หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูปการเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปฏิรูปการเรียนรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รายงาน คสช.: Education Reform Lab

ความคืบหน้าการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. เพื่อรายงาน คสช.
โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน
พิทักษ์ โสตถยาคม (20 พ.ย. 2557)
การรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 ขอแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย (1) แผนการดำเนินงานโครงการ (2) ความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ และ(3) สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งมีข้อมูลโดยสรุป ดังนี้

ส่วนที่ 1 แผนการดำเนินงานโครงการ
แผนการดำเนินงานในการนำเสนอครั้งนี้จะประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ กรอบการดำเนินงาน และแผนการดำเนินงาน ซึ่งเป็นภาพรวมของโครงการในการดำเนินงานและการขยายผลระยะยาว ดังนี้

กรอบการดำเนินงาน
จากนโยบายการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย) ที่มุ่งวางยุทธศาสตร์ระยะยาวและระบบการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น มีทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 และมีความเป็นพลเมืองไทยที่ดี เริ่มต้นด้วยการนำร่องกระจายบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างจริงจังไปยังเขตพื้นที่การศึกษา หนุนเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูเพื่อปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน พร้อมปลดล็อกอุปสรรคการบริหารจัดการศึกษาที่ขัดขวางการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยตนเองของโรงเรียน ด้วยการปฏิรูปการเรียนรู้เต็มรูปแบบ (Full Scheme Model) และดำเนินการวิจัยคู่ขนานให้ได้ข้อค้นพบเชิงประจักษ์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานในวงจรการปฏิบัติระยะต่อไป ซึ่งกำหนดกรอบการดำเนินงานเบื้องต้นไว้ จำนวน 3 ปีต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2558-2560 หรือ พ.ศ.2557-2560 ดังแผนภาพ

แผนงาน
โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อนำร่องกระจายอำนาจลงสู่เขตพื้นที่การศึกษา โดยการแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษาระดับโรงเรียน ในด้านการบริหารบุคคล งบประมาณ และการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยตนเอง (2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในสาระวิชาหลักให้สูงขึ้นกว่าเดิม และการพัฒนาผู้เรียนทันทีอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะศตวรรษที่ 21 และความเป็นพลเมืองไทยที่ดี (3) เพื่อติดตามประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และการปฏิรูปการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียน โดยใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาความดีความชอบของผู้บริหารและครู

ลักษณะการดำเนินงานเป็นนำร่องปฏิรูปการเรียนรู้เต็มรูปแบบ โดยใช้สำนักงานเขตพื้นที่เป็นฐาน และส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้บริหารของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนได้ใช้ศักยภาพและภาวะผู้นำการเรียนการสอนอย่างเต็มพิกัด ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่คุณภาพผู้เรียน พร้อมทั้งสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงานเป็นทีม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลการปฏิบัติการสอนร่วมกัน ซึ่งเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนของผู้บริหารและครูทุกคนเพื่อทำให้ลูกศิษย์แต่ละคน และทุกๆ คนเจริญงอกงามรอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของการดำเนินการในระยะ 3 ปี (ปีงบประมาณ 2558-2560) ดำเนินการพัฒนาโรงเรียนนำร่องครบ 100% ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด (225 เขต) มีโรงเรียนนำร่องทั้งสิ้น 3,375 โรงเรียน

สำหรับจำนวนโรงเรียนเป้าหมายแต่ละปีของแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะมีโรงเรียนเข้าร่วมปฏิรูปการเรียนรู้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปีแรกจะเริ่มต้นในโรงเรียน จำนวน 15 โรงเรียนและเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ เมื่อเข้าสู่ปีที่สองของการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะมีโรงเรียนเข้าร่วมปฏิรูปการเรียนรู้เพิ่มเป็น ร้อยละ 30 ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ และจะเพิ่มเป็น ร้อยละ 50 ของโรงเรียนในเขตพื้นที่เมื่อดำเนินการครบปีที่ 3 นั่นหมายความว่า หากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการครบ 3 ปีนับจากเริ่มเข้าโครงการ จะมีโรงเรียนร่วมกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 50 ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ หรืออาจกล่าวได้ว่า จะมีโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้ครึ่งประเทศ หรือไม่น้อยกว่า 15,000 โรงเรียน ซึ่งรายละเอียดของจำนวนโรงเรียนเป้าหมายแต่ละปี ดังตาราง ต่อไปนี้


ส่วนที่ 2 ความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ
ความก้าวหน้าในการดำเนินงานเป็นสิ่งที่ได้ดำเนินการแล้วเพื่อมุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายของการทำงานในระยะแรกของปีที่ 1 นั่นคือ ให้ได้พื้นที่นำร่องทดลองปฏิรูปการเรียนรู้เต็มรูปแบบ จำนวน 20 เขต รวมทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรในพื้นที่ และวางระบบกลไกการส่งเสริมสนับสนุนและวิจัยติดตามผลด้วย ซึ่งมีกิจกรรมที่ได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

รายการ
ผู้เข้าร่วม
วันเวลา สถานที่
ผลการดำเนินงาน
1. ประชุมวางแนวทางดำเนินงานโครงการ
ทปษ.รมว.ศธ., ผช.เลขานุการ รมช.ศธ. เลขาธิการ กพฐ. รองเลขาธิการ กพฐ. ผอ.สำนักที่เกี่ยวข้องใน สพฐ.
24 ต.ค. 2557 ณ สพฐ.
ได้หลอมรวมความคิดระดับนโยบายเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ วางหลักการทำงาน กระบวนการ ผู้รับผิดชอบหลักของ สพฐ. และแหล่งงบประมาณเพื่อดำเนินการ

