หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา: ทักษะครูและศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑

โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา: พัฒนาทักษะครูและศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑

พิทักษ์ โสตถยาคม

๙ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผมได้รับเชิญไปร่วมลงพื้นที่เรียนรู้ “โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา” ที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ สังกัด อบจ.ศรีสะเกษ ร่วมกับทีมผู้ทรงคุณวุฒิ สกว. และผู้บริหาร บมจ.ธนาคารกสิกรไทย อาทิ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์ ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ผศ.ไพโรจน์ คีรีรัตน์ คุณกฤษดา ล่ำซำ ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ “โครงงานฐานวิจัย” กิจกรรมตลอดวันนี้ประกอบด้วย ภาคเช้าเป็นการบรรยายสรุปโดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ และการเล่าประสบการณ์การสอนโครงงานของครูไสว อุ่นแก้ว (ชีววิทยา) และคณะ [ครูนลินรัตน์ อินต๊ะพันธ์ (ศิลปะ) ครูธวัชชัย บุญหนัก (ฟิสิกส์) และครูวิเศษ สินศิริ (คณิตศาสตร์)]  เสียงสะท้อนจากนักเรียนและผู้ปกครอง และสังเกตการสอน


โครงการเพาะพันธุ์ปัญญาเป็นโครงการพัฒนายุววิจัย/ นักวิจัยระดับมัธยมศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครู ในการจัดการจัดการเรียนรู้ด้วยการวิจัย (research-based learning) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนโดย สกว.และ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย เป็นระยะเวลา ๖ ปี เริ่มดำเนินการปี ๒๕๕๕ โดยสนับสนุนงบประมาณฝ่ายละ ๔๐ ล้านบาท รวม ๘๐ ล้านบาท มุ่งพัฒนาโรงเรียน ๘๐ โรงเรียน กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ รวม ๑๘ จังหวัด (โรงเรียนละ ๑ ห้องเรียน รวม ๘๐ ห้องเรียน) และสนับสนุนโครงการของนักเรียน ห้องเรียนละ ๑๐ โครงการ รวม ๘๐๐ โครงการ ในการบริหารจัดการโครงการได้ให้มีหน่วยจัดการกลางขึ้น รับผิดชอบโดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ มีการอบรมพัฒนาพี่เลี้ยงที่รับผิดชอบช่วยเหลือโรงเรียน จำนวน ๘ ศูนย์พี่เลี้ยง ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย จำนวน ๓๐ คน มหาวิทยาลัย ๗ แห่งที่เป็นศูนย์พี่เลี้ยง ได้แก่ (๑) มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง (๒) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (๓) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (๔) มหาวิทยาลัยศิลปากร (๕) มหาวิทยาลัยมหิดล (๖) มหาวิทยาลัยพะเยา (๗) มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และ(๘) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ผ่านมามีการอบรมกลุ่มพี่เลี้ยงมาแล้วเป็นระยะเวลา ๖ เดือน มีการประชุมร่วมของกลุ่มพี่เลี้ยงทุกๆ ๓ เดือน
จากการบรรยายสรุปเกี่ยวกับโครงการทำให้ได้ทราบว่า การออกแบบโครงการได้ส่งเสริมกระบวนการ Research-based Learning เรียนรู้นอกห้องเรียน เน้นประเด็นหลักเดียวกันแล้วแตกเป็น ๑๐ โครงการ ในการบูรณาการศาสตร์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ วิทยาศาสตร์-สังคมศาสตร์/ มนุษยศาสตร์-สังคมศาสตร์/ สังคมศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้หน่วยจัดการกลางจะสนับสนุนชุดความรู้/ หนังสือที่ช่วยให้เชื่อมโยงชีวิตนักเรียน ช่วยหนุนเสริมความรู้ ความคิด(system thinking, critical thinking, วิเคราะห์, สังเคราะห์, มีเหตุผล) และการปฏิบัติ (จิตตปัญญาศึกษา โครงงานบนฐานวิจัย การบูรณาการวิชาและบริบท) สนับสนุนการพัฒนาครูให้รู้การคิดแบบต่างๆ และความรู้ความสามารถในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ (proposal) ซึ่งได้ออกแบบกระบวนการทำงานและกำหนดปฏิทินกิจกรรมต่างๆ ไว้ล่วงหน้าตลอดปีการศึกษา การออกแบบโครงการอยู่บนฐานความเชื่อว่า Research-based Learning (RBL) เป็นกระบวนการทางปัญญา (ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความรู้เท่านั้น) เรียนรู้แบบอิงบริบทจริง การพัฒนาจะไม่ติดยึดเครื่องมือวิจัยสำเร็จรูป จะส่งเสริมให้ครูคิดเอง เน้นบูรณาการวิชา ใช้หลักเหตุผลแบบ Deductive มากกว่า Inductive
