า มาเพื่อร่วมชื่นชมสิ่งดีๆ ที่ครูแกนนำ ผู้บริหาร และคณะครูทำอยู่ ได้เข้าสังเกตการสอนคุณครูรุ่งนภา บุญวงศ์ สอนวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.2 ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจจัดการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์ของคุณครู ได้เห็นการสอนที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นในตนเองของครู ได้เห็นความพยายามสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กๆ สามารถทำได้-ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างดี เห็นถึงแนวโน้มที่ดีที่จะพัฒนาต่อเนื่อง จนสามารถเป็นแบบอย่างดีๆ ให้ครูอื่นๆ ได้เรียนรู้ด้วยได้อย่างดี นอกจากนั้น ได้สัมภาษณ์ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ให้ทุกฝ่ายได้สะท้อนผลการดำเนินการจัดการเรียนรู้ พบว่า ครู ผู้บริหารเป็นบุคคลที่เปิดกว้างที่พร้อมรับแนวคิด และเชื่อมโยงให้เข้ากับการปฏิบัติของตนเองได้อย่างน่าชื่นชม และสุดท้าย ได้ร่วมพูดคุยสะท้อนผลจากสิ่งที่ได้พบ ได้ฟังเสียงของผู้บริหารและคณะครูส่วนใหญ่ของโรงเรียน
คณะของเราได้ชี้ประเด็นให้ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นชัดขึ้นว่า สิ่งดีๆ ที่โรงเรียนมีอยู่อย่างมากในสภาพจริงที่เป็นอยู่นี้ หากสามารถนำมาวิเคราะห์ความเหมือน ความต่างของ “เป้าหมาย” ที่ผู้เรียนจะได้รับจากกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่โรงเรียนทำอยู่ ก็จะเห็นหัวใจสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เป็นผู้สร้างความรู้ได้ด้วยตนเองให้ได้ โดยครูเป็นผู้เอื้อ-เกื้อหนุน และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้นักเรียนได้เกิดความกระหายใคร่รู้ เกิดแรงบันดาลใจที่จะแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง หากจูนความคิดของครูและบุคลากรของโรงเรียนให้เห็นดีในแนวทางนี้ร่วมกัน เชื่อเหลือเกินว่า การจะมุ่งยกระดับผลสัมฤทธิ์ที่ยังไม่พึงประสงค์นัก จากผลการประเมิน สมศ. รอบ 2 น่าจะได้รับการยกระดับได้ไม่ยากนัก และจะเป็นการร่วมแรงร่วมใจของผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
ประเด็นที่เห็นในเวลาจำกัด หากครูและผู้บริหารจะนำไปพิจารณาไตร่ตรองว่า ควรประยุกต์ให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยไปสู่การดำเนินการของโรงเรียนได้อย่างไร ก็อาจจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพ โดยพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ ได้แก่ (1) ทำทั้งโรงเรียน (2) ทำทุกกิจกรรม-เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ ที่โรงเรียนมีอยู่ (3) ทำจากฐานเดิมที่ครูคุ้นเคย (4) ทุ่มเทยกระดับผลสัมฤทธิ์จากผล สมศ. รอบ 2 (5) ทำให้ครบวงจร 4 ขั้นตอนวิจัย ให้ฝังอยู่ในสมองเด็ก เน้นจุดประกายให้เด็กอยากค้นคว้า (6) ทำอย่างบูรณาการ เช่น วิทย์ ม.2 และภาษาไทย ม.2 จะบูรณาการกันอย่างไร เช่น กรณีนักเรียนเขียนรายงานผล (7) ควรตั้งทีมพูดคุยปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง (8) ทรีตเม้นท์ – อยากให้ดำเนินการด้วยความตั้งใจ ให้มั่นใจว่า ผลที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งที่เรามุ่งจัดกระทำให้เกิดนั้นจริงๆ และ (9) ทำมุ่งเน้นที่เด็ก ให้ครูเรียนรู้คู่ขนานไปพร้อมกับเด็ก ทั้ง 9 ประเด็นนี้ หลายประเด็นโรงเรียนทำได้ดีอยู่แล้ว จึงขอเชียร์ให้ร่วมกันคิดวิพากษ์ ทบทวนสิ่งที่ทำอยู่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้ และขอบคุณที่ได้การต้อนรับอย่างดียิ่ง”

.................................................