2. สร้างความเข้าใจภาพรวมโครงการให้ ผอ.เขตพื้นที่ทราบในการประชุม ผอ.สพป./ สพม.ทั่วประเทศ และให้แจ้งความประสงค์ร่วมโครงการ
ผอ.สพป./ สพม.ทั่วประเทศ จำนวน 225 คน, เลขาธิการ กพฐ.และผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ., ทปษ.รมว.ศธ., ผช.รมต.ศธ., ผช.เลขานุการ รมช.ศธ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของ สพฐ.
30 ต.ค. 2557 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่
ผอ.สพป./ สพม. ทั่วประเทศได้รับทราบเป้าหมายเจตนาของโครงการ และแจ้งความประสงค์เข้าร่วมเป็นพื้นที่นำร่องดำเนินงานโครงการ โดยเขียนใบสมัคร จำนวน 153 เขตพื้นที่ คิดเป็นร้อยละ 68 ของสำนักงานเขตพื้นที่ทั้งหมด

3. ประชุมคณะทำงานเพื่อวางแนวทางดำเนินงานและพิจารณาข้อมูลของเขตพื้นที่ที่สมัครและจัดส่งข้อมูล SWOT Analysis เข้ามายัง สพฐ.
คณะทำงาน สพฐ. โดย ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาและคณะ และ ทปษ.รมว.ศธ.และคณะ
7 พ.ย. 2557 ณ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ.
ได้รับทราบนโยบาย รมว.ศธ.เกี่ยวกับแนวทางนำร่องทดลองปฏิบัติการลงสู่เขตพื้นที่การศึกษาเต็มรูปแบบ เป็นการหนุนเสริมเชิงวิชาการและปลดล็อคอุปสรรคปัญหาการบริหารจัดการ และพิจารณาข้อมูลเขตพื้นที่ รวมทั้งเลือกเขตพื้นที่นำร่อง จำนวน 20 เขต ในจำนวนนี้มีเขตที่ทับซ้อนกับโครงการ Area-based Education: ABE อยู่ส่วนหนึ่ง เพื่อดูผลในมิติการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในจังหวัดด้วย
4. ประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณากรอบการดำเนินงาน
ทปษ.รมว.ศธ.และคณะ ผช.เลขานุการ รมช.ศธ. และคณะทำงาน สพฐ. โดย ผอ.สนก. และคณะ
12 พ.ย.2557 ณ ห้อง ทปษ.รมว.ศธ.
ได้กรอบการดำเนินงานที่ชัดเจนจากนโยบาย รมว.ศธ.เพื่อนำไปสู่การนำร่องในปีที่ 1 จำนวน 60 เขต (ระยะแรก 20 เขต ระยะที่สอง 40 เขต) และแผนการขยายผลเต็มพื้นที่ 225 เขต ในระยะเวลา 3 ปี หากการดำเนินการระยะนำร่องได้ผลดี
5. ประชุม ผอ.สพป./ สพม.ที่จะนำร่องระยะแรก จำนวน 20 เขต เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
รมว.ศธ., ผช.รมต.ศธ., ทปษ.รมว.ศธ., ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ., ผอ.สพป./ สพม. คณะทำงาน สพฐ. โดย ผอ.สนก.และคณะ และผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สกศ.
14 พ.ย.2557 ณ สพฐ.
ผอ.สพป./ สพป.ได้เห็นพ้องกับเป้าหมายโครงการและแสดงเจตจำนงที่จะร่วมทำให้สำเร็จ รวมทั้งได้รับรู้รับทราบความตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่แท้จริงของ รมว.ศธ.โดยผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่นำร่องที่จะเริ่มต้นดำเนินการในเดือนมกราคม 2557
6. ประชุมคณะทำงานเตรียมการประชุม Reform Lab และ Coaching Lab จุดที่ 1 ของโครงการ
คณะทำงานของ ทปษ.รมว.ศธ., คณะทำงานของ สพฐ. และคณะทำงานของ สกศ.
15 พ.ย.2557 ณ สพฐ.
ได้แนวปฏิบัติในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Reform Lab) และจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน (Coaching Lab) ณ สพป.ภูเก็ต
7. ประชุมหารือเติมเต็มแนวทางการดำเนินงานโครงการจากภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนา
ทปษ.รมว.ศธ., ผชช.พิเศษด้านวิชาการและพัฒนากระบวนการเรียนรู้  สพฐ. คณะทำงานของ สพฐ. และคณะทำงานของ สกศ., มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย, มูลนิธิสยามกัมมาจล
18 พ.ย.2557 ณ สพฐ.
ได้เห็นภาพรวมของโครงการและบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการชัดขึ้น โดยเฉพาะการวิจัยติดตามผลโดย สกศ.