ครูไสว อุ่นแก้ว ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้เล่าให้ฟังว่า กลุ่มเป้าหมายในโครงการเพาะพันธุ์ปัญญา คือ นักเรียนชั้น ม.๒ จำนวน ๒ ห้องเรียน เริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ ๑/ ๒๕๕๖ (ผ่านมาประมาณ ๒ เดือน) ทีมครูที่ปรึกษาได้ตกลงกันว่า จะลดการสั่งและสอน เพิ่มการเอื้ออำนวยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้นักเรียน จะพยายามควบคุมอารมณ์ให้สงบ “จะไม่จี๊ด” สร้างความตระหนักให้นักเรียนในการปฏิบัติจนเกิดทักษะและความเข้าใจ ในการเรียนรู้แบบ RBL เช่น ทำผลิตภัณฑ์จากเตยหนาม ซึ่งเป็นการเรียนรู้อย่างบูรณาการ จากการทำโครงงาน ได้เรียนรู้เป็นทีม เกิดความสามัคคี รู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ครูไสวเห็นว่า การเรียนรู้เช่นนี้จะทำให้เด็กเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี จะเติบโตจาก “ราก” ที่แข็งแรง เด็กจะได้เรียนรู้จากสาระการเรียนรู้เพิ่มเติม “โครงงาน” ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีเวทีให้นักเรียนได้นำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น อย่างรู้คุณค่าและภาคภูมิใจ อาทิ เครื่องล้างไข่ เครื่องคัดแยกมะนาว เครื่องเย็บแผ่นยาง เครื่องสอยมะนาว อุปกรณ์แกะทุเรียน 
เสียงจากผู้ปกครองนักเรียน ชั้น ม.๕ ที่ลูกเคยได้เรียนรู้โครงงานจากครูไสว ได้สะท้อนความรู้สึกว่า ดีใจที่ลูกได้เข้าร่วมโครงการ ได้เห็นความอดทน กล้าพูด รู้จักแบ่งเวลา และมีความรับผิดชอบสูงของลูก แทบไม่อยากเชื่อว่าลูกจะนำเสนอและตอบคำถามได้อย่างชัดเจน ในระหว่างประกวดโครงงาน สิ่งที่ผู้ปกครองเต็มใจให้การสนับสนุนก็เพราะเห็นว่าลูกได้ความรู้ แม้ว่าลูกจะต้องไปพักค้างที่โรงเรียน หรือกลับบ้านไม่ตรงเวลา หรือต้องตระเวนไปเก็บข้อมูล ตัวแทนคุณแม่คนนี้บอกว่า “ใครจะว่าอะไรก็ชั่งเขา แม่ลูกเราเข้าใจกันก็เพียงพอแล้ว”
คณะครูที่ร่วมรับผิดชอบการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้น ม.๒ ได้สะท้อนความรู้สึกว่า รู้สึกท้าทายที่จะได้ฝึกทักษะนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ต้องเร่งฝึกฝนนักเรียน ให้นักเรียนนำความรู้ไปใช้ให้ได้ ได้มาทำหน้าที่ครูที่ปรึกษา ได้ทำหน้าที่ตั้งคำถามให้นักเรียนตอบ ทำให้ได้เรียนรู้ไปกับนักเรียนด้วย นอกจากนั้น ยังได้นำความโดดเด่นของธรรมชาติวิชามาช่วยเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย เช่น ศิลปะช่วยให้นักเรียนสามารถสื่อสารความคิดออกมาได้ชัดเจนขึ้น  
          นักเรียนชั้น ม.๕ กลุ่มหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากครูไสวมาต่อเนื่องได้เล่าถึงสิ่งที่ได้รับการกระบวนการเรียนรู้เช่นนี้คือ (๑) การเรียนรู้ที่ต้องลำบากในการค้นคว้าและสรุปความรู้เอง ทำให้รู้สึกเห็นคุณค่าของความรู้ที่มีอยู่ในหนังสือมากขึ้น (๒) การเรียนรู้แบบโครงงานทำให้ได้ฝึกให้กล้าในการออกไปเก็บข้อมูล ได้ฝึกพูด และรู้จักจัดการเวลา (๓) การเรียนรู้เช่นนี้ทำให้แสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาหลากหลายวิธีจนสามารถค้นพบวิธีการที่ดีที่สุด เช่น หาวิธีทำมีกรีดยางให้ได้หน้ายางสม่ำเสมอ (๔) เรียนรู้โครงงานยางพาราทำให้ได้เรียนรู้การทำอาชีพของพ่อแม่ เช่น ฝึกกรีดยางจนเป็น ก็สามารถช่วยผู้ปกครองได้ และ (๕) ได้รับประสบการณ์ตรงและฝึกความอดทน