เรียนรู้ด้วยวิจัย: โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร จ.แม่ฮ่องสอน

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร: เชื่อมโยงจากโครงงานสู่วัฒนธรรมวิจัย

พิทักษ์ โสตถยาคม

โรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคารเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาภาคบังคับ เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน  อยู่ห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 ระยะทาง 350 เมตร ปีการศึกษา 2555 นี้มีนักเรียน 548 คน มีครู 55 คน  นายจำลอง ศรีสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและนายณรงค์ศักดิ์ ศรีเมือง เป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียน
เมื่อแรกเข้าร่วมโครงการในปี 2554 มีครูจินดา วงศ์เทพ และครูวารุณี ธรรมขันธ์ เป็นครูแกนนำ ปัจจุบันครูครูจินดาเกษียณอายุราชการและครูวารุณีย้ายโรงเรียน ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนจึงมอบหมายให้ครูเขมรักษ์ กุมารสิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการเป็นแกนนำร่วมกับครูแกนนำอื่นๆ อีก 15 คน ซึ่งครูแกนนำชุดใหม่นี้ได้ร่วมกันสานต่อในการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยในการเรียนรู้ มีศึกษานิเทศก์สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 คือ นายสมคิด ศรีธร เป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุน ในการลงพื้นที่ติดตามผลการส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการวิจัยของโรงเรียนทองสวัสดิ์วิทยาคาร ในวันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556  มีคณะติดตาม 3 คน ประกอบด้วย อ.วิไล แสงเหมือนขวัญ อ.วงเดือน โปธิปัน และผม ได้พบสภาพการดำเนินงาน ดังนี้

1. การสังเกตการสอน ห้องเรียนชั้น ป.1 มีนักเรียน จำนวน 18 คน เป็นชาย 8 คน หญิง 10 คน มีคุณครูปทิมจันทร์ ปันนะ เป็นครูผู้สอน เรื่องที่สอนวันนี้เป็นเรื่อง สัญลักษณ์และเครื่องหมายที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั่วโมงการสอนนี้เป็นชั่วโมงที่ 4 จาก 6 ชั่วโมงตามที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้นี้มีจุดประสงค์การเรียนรู้ 3 ประการคือ (1) นักเรียนบอกความหมายของคำว่าสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายได้ถูกต้อง (2) นักเรียนรู้จักและบอกความหมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันและสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแสดงความปลอดภัยและแสดงอันตรายได้ และ(3) นักเรียนปฏิบัติตามสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่กำหนดได้ถูกต้อง กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทั้ง 3 กลุ่ม ออกมานำเสนอป้ายสัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ คนละป้ายพร้อมทั้งบอกด้วยว่าป้ายนั้นๆ เป็นป้ายอะไร กลุ่มแรกนำเสนอป้ายสัญลักษณ์ที่พบเห็นบริเวณอาคารสถานที่  กลุ่มที่สองนำเสนอป้ายที่พบเห็นตามท้องถนน และกลุ่มที่สามนำเสนอป้ายที่พบเห็นบนห่อสินค้า เมื่อนำเสนอหน้าชั้นครบถ้วน ครูถามให้นักเรียนทบทวนว่า แต่ละกลุ่มไปค้นคว้าหาความรู้เหล่านี้มาจากที่ใด