ส่วนที่ 3 สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป
การดำเนินการต่อจากนี้จะเป็นการทำงานลงลึกและเกาะติดกระบวนการพัฒนาของสำนักงานเขตพื้นที่นำร่องทั้ง 20 เขต และประกบด้วยการวิจัยติดตามผลเพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่ชัดเจนอันนำไปสู่การขยายไปสู่เขตพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีประเด็นที่จะต้องดำเนินการ อย่างน้อย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การสร้างความเข้าใจให้บุคลากรของเขตพื้นที่ การส่งเสริมสนับสนุนของกระทรวงศึกษาธิการและ สพฐ. การดำเนินการปฏิรูปเต็มรูปแบบของเขตพื้นที่ และการวิจัยติดตามผลของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีรายละเอียดของข้อมูล ดังนี้


1. เสริมสร้างความเข้าใจเขตนำร่อง เพื่อทำความเข้าใจในโครงการ การจัดทำแผนปฏิบัติการ และการปฏิบัติการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียน โรงเรียน และการบริหารจัดการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยจะจัดสัมมนาปฏิบัติการ จำนวน 2 กิจกรรม ได้แก่ (1) การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Reform Lab) จำนวน 3-6 ครั้ง โดยใช้เขตพื้นที่ในโครงการ Area-based Education: ABE เป็นเจ้าภาพ ซึ่งครั้งที่ 1 ณ สพป.ภูเก็ต ในวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2557 และ(2) การสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน (Coaching Lab) เป็นการสร้างความเข้าใจและเสริมศักยภาพผู้แทนเขตพื้นที่ เขตพื้นที่ละ 20 คน ประกอบด้วย ผอ.สพป./ สพม. 1 คน ทีมวิชาการของเขต 4 คน และผู้อำนวยการโรงเรียน 15 คน ซึ่งจะจัดทั้งสิ้น 6 ครั้ง ดังนี้
2. จัดปัจจัยเกื้อหนุนและระบบส่งเสริม กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดปัจจัยเกื้อหนุน และระบบส่งเสริมการดำเนินงานให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
3. ปฏิบัติการเต็มรูปแบบ สำนักงานเขตพื้นที่ดำเนินการนำร่องปฏิบัติการเต็มรูปแบบ
4. วิจัยติดตามผลทุกระยะ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาวิจัยติดตามโครงการเพื่อศึกษาระบบการจัดการแบบใหม่และผลที่เกิดขึ้นที่คุณภาพครูและผู้เรียน ระยะ 3 เดือน 6 เดือน และตลอดโครงการ

----------------------------------------

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

คณะปฏิรูป สพฐ.: กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายใน

คณะปฏิรูป สพฐ.: กระบวนการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
พิทักษ์ โสตถยาคม
17 พ.ย. 2557

ผมได้รับการประสานจากทีมของผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ให้ช่วยนำ (ร่าง) คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ผ่านการพิจารณาของ กพฐ. และเลขาธิการ กพฐ. ไปให้ประธาน กพฐ. (ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์) ลงนาม เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2557 ซึ่งประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ อาจารย์สุรัฐ ศิลปอนันต์ และมี ผอ.สนผ.เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ 

สำหรับเรื่องการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานนี้ ผมได้ฟังท่านเลขาธิการ กพฐ. (ดร.กมล รอดคล้าย) กล่าวในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ภายหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ประมาณ 2 เดือน (เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2557) ว่า สพฐ.จะเดินหน้าปฏิรูปการศึกษา ใช้โอกาสนี้ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน และจะเรียนเชิญ ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ ประธาน กพฐ. มาเป็นประธานอำนวยการปฏิรูปของ สพฐ. ผมเข้าใจว่า จากจุดนี้เอง สพฐ.จึงได้เสนอ กพฐ.ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมีหน้าที่หลักคือ เสนอรูปแบบ กระบวนการ และแนวทางปฏิรูปการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหวังให้เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปจากภายในของ สพฐ.และการศึกษาขั้นพื้นฐาน

คณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย บุคคลจาก 3 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. จำนวน13 คน ได้แก่ เลขาธิการ กพฐ. รองเลขาธิการ กพฐ.ทุกคน ที่ปรึกษา ผอ.สำนัก และผู้เชี่ยวชาญ สพฐ  กลุ่มที่สองเป็นคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จำนวน 10 คน อาทิ นายมีชัย วีระไวทยะ นายอาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ กลุ่มที่สามเป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก อาทิ รศ.ประภาภัทร นิยม นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ดร.พิษณุ ตุลสุข รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย นอกจากนั้นยังมีผู้ช่วยเลขานุการอีก 7 คน ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วยครับ