ข้อคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช:
(๑) การเรียนรู้เช่นนี้คือ Project-based Learning นักเรียนได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่เรียนแบบผิวเผิน
(๒) มี ๓ อย่างที่ควรทำเพื่อให้การเรียนรู้ลงลึกมากขึ้น ได้แก่ หนึ่ง-ให้เขียน Diary สะท้อนความคิดความรู้สึกเกี่ยวกับงานนั้นด้วยตนเอง ถือว่าเป็น Personal Journal สอง-Present นำเสนอผลของโครงงานหลากหลาย และสังเคราะห์ความเข้าใจ สาม-ทำ Group Reflection หรือ AAR เพื่อให้รู้รอบด้าน
(๓) ในการจัดการเรียนรู้ครูจะต้องตั้งความหวังว่า จะให้นักเรียนได้รับและเรียนรู้ทฤษฎีใด มีการยกทฤษฎีนั้นๆ มาให้นักเรียนได้วิเคราะห์วิพากษ์ เพราะชิ้นงานที่นักเรียนจัดทำขึ้นนั้น ไม่ใช่เครื่องการันตีว่านักเรียนจะได้เรียนรู้ลึก
(๔) เป้าหมายในการจัดการศึกษามี ๕ ด้านคือ ปัญญา อารมณ์ สังคม จิตวิญญาณ และร่างกาย ซึ่งในการเรียนรู้แต่ละครั้งต้องตรองดูว่า นักเรียนได้ครบถ้วนทุกด้านหรือไม่
(๕) ครูควรร่วมกันตั้งเป้าหมายและประเมินการเรียนรู้ว่า สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้นั้นตรงกับที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งวิธีการประเมินควรเอาแนวมาจาก PISA เป็นการอิงความเข้าใจ ไม่ใช่อิงความรู้ ดังนั้น ครูควรเลิกสอนความรู้ แต่ควรไปโค้ชให้นำความรู้ไปใช้จริง
(๖) เรียนแบบโครงงานต้องไม่เป็นภาระเพิ่มขึ้น จะต้องให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนตามปกติ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มขึ้น ต้องอยู่ในงานปกติ ไม่ว่าโครงงานใดๆ ก็จะได้ทุกกลุ่มสาระ เช่น โครงงานทำนา ชั้น ป.๕-๖ ของโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้นักเรียนได้กลอนดลใจจากงานที่เรียนรู้อย่างงดงาม ข้อเสนอเพื่อให้เป็นการเรียนรู้ปกติก็คือ Project-based Learning + Journal/Diary & Present & Group Reflection
(๗) ควรใช้ Flipped Classroom
(๘) สถาบันผลิตครู ควรนำใช้เปลี่ยนวิธีการผลิตครู ให้ได้ครู 21st century skills ก็คือ ครูที่สอนแบบไม่สอน

ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย: น่าสนใจและน่าชื่นชมในกระบวนการเรียนรู้ ที่เด็กเป็นคนตั้งโจทย์ และเป็นโจทย์จากชีวิตจริง เป็นการสอนโดยใช้คำถาม และให้ทบทวนตนเอง ซึ่งเด็กจะเกิดการเรียนรู้ในทุกขณะของการค้นหาคำตอบ

คุณสมหมาย ปาริจฉัตต์: ได้เห็นถึงการปรับกระบวนการเรียนรู้ เป็นการวิจัยที่ไม่ขึ้นหิ้ง ข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า เด็กดีขึ้น ถือเป็นทางออกของการศึกษาไทย เห็นครูไสวแล้วนึกถึงครูเรฟ เอสควิท (Rafe Esquith) ผู้เขียนหนังสือครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ ซึ่งคำสำคัญคือ สอนน้อยเรียนให้มาก (Teach Less Learn More) ได้เห็นครูมีความมั่นใจ และหากมีผู้บริหารโรงเรียนช่วยให้การสนับสนุนจะไปได้ดี และควรช่วยขยายให้มีครูเช่นนี้ให้มากขึ้น

สะท้อนคิดจากการได้เรียนรู้: ผมได้รับรู้สิ่งดีอย่างน้อย ๓ ประการ และเห็นถึงความท้าทาย ๑ ประการ ดังนี้
          สิ่งดีที่เห็น ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ครูไสว ได้สะท้อนให้เห็นลักษณะของครูที่สังคมมุ่งหวังหลายประการ อาทิ ครูที่มีความเชื่อมั่น เข้มแข็ง ลึกซึ้งในกระบวนการที่ผ่านการปฏิบัติมาอย่างชำนาญ มีความใส่ใจและเกาะติดการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความสามารถในการมองเห็นภาพรวมและลงลึกในกระบวนการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีการคิดไตร่ตรอง ทบทวน และปรับวิธีปฏิบัติของตนอยู่เสมอ มีความระมัดระวังไม่ให้การกระทำของตนเองไปปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน และมีลักษณะของโค้ชที่ดี (๒) คณะครูที่ร่วมทีมในโครงการนี้ทั้ง ๔ คน มีความตั้งมั่นในหลักการที่จะไม่ให้อารมณ์โกรธเข้ามาปะปนในการจัดการเรียนรู้ จะคอยสะกิดเตือนกัน รวมทั้งพยายามนำจุดเด่นของแต่ละคนมาเป็นพลังเสริมทีมครูและสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน และ(๓) การให้ผู้เรียนมาเข้าค่ายเพื่อเรียนรู้โครงงานนั้น หากตัดประเด็นเรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้น ก็จะเห็นเชิงเปรียบเทียบกับกีฬา จะพบว่าการเข้าค่ายกีฬาก็เพื่อฝึกฝนทักษะการเล่นเพื่อให้ชนะในเกม ส่วนการเข้าค่ายโครงงานก็เป็นการฝึกฝนกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ชนะตนเองและเตรียมทักษะไปใช้ในชีวิตจริง
          สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความท้าทาย ๑ ประการ ของโครงการลักษณะนำร่องเช่นนี้ก็คือ การขยายวิธีปฏิบัติแบบครูไสวให้กระจายและฝังอยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูทั้งโรงเรียน โดยเริ่มต้นจากโรงเรียนที่มีครูแกนนำ ครูต้นแบบ ก่อนที่จะขยายไปสู่โรงเรียนอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ ดังที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เปรียบเทียบโครงการพัฒนาครูเช่นนี้เป็น “น้ำยาอุทัยทิพย์” ที่จะค่อยๆ เหยาะให้สีของน้ำ (ครูทั่วไปอีก ๕ แสนคน) ให้เปลี่ยนวิธีสอนในลักษณะนี้ ดังนั้น ผลกระทบของโครงการจะต้องพิจารณาว่า สีของน้ำยาอุทัยทิพย์ไปสร้างสีสันให้กับครูอื่นเพียงใด และตัวชี้ความสำเร็จ
ก็ควรเห็นได้จากน้ำที่อยู่ในตุ่มเดียวกันนี้ (ครูในโรงเรียนเดียวกัน) ก็ควรเรียนรู้และปรับเปลี่ยนก่อน เพราะอยู่ใกล้ได้สัมผัสโดยตรง สำหรับโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์นี้มีหลายปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จหลายประการ อาทิ มีนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ามาร่วมพัฒนาใกล้ชิด มีครูไสวที่ทำเป็นแบบอย่าง โรงเรียนสังกัด อบจ.ศรีสะเกษที่น่าจะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการสู่การเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