นักเรียนแต่ละกลุ่มบอกว่าไปถามครูบ้าง ไปค้นจากอินเทอร์เน็ตบ้าง สังเกตตามท้องถนนและสินค้าต่างๆบ้าง จากนั้นครูให้นักเรียนตอบว่าเมื่อนักเรียนได้เรียนรู้เรื่องสัญลักษณ์ต่างๆ แล้ว  นักเรียนจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เช่น เครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ นักเรียนตอบว่าห้ามสูบบุหรี่ครับ ถ้าสูบอาจจะจับเราได้, เครื่องหมายห้ามรถผ่าน นักเรียนตอบว่า ถ้าขับและไม่หยุดอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เป็นต้น และสุดท้ายครูย้ำว่า ต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
หลังจากนั้น ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มคิดเครื่องหมายขึ้นมาใหม่ ไม่ให้ซ้ำกับที่นำเสนอไปแล้ว และให้เวลานักเรียนคิดร่วมกัน 2 นาที นักเรียนรวมกลุ่มคิด จากนั้นแต่ละกลุ่มนำเสนอป้ายที่คิดได้ คือ กลุ่มที่หนึ่งป้ายห้ามตัดต้นไม้เพราะให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติให้อยู่กับเรานานๆ กลุ่มที่สองป้ายห้ามจับปลาเพราะจะได้มีความอุดมสมบูรณ์ และกลุ่มที่สามห้ามทิ้งขยะเรี่ยราดเพราะจะไม่สกปรกและไม่มีกลิ่นเหม็น สุดท้ายครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดำเนินการทำป้ายตามที่ได้ระบุไว้ และเตรียมเขียนตามคำบอกในวันต่อไป จากคำที่นักเรียนได้ฝึกอ่านสัญลักษณ์และเครื่องหมายกันในวันนี้
2. การสัมภาษณ์ครู ครูบอกว่าส่วนดีที่เห็นในวันนี้คือ นักเรียนร่วมกิจกรรมได้ดี เป็นการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมและร่วมแสดงความคิดเห็น ส่วนที่ยังต้องปรับปรุง ได้แก่ (1) สื่อยังไม่เหมาะกับนักเรียน และเป็นสื่อที่มีขนาดเล็ก การนำเสนอสื่อถือโอนเอน และเป็นสื่อที่ครูเป็นผู้ทำขึ้นเอง (2) ควรมีการถามต่อและไม่นิ่งเฉยกับคำถามของนักเรียน (3) ยังไม่ได้ให้นักเรียนตรวจสอบคำตอบ (4) ขั้นให้นักเรียนตั้งคำถามเป็นขั้นที่ยากและต้องใช้เวลา นอกจากนั้นยังบอกว่าครูได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารโรงเรียนที่ดี อาทิ สนับสนุนงบประมาณพานักเรียนไปแหล่งเรียนรู้ ให้เบิกสื่อได้ตามความต้องการจำเป็น 
3. การประชุมกลุ่มผู้บริหารและครูแกนนำ ผอ.จำลอง ศรีสวัสดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า หลังจากได้รับหลักการมาดำเนินการก็มีความเชื่อมั่นในทีมงานแกนนำ มีการสร้างความตระหนักให้กับคณะครูเพื่อส่งเสริมให้เด็กวิจัย คิดและหาคำตอบ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มร้อย เพราะมีนโยบายหลายงานเข้ามากระทบ อาทิ งานศิลปหัตถกรรม, กระตุ้นผลสัมฤทธิ์ (จัดสรรงบให้มาติว O-NET 40 บาท/คน) สิ่งที่ได้สนับสนุนพัฒนาครู ได้แก่ การอบรมวิจัยให้กับครู มีการจัดเวลาให้ครูนิเทศ (ครูหัวหน้าสายชั้น/ ครูวิชาการสายชั้น) มากขึ้น มีการสนับสนุนงบประมาณส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ไม่น้อยกว่า 70% ของงบพัฒนา เพื่อให้นำไปจัดซื้อสื่อและพานักเรียนไปเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ สนับสนุนแหล่งเรียนรู้ด้าน ICT/ Internet และจัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด สนับสนุนให้ครูไปศึกษาดูงานนอกสถานที่ รวมทั้งการให้คำปรึกษาด้านวิชาการให้กับครูใหม่โดยรองผู้อำนวยการโรงเรียน