 ภาพในบรรทัด 1

ภาพในบรรทัด 2


ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 ผมได้มีโอกาสคุยกับประธานคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์) ช่วงที่ถือคำสั่งไปให้ท่านลงนาม ท่านได้เล่าให้ฟังถึงเป้าหมายเจตนา กระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการ และฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ดังนี้
1. ระดมความคิดระดับสำนักงาน โดยเชิญชวนผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษา สพฐ. ผอ.สำนัก และผู้เชี่ยวชาญ สพฐ. มาประชุมเพื่อร่วมกันระดมความคิดเพื่อตอบคำถาม ที่จะตั้งคำถามล่วงหน้าให้ผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมได้เตรียมคิดมาก่อน อย่างน้อย 2 คำถาม คือ
1) หลักการปฏิรูปคืออะไร
2) ประสบการณ์หรือบทเรียนของการปฏิรูปที่แต่ละคนได้เรียนรู้มามีอะไรบ้าง ทั้งจากการปฏิบัติ การศึกษาดูงาน หรือการศึกษาค้นคว้า ใน 2 ประเด็นคือ
2.1.1) มีอะไรดีๆ ที่จะใช้ในการปฏิรูปให้สำเร็จ ทั้งที่ สพฐ.ทำเอง และที่ได้รับรู้จากที่คนอื่นทำ เพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้พิจารณาในการปฏิรูปครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด
2.1.2) มีอะไรที่เป็นอุปสรรคปัญหาและปั่นทอนการปฏิรูปที่ผ่านมาบ้าง
2. ประชุมคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งแรก โดยจะมี 2 วาระสำคัญ ได้แก่ (1) การพูดคุยเกี่ยวกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะอนุกรรมการชุดนี้ และ(2) การระดมความคิดในระดับกรรมการ ลักษณะการทำงานของคณะอนุกรรมการจะเป็นแบบร่วมคิดร่วมทำ แต่ผู้รับผิดชอบหลัก (เจ้าภาพหลัก) ต้องเป็นคนของ สพฐ.ที่จะจริงจังและผลักดันการดำเนินการต่างๆ  ผลผลิตสุดท้ายจะนำไปสู่ 2 ส่วน ประกอบด้วย
2.1 การยกร่างการปฏิรูปการศึกษาของ สพฐ. ซึ่งจะประกอบด้วย การออกแบบการดำเนินการ รูปแบบ วิธีการทำงาน กระบวนการ/ ขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ
2.2 การสร้างแผนยุทธศาสตร์ ที่เป็นเสมือนร่มขนาดใหญ่ที่คลุมการปฏิบัติของสำนักงานในส่วนกลาง สำนักงานเขต และโรงเรียน ซึ่งเป็นดั่งแผนปฏิรูปการศึกษาหลัก ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันและยึดถือนำไปปฏิบัติว่า จะขับเคลื่อนการดำเนินงานอะไร อย่างไร หรืออาจออกมาเป็นโครงการใหญ่ เช่น โครงการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน    
3. ระดมความคิดบุคลากรจากสำนักงานเขตและโรงเรียน เป็นการนำร่างการปฏิรูปการศึกษาของ สพฐ.ไปให้คนของเขตและโรงเรียนได้เสริมเติมเต็ม เป็นการดึงการมีส่วนร่วม และให้ทุกส่วนของ สพฐ.ได้ตระหนักถึงสิ่งที่เราจะคิดและจะทำการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกันนับต่อจากนี้ ซึ่งการจัดระดมความคิดนี้อาจจัดขึ้น 1 ครั้ง แต่ให้มีตัวแทนมาจากทุกกลุ่มของ สพฐ. เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะนำไปสู่การยกร่างกระบวนการและขั้นตอน เป็นแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของ สพฐ.
4. สัมมนาใหญ่ระดับชาติ เพื่อนำเสนอแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของ สพฐ. ซึ่งจะนำโดยเลขาธิการ กพฐ. เป็นการรับฟังความคิดความเห็นจากผู้รู้จากภายนอก และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดการศึกษามาร่วมเสริมเติมเต็มแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปของ สพฐ. นับว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนในวงกว้างได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานของ สพฐ.ด้วย
5. ดำเนินงานโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ อาจเรียกชื่อว่า โครงการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ โครงการโรงเรียนในอนาคต (School of Future) ที่จะเป็นโรงเรียนเพื่อเด็กในอนาคต อาจใช้กรอบ 21st Century Skills ที่มีความชัดเจนในด้านเนื้อหาสาระและระบบสนับสนุนที่ควรพิจารณาดำเนินการ 

ซึ่งการทำงานของคณะอนุกรรมการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเดินหน้าไป พร้อมๆ กับการปฏิรูปประเทศในด้านอื่นๆ สำหรับการปฏิรูปการศึกษาอยู่ในความสนใจและหลายหน่วยงานคิดและทำด้วยเจตนาดีอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายก็ต้องส่งข้อเสนอให้ผู้มีอำนาจมาช่วยเปลี่ยนแปลงกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. แต่การที่ สพฐ.ตระหนักเห็นประโยชน์ของการปฏิรูป และเข้าร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายในด้วยตนเอง น่าจะช่วยให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วกว่าเดิม
---------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน
พิทักษ์ โสตถยาคม
26 ตุลาคม 2557

            เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2557 เวลา 15.45-18.00 น. ณ ห้องประชุม สพฐ.2 มีการประชุมหารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ผู้ร่วมประชุม ได้แก่ (1)  รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (2)  นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (3)  นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (4)  นางรัตนา ศรีเหรัญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (5)  นายรังสรรค์ มณีเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (6)   นางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิชาการและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (7)  นายพิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาด้านเครือข่ายและการมีส่วนร่วม (8)  นายชวลิต โพธิ์นคร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (9)  นางบรรเจอดพร สู่แสนสุข         รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (10)  นายมานิต สิทธิศร ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 (11)  นายพิทักษ์ โสตถยาคม นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา และ(12)  ผู้แทนสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา สาระการประชุมมีดังนี้

          รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม ประธานการประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า การปฏิรูปการศึกษาที่จะดำเนินการต่อจากนี้ไปจะเป็นการปฏิรูปในระดับปฏิบัติการเพื่อให้เกิดผลตามที่คาดหวัง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เป็นการมุ่งเน้นที่การปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน มีการพัฒนาครูด้วยการโค้ช มีการสร้างทีมโค้ชขึ้นเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครู และจะขอความร่วมมือสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษามาเป็นผู้วิจัยติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะมุ่งเน้นปฏิรูปการเรียนรู้ จะดำเนินงานโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และ/หรือจังหวัด สำหรับเรื่องการพัฒนาครูที่ดำเนินการโดยหน่วยงานต้นสังกัดและองค์กรต่างๆนั้น ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดูงานภาพรวมของการพัฒนาครูทั้งระบบ

             รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม ประธานการประชุมได้นำเสนอโครงการปฏิรูปการศึกษา “โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และ/หรือจังหวัด” ให้ที่ประชุมพิจารณา โดยชี้ให้เห็นว่า กลุ่มเป้าหมายของโครงการคือ ผู้เรียนและครู แม้จะมีข้อมูลระบุว่าครูเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนมีปัญหา แต่ก็ไม่สามารถละเลย/ทอดทิ้งครูได้ จึงจำเป็นที่จะต้องช่วยกันปั้นแต่งและช่วยเสริมศักยภาพครูให้นำพานักเรียนไปให้ถึงฝั่งฝัน โดยช่วยให้สามารถเลือกใช้นวัตกรรมที่มีอยู่หลากหลายเพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างได้ผล โครงการนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนาผู้เรียน 3 ประการคือ (1) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (2) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ(3) เสริมสร้างคุณลักษณะพลเมืองไทยที่ดี รายละเอียดดังแผนภาพที่ 1-6


แผนภาพที่ 1 จุดมุ่งหมายของโครงการ

แผนภาพที่ 2 หลักการและแนวทาง


แผนภาพที่ 3 ปฏิรูปโดยอิงพื้นที่


แผนภาพที่ 4 ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนทั้งโรงเรียน 


แผนภาพที่ 5 ใช้ระบบที่สร้างความมั่นใจได้ว่าปฏิสัมพันธ์ของครูและเด็กมุ่งสู่คุณภาพจริง