-----------------------------------------

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปฏิรูปการเรียนรู้: คิด-คิด-คิด

 ปฏิรูปการเรียนรู้: คิด-คิด-คิด
พิทักษ์ โสตถยาคม

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2556 เวลา 15.30-17.00 น. ผมได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมเรื่อง ปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ: ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาหลายคนเข้าร่วม การประชุมมุ่งพิจารณา 4 ประเด็น คือ (1) ทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในแต่ละช่วงวัย (2) ปรับกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิด (3) ปรับการวัดและประเมินผลที่สะท้อนความสามารถของผู้เรียน และ(4) สร้างกลไกการกำกับติดตามอย่างครบวงจร แม้ว่าผมจะไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้น เพราะไปเข้าอบรมโครงการผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (นปศ. รุ่นที่ 1) ระหว่าง 15-18 ส.ค. 2556 โดยความร่วมมือของ ศธ. และ สสส. ที่ สคบศ.(วัดไร่ขิง) แต่ก็เห็นประเด็นที่น่าสนใจในช่วงท้ายของการประชุมได้ดังนี้


1.    มุ่งเน้น “ส่งเสริมกระบวนการคิด” โดยจะมี “ตัวช่วย” ในการจัดการเรียนการสอน ทั้ง 5 เรื่อง ได้แก่ (1) หลักสูตร (2) องค์ความรู้การส่งเสริมการคิด (3) การเผยแพร่ความรู้สู่ครู (4) การส่งเสริมของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ(5) การสนับสนุนของส่วนกลาง รวมทั้งจะมีความชัดเจนในบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในการมุ่งเป้าหมายไปที่ความสามารถในการคิดของผู้เรียนและการเป็นส่วนหนุนเสริมการทำหน้าที่ของครู
2.    ใช้การวัดและประเมินผลเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ Assessment-Driven Reform ปรับการวัดและประเมินผลระดับชาติ ให้เน้นการคิด จะมีการกำหนดนิยามให้ชัดเจนเข้าใจตรงกัน โดยเครื่องมือวัดผลจะเป็นลักษณะข้อสอบ PISA รวมทั้งให้มีการทดสอบได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง ดังนั้น จะมีคลังข้อสอบที่ส่วนกลางจัดทำขึ้น และจะนำไปสู่การประเมินเพื่อการเรียนรู้ (Assessment for Learning) ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีกระบวนการปลูกฝังและพัฒนาความชื่อสัตย์ในการประเมินด้วย
3.    ควรทบทวนมาตรฐานด้านผู้เรียนและให้ได้ข้อยุติร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สพฐ. สทศ. สมศ. ว่าจะยังคงใช้ 6 มาตรฐานนี้อยู่หรือไม่ [ผมเข้าใจว่าคือ มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีมาตรฐานด้านผู้เรียน 6 มาตรฐาน ได้แก่ (1)  ผู้เรียนมีสุขภาวะที่ดีและมีสุนทรียภาพ (2) ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ (3)  ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง (4)  ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล (5) ผู้เรียนมีความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นตามหลักสูตร และ(6)  ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้  และมีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต]
4.    ต้องมีพันธสัญญา (commitment) ของส่วนกลาง เขต และโรงเรียนที่ชัดเจน เป็นเหมือนสิ่งที่ “รับปากแล้วต้องทำ” รวมทั้งมีระบบกลไกการกำกับติดตามแบบครบวงจร ที่ประชุมได้รับทราบการเตรียมใช้กระบวนการ Triple A ของ สพฐ.ในการติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายครั้งนี้ AAA ประกอบด้วย Analyze (นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านโอกาส, คุณภาพ, การพัฒนาครู, ICT และระบบบริหาร) Alert (นำข้อมูลการปฏิบัติมาแสดงผลเพื่อเฝ้าระวังเป็นสีเขียว-เหลือง-แดง พร้อมใช้การประชุมหา solutions-แนวทางการแก้ไข) Action (ลงมือปฏิบัติเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน) ซึ่งการติดตามผลด้วย Triple A นี้สามารถเรียกดูผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ระบบ iOS และ Android ทั้งนี้ อาจผนวก Triple A อยู่ในรายงานประจำปีของโรงเรียนที่เป็นส่วนหนึ่งในการประกันคุณภาพภายใน
5.    จะมีการตั้งวงพูดคุย/ Workshop ของผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงาน เพื่อกำหนดแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนพัฒนากระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสาระการเรียนรู้ 4 กลุ่มสาระ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ และภาษาไทย