สิ่งที่พบว่ายังต้องปรับปรุงพัฒนาคือ ครูยังไม่เชื่อมั่นนักที่จะให้เด็กได้คิดค้นหาคำตอบเอง การดำเนินการยังติดขัด ผู้บริหารโรงเรียนวิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากการที่ครูขาดการยอมรับตนเองและผู้ที่มาให้การนิเทศ (ครูวิชาการ/ ผู้บริหารโรงเรียน) ซึ่งก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกันกับกรณี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ระบุให้ครูทำวิจัยในชั้นเรียน แต่ครูก็ยังไม่สามารถทำได้ แม้จะพยายามแต่สุดท้ายกลับเข้าสู่วัฒนธรรมการทำงานเดิมที่คุ้นเคย สิ่งที่ต้องการเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาครูคือ ต้องการผู้มานิเทศช่วยเหลือ ชี้แนะให้ครูเกิดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินการ
นอกจากนั้น คณะครูได้ช่วยกันพิจารณาว่า “โรงเรียนมีกิจกรรมอะไรที่ทำอยู่เดิม ที่เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กๆ ได้แสดงพลัง ได้คิด” ก็พบว่า โรงเรียนมีโครงงาน ทั้งโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มีกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่ให้เด็กได้ตั้งคำถาม เริ่มจากสิ่งที่อยากรู้และแสวงหาความรู้เอง นอกจากนั้นยังมีโครงงานของ ป.4-6 และม.ต้น ปีละประมาณ 10 โครงงานต่อห้องเรียน กิจกรรมชุมนุม และกิจกรรมการเรียนรู้ในวิชาเพิ่มเติม จากนั้น ศน.สมคิด ศรีธร ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนิเทศว่า ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 มีน้อย (7 คน) สิ่งที่ได้ช่วยสนับสนุนพัฒนาโรงเรียนภายหลังจากที่ได้คัดเลือกโรงเรียนร่วมโครงการแล้ว ได้มีการประชุมครูพัฒนาข้อเสนอโครงการ นำครูเข้าร่วมประชุมเขียนแผน แต่ก็มีความสับสนในส่วนของการระบุว่า จะต้องเขียนแผนการสอนให้มี 4 ขั้นตอน ส่วนการนิเทศทำได้เพียง 2-3 ครั้ง
4. การสะท้อนคิดของทีมติดตามผล
จากการสังเกตการสอนครูผู้สอนชั้น ป.1 ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครู ได้เห็นความกล้าแสดงออก & ร่วมมือในการเรียนรู้ของเด็กๆ เป็นที่น่าชื่นชมมาก และจากการพูดคุยกับครูและผู้บริหารได้เห็นถึงความตั้งใจของคณะครูที่มุ่งหวังให้ลูกศิษย์ได้เรียนรู้ที่ดีขึ้น ได้เห็นว่า โรงเรียนมีต้นทุนที่ดีมาก ที่ครูทำอยู่ ทั้ง “โครงงาน” “การเรียนรู้ผู้เรียนเป็นสำคัญ” “กิจกรรมให้เด็กเรียนรู้เอง” ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยง ต่อยอดกับโครงการสร้างวัฒนธรรมการวิจัยได้อย่างดี
มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้โรงเรียนสร้างระบบนิเทศภายใน ให้ตั้ง “กลุ่มครูพูดคุยกัน” รวมทั้งการนำมาตรฐาน ตัวชี้วัดมาวิเคราะห์ร่วมกัน และหลอมรวม บูรณาการ และร่วมกันจัดการเรียนรู้ ให้เด็กบรรลุมาตรฐาน- ไม่สอนตามแบบเรียนสำนักพิมพ์เท่านั้น สิ่งที่จะเป็นความมั่นใจให้ครูว่าแนวทางที่ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ก็คือ การร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน มาวิเคราะห์ มาวิพากษ์ร่วมกัน และให้ตกผลึกเป็นความเข้าใจร่วมกัน แล้วสิ่งที่ตกลงกันนั้น จะเป็นคำตอบว่าอะไรถูก/ อะไรดีที่สุดสำหรับโรงเรียน
------------------------------------------