แผนภาพที่ 6 เน้นปรับความสัมพันธ์ของครูและผู้เรียน

         
ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา และมีข้อคิดเห็นดังต่อไปนี้
1. หัวใจคือปฏิรูปการเรียนรู้ คำว่า “ปฏิรูปการเรียนรู้” เป็นคำที่มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ชูประเด็นเป็นแกนหลักในการปฏิรูปการศึกษา เพราะเป็นคำที่ผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็จำเป็นที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญอะไรบ้าง
2. แนวทางชัดต้องปฏิบัติจริงจัง คำหลักของแนวทางที่จะใช้ในโครงการ อาทิ อิงพื้นที่ Coaching เป็นคำสำคัญที่จำเป็นในการปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งในช่วงปฏิบัติการจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและเข้มแข็ง
3. ควรต่อเนื่องระยะยาว ระยะเวลาในการดำเนินโครงการที่กำหนดไว้ จำนวน 2 ระยะ/ เฟส ถือว่าน้อยเกินไป ควรกำหนดให้สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องระยะยาวขึ้น อาจเป็น 8 ระยะ/เฟส เพื่อให้โรงเรียนติดตั้งระบบการปฏิรูปการเรียนรู้อย่างมั่นคงแข็งแรงในโรงเรียนได้
4. โค้ชตัวจริงอยู่ในโรงเรียน ในการพัฒนาโรงเรียนสามารถเลือกใช้นวัตกรรมทั้งการบริหารจัดการและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ได้เองรวมทั้งการโค้ชที่สามารถเลือกทำงานร่วมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยและ/หรือศึกษานิเทศก์ แต่ไม่ควรมองข้ามพี่เลี้ยง (Mentor) ที่อยู่ใกล้ชิดครูและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งมีความสำคัญมาก อาจเป็นครูเก่งในโรงเรียน หรือครูวิชาการในโรงเรียนนั้นๆ และบุคคลที่สำคัญที่สุดที่ควรทำหน้าที่ Coaching and Mentoring ให้ครูในโรงเรียน ก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียน และรองผู้อำนวยการโรงเรียน
5. ควรมีพี่เลี้ยงทางวิชาการให้การชี้แนะ จากผลของชุดโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (โครงการ วพร.) สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่างปี 2545-2547 โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี และคณะ ได้ดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน จำนวน 135 โรงเรียน รวม 49 โครงการ ใน 33 จังหวัด พบว่า พี่เลี้ยงทางวิชาการมีความสำคัญจำเป็นต่อการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียนอย่างยิ่งและมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้หน่วยงานต้นสังกัดสนับสนุนให้มีนักวิชาการภายนอก/พี่เลี้ยงทางวิชาการใช้กระบวนการชี้แนะทางปัญญา (cognitive coaching) ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ของบุคลากรในโรงเรียน ซึ่งในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนที่จะดำเนินการอาจเสนอแนะให้โรงเรียนระบุพี่เลี้ยงทางวิชาการที่โรงเรียนมีความเชื่อมั่นเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาตลอดโครงการ
6. เขตและโรงเรียนเห็นด้วยตั้งแต่ต้น-โครงการมีวิจัยระบบจัดการควบคู่ เห็นด้วยในหลักการของโครงการที่จะใช้ Coaching และนวัตกรรมแล้วไปวัดผลการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเด็ก แต่ประเด็นสำคัญคือ (1) จะทำอย่างไรให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาเห็นดีด้วยตั้งแต่แรกเริ่มโครงการ (2) จะทำอย่างไรให้ได้ 2 ต่อ คือ ได้ทั้งนวัตกรรมที่ส่งผลจริง และได้ปฏิรูประบบงาน/การจัดการแบบใหม่ด้วย ซึ่งการจัดการแบบใหม่ที่จะปลดล็อคปัญหาอุปสรรค จึงควรมีการวิจัยระบบการจัดการใหม่คู่ขนานไปกับกระบวนการพัฒนา เพราะการวิจัยจะช่วยตอบโจทย์หลายเรื่อง เช่น การบริหารจัดการ การสร้างแรงจูงใจ การปรับตารางเวลางานและการสอน หลักสูตร วิธีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม บทบาทกรรมการสถานศึกษา การคิด Unit Cost ฯลฯ ดังนั้น ควรให้หน่วยงานที่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินงานโครงการนี้โดยตรงเป็นผู้วิจัยประเมินผล ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ทั้งนี้ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอมรวิชช์ นาครทรรพ) จะช่วยคัดสรรฝ่ายวิจัยประเมินผลโครงการ
7.  มุ่งสู่ Autonomous school ท้ายที่สุดโรงเรียนในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนจะมีลักษณะโรงเรียนนิติบุคคล ซึ่งจากการสอบถามโรงเรียนที่อยู่ในการส่งเสริมของสถาบันอาศรมศิลป์และโรงเรียนรุ่งอรุณในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการจัดการศึกษา พบว่า โรงเรียนต้องการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัดใหม่ ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น ปรับการสอบ O-NET ให้เหมาะสม ปรับมาตรฐานและตัวชี้วัดการประกันคุณภาพให้เหมาะสม และปรับลดโครงการของกระทรวงศึกษาธิการที่ดึงครูออกจากห้องเรียน/ โรงเรียน
8.  ต่อยอดจากทุนเดิม ควรใช้ต้นทุนที่มีอยู่แล้วมาเป็นฐานของการจัดทำโครงการ เช่น โครงการ Teacher Coaching ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของ สพฐ.และ สกว. หรือเครือข่ายครูของ สสค. หรือโครงการ Area-based Education (ABE) จำนวน 16 จังหวัด ที่มีกลไกการพูดคุยเรื่องการศึกษาในระดับจังหวัด และมีประธานสภาการศึกษาจังหวัดเป็นที่ยอมรับทำหน้าที่ประสานเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่อยู่แล้ว
9. ผู้บริหารเรียนรู้จากหน้างาน-เป็นกัลยาณมิตรนิเทศ ควรพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนให้มีความสามารถในการกำกับติดตามงานได้ และการเลือกโรงเรียนควรพิจารณาจากขนาดโรงเรียนด้วย อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินงานครั้งนี้ ไม่มีเวลาที่จะพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนเป็นการเฉพาะ จึงจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ของผู้บริหารโรงเรียนไปพร้อมๆ กับการพัฒนาครู หรือให้ผู้บริหารโรงเรียนเรียนรู้ไปพร้อมกับครู ส่งเสริมผู้บริหารโรงเรียนให้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรนิเทศให้ได้ เช่นเดียวกับประเทศฟินแลนด์ใช้ Routine to Research ในการพัฒนาครูและผู้บริหาร
10. เน้นทบทวนไตร่ตรองตนเอง Coaching มีหลายลักษณะ เช่น Coaching ทางการกีฬา แต่ Coaching ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างมากคือ การโค้ชที่ให้ผู้ได้รับการโค้ชได้มีโอกาสทบทวนไตร่ตรองตนเอง หรือ Reflective Coaching
11. ควรวางเงื่อนไขให้ทำได้ต่อเนื่อง ควรพิจารณาปัจจัยเงื่อนไขให้โครงการดำเนินการต่อเนื่อง ไม่สะดุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงขององค์กร หรือการเปลี่ยนตัวผู้บริหารโรงเรียน/ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา เช่น การให้ทุนผูกพันต่อเนื่องระยะยาว 3-4 ปี การสร้างข้อตกลงให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่และ/หรือโรงเรียนปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ตลอดระยะเวลาดำเนินงานโครงการ
12. เกณฑ์การเลือกพื้นที่เป้าหมาย อาจประกาศให้เขตพื้นที่การศึกษาทราบเกณฑ์การพิจารณา อย่างน้อย 3 ประการ คือ (1) เป็นพื้นที่ที่มีตัวช่วยทางวิชาการ (2) เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการระดมความร่วมมือ ระดมทุน และผนึกพลังของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนได้ (3) เป็นพื้นที่ที่มีเครือข่ายครู หรือโรงเรียนนวัตกรรมที่สามารถต่อยอด/ขยายผลได้ทันที
13.  เรียนรู้จากโรงเรียนที่มีนวัตกรรมเด่น ควรจัดทำ mapping โรงเรียนเด่น/โรงเรียนนวัตกรรม เพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องต้นว่า มีโรงเรียนใดบ้าง ทำอะไร อยู่ที่ไหน และพัฒนาโดยวิธีใด ทั้งนี้ ขอให้นายพิทักษ์ โสตถยาคม ช่วยดำเนินการเตรียมข้อมูลส่วนนี้ไปใช้ประกอบการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ในวันที่ 30 ตุลาคม 2557 (โปรดดูได้จาก Website ของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา เข้าถึงได้จาก http://inno.obec.go.th )
14. ท้าทาย ผอ.เขต ศักยภาพสูง อีกทางเลือกหนึ่งคือ การส่งเสริมให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่มีศักยภาพสูง และ/หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งใหม่ ประมาณ 85 คน มาเรียนรู้การเป็นโค้ช มีแรงบันดาลใจ และฮึกเหิมในการดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้และปรับระบบการบริหารจัดการ โดยใช้โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนนี้ เป็นโครงการเพื่อการเรียนรู้ของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์
15. เลือกโรงเรียนเพื่อเรียนรู้ปัจจัยสู่ความสำเร็จ การเลือกโรงเรียนควรพิจารณาเลือกจากกลุ่มโรงเรียนที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น กลุ่มโรงเรียนที่มีศักยภาพและสมัครใจ ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง กลุ่มโรงเรียนที่ไม่มีศักยภาพหรือไม่สนใจ ซึ่งจะได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัจจัยสร้างการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งอาจพิจารณากลุ่มโรงเรียนที่มีต้นทุนเดิมในการพัฒนาอยู่แล้วในโครงการ ABE อย่างไรก็ตาม การเลือกโรงเรียนครั้งนี้จะบอกเกณฑ์การเลือกพื้นที่เป้าหมาย แล้วให้เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนพิจารณาสมัครเข้าร่วมโครงการ เมื่อได้จำนวนตามกำหนดก็จะพูดคุยสร้างความเข้าใจในการจัดทำแผนปฏิบัติการของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการแต่ละรุ่น
16. เรียนรู้จากอดีตเพื่อวางระบบกลไกพัฒนาแบบหวังผล สังเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขจากโรงเรียนเข้มแข็งในโครงการทดลองนำร่องต่างๆ เช่น โรงเรียนในโครงการ Constructionism ของ สกศ. โรงเรียนพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ของมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ เป็นต้น เพื่อนำองค์ความรู้และบทเรียนที่ได้ ไปใช้ในดำเนินงานโครงการครั้งนี้ ซึ่งถ้าพบว่า โรงเรียนที่เข้มแข็งและประสบความสำเร็จเหล่านั้น มีปัจจัยใดหนุนเสริม และปัจจัยใดเป็นอุปสรรค ฉะนั้น เมื่อจะดำเนินโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนในพื้นที่ใด ก็จะได้ออกแบบระบบ กลไก และให้จัดปัจจัยหนุนเสริมให้เอื้อต่อความสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็พยายามขจัดหรือลดอุปสรรคของการดำเนินการให้เหลือน้อยที่สุด
17. ควรพัฒนาแบบ "ยกโรง" ทำทั้งโรงเรียน ขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและบุคลากรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Coaching and Mentoring พอสมควร โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมอยู่ในการพัฒนาครูแบบ Browser in Service ในปีงบประมาณ 2556 และในโครงการความร่วมมือของ สพฐ.และ สกว.ในโครงการวิจัยกระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง (Teacher Coaching) จำนวน 9 จังหวัด จากผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาครูที่ผ่านมา พบว่า ควรดำเนินการพัฒนาครูและบุคลากรทั้งโรงเรียน หรือแบบ “ยกโรง” เพราะจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนมากกว่าเลือกพัฒนาครูเพียงบางคน ซึ่งกรอบการพัฒนาครูในปีงบประมาณ 2556 มุ่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ สมรรถนะด้าน Literacy, Numeracy และ Reasoning Ability ด้วยกระบวนการส่งเสริมผู้เรียน 5 ขั้น ได้แก่ (1) ตั้งคำถาม (learning to question)  (2) สืบค้น (learning to search) (3) สร้าง/ปรุงแต่ง (learning to construct)   (4) สื่อสาร (learning to communicate) และ(5) บริการ (learning to serve) การพัฒนาได้ใช้โรงเรียนเป็นฐาน เน้น coaching and mentoring, on-the-job training, classroom action research ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัย จำนวน 48 แห่ง พัฒนากลุ่มเป้าหมาย 22,600 คน ประกอบด้วย ครู 80% ผู้บริหารโรงเรียน 10% และศึกษานิเทศก์ 10% ซึ่งแนวทางและโมเดลที่คาดหวังจากการพัฒนาในปีงบประมาณ 2556 ดังแผนภาพที่ 3-4