จะเห็นได้ว่าการประชุมวันนี้ เป็นการกระตุ้นความคิดและสร้างความเข้าใจร่วมกัน ของหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นกระบวนการ “ตั้งโจทย์” เพื่อนำไปร่วมคิด ร่วมทำเพื่อให้สิ่งที่เป็นความพยายามมาอย่างยาวนานได้เกิดขึ้นและเป็นจริง

สะท้อนคิด: กระทรวงศึกษาธิการหยิบเรื่อง “การส่งเสริมกระบวนการคิด” มาเอาจริงอีกครั้ง จำเป็นต้องหากลยุทธ์การขับเคลื่อนใหม่เพื่อสื่อสารเรื่องการคิดให้ไปถึงครูผู้สอนให้เร็วที่สุด ให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน สามารถวิเคราะห์การสอนของตนเองได้ ว่าสอดคล้องกับการสอนที่เน้นการคิดมากน้อยเพียงใด วิเคราะห์ผู้เรียนแต่ละคนได้ว่ามีระดับความสามารถในการคิดเพียงใด และเห็นเส้นทางการพัฒนาเพื่อยกระดับความสามารถในการคิดให้สูงขึ้น จนครูสามารถปรับปรุงหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนพัฒนาการคิด นำไปสู่การสอนจริงจนเกิดความมั่นใจ และครูใช้การจัดการเรียนการสอนที่เน้นการคิดอย่างเป็นวิถีชีวิต เป็นประจำสม่ำเสมอ เพราะการเรียนการสอนระดับห้องเรียนเป็น Focal Point ของการพัฒนากระบวนการคิด สำหรับการพัฒนาครูจะต้องมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ครูเกิดแรงจูงใจภายใน ค้นพบแรงบันดาลใจด้วยตนเอง เข้าใจและตระหนักด้วยตนเองในเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตนเองและการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งควรมีระบบการช่วยเหลือพัฒนาครูแบบหนุนนำต่อเนื่อง ที่มากเพียงพอ ที่จะทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านมีประสิทธิผล  ไม่เกิดขึ้นเพียงลำพัง หรือตามยถากรรม อาจใช้ระบบการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยง (coaching and mentoring) ที่เรามีต้นทุนเดิมอยู่แล้วเป็นตัวช่วยหนึ่ง ซึ่งเมื่อครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการคิดแล้ว เชื่อได้ว่า ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูและผู้เรียน จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

------------------------------------------------