แผนภาพที่ 3 แนวการพัฒนาครู ปีงบประมาณ 2556




แผนภาพที่ 4 โมเดลที่คาดหวัง ปีงบประมาณ 2556


18. ไม่ผ่อนปรนผลสัมฤทธิ์-ทำอย่างมุ่งมั่นการันตีผล เป้าหมายโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และ/หรือจังหวัด คือ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และการเป็นพลเมืองไทยที่ดีของผู้เรียน ดังนั้น การสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยนวัตกรรมเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ จะต้องเห็นพัฒนาการหรือสัญญาณบวก (positive sight) ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไม่สามารถผ่อนปรน/เว้นวรรคการวัดประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ เพราะต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างชัดเจน และเกิดความมั่นใจในกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน ตามแนวทางปฏิรูปที่อิงพื้นที่ สร้างกลไกการบริหารจัดการบุคลากรให้เกิดความร่วมมือตอบโจทย์จริงของบริบท ใช้ปัจจัยเสริม ได้แก่ การติดตั้งระบบการติดตามประเมินการทำงาน (monitoring) ระบบนิเทศ (coaching)/ระบบคู่นิเทศ (peer coaching) เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาและฝึกอบรมบนงาน (on-the-job training) และให้ครู/ผู้บริหารสามารถจัดตารางการทำงานให้มีเวลาประชุม AAR (After Action Review) เหมือนเป็นงานประจำที่จำเป็น ครูไม่ต้องออกจากห้องเรียน/โรงเรียน และช่วยให้มีการเก็บหลักฐานการทำงานที่ผูกโยงกับผลที่เกิดกับผู้เรียน

สรุปการประชุม
            เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (นายกมล รอดคล้าย) ได้สรุปผลและวางแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และ/หรือจังหวัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้
1.     หลักการทำคือมุ่งปฏิรูปการเรียนรู้ เป็นหัวใจสำคัญที่จะเป็นตัวชี้นำและเป็นแกนหลักในการปฏิรูปการศึกษา
2.      กระบวนการทำงานจะอิงแนวทางการดำเนินงานโครงการที่แบ่งเป็น 2 ระยะ/เฟส และขอให้พิจารณาว่า จะสามารถเริ่มดำเนินการเฟสที่สองให้คร่อมเฟสแรกได้หรือไม่ เช่น เริ่มดำเนินการเฟสสองหลังจากดำเนินการเฟสแรกไปแล้วประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง
3.      มอบหมายฝ่ายเลขานุการ มอบให้ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา เป็นฝ่ายเลขานุการ เพราะเป็นงานในมิติเชิงนวัตกรรม ทั้งนี้ขอให้นายพิธาน พื้นทอง และนางบรรเจอดพร สู่แสนสุข ช่วยยกร่างรายชื่อคณะกรรมการที่จะเป็นแกนนำขับเคลื่อนโครงการ และเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้โดยเร็ว ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยจะเป็นองค์กรภายนอกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั่นคือ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยขอความอนุเคราะห์ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอมรวิชช์ นาครทรรพ) เป็นผู้เสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมเป็นฝ่ายวิจัย
4.      เนื้องาน จะดำเนินงานตามปฏิทินโครงการ ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่จะเกิดขึ้นในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ วันที่ 30 ตุลาคม 2557 เวลา 08.30-10.00 น. ก็คือ การพูดคุยให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามองเห็นเป้าหมายเจตนา หลักการ และกระบวนการของโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน โดยสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และ/หรือจังหวัด ให้เห็นพ้องต้องกันว่า เรื่องนี้สำคัญที่สุด หากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จเพียงเรื่องเดียวก็จะสำเร็จหมดทุกเรื่อง ทั้งนี้ ขอให้นางบรรเจอดพร สู่แสนสุข ประสานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รองศาสตราจารย์ประภาภัทร นิยม) เกี่ยวกับเนื้อหา วิทยากร และสิ่งที่จะได้รับจากผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เช่น การแจ้งความประสงค์/ความสนใจร่วมโครงการ
5.      งบประมาณ ให้ใช้งบพัฒนาบุคลากรของสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
6.      จัดให้มีสำนักงานเลขานุการโครงการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งวางกลไกอย่างเป็นทางการเพื่อให้การดำเนินงานชัดเจน และกำหนดผลสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในแต่ละระยะของการดำเนินการ เช่น ระยะ 3 เดือน ระยะ 6 เดือน
----------------------------------------------

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รู้เขา (เกาหลี)... รู้เรา

รู้เขา (เกาหลี)...รู้เรา...

พิทักษ์ โสตถยาคม

ผมได้เดินทางไปเรียนรู้เรื่องการจัดการศึกษาของเกาหลี ณ ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่น และพี่เลี้ยง (Mentor) หลักสูตรผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Leader for Education Change; LEC) หรือ นปศ.รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 19-22 ตุลาคม 2556 คำถามที่ผมถามตนเองคือ เราได้เรียนรู้อะไร มีประโยชน์เพียงใด ในการได้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งประเด็นที่รับรู้ในความคิดมี 3 ประเด็น ดังนี้
1. เปลี่ยนความทุกข์เข็ญเป็นแรงผลักดันการพัฒนา คนเกาหลีมีความเจ็บปวดรวดร้าวจากการเข้าครอบครองของญี่ปุ่น ความสูญเสีย ความแค้น และการได้เอกราชกลับคืน ดังจะเห็นได้จากเรื่องเล่าประวัติศาสตร์และหลักฐานร่องรอยที่พานพบ ส่งผลให้ชนชาติเกาหลีมี “แรงฮึด” มีกำลังแรงใจที่แข็งแกร่ง ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาติบ้านเมืองของตนอย่างยิ่ง แม้เราจะไม่ได้อยู่ในบรรยากาศและบริบทนั้น แต่ก็คาดได้ว่า คนในชาติเขาคงจะร่วมด้วยช่วยกัน ผนึกกำลังกันเพื่อความก้าวหน้าของประเทศอย่างมาก ซึ่งคนในชาติอื่นที่ไม่ผ่านร้อนผ่านหนาวเช่นเกาหลี ก็คงยากที่จะสร้างชาติจากแรงขับเคลื่อนเพื่อความอยู่รอดและการร่วมมือรวมพลังแบบจริงจังเช่นนั้นได้

2. องค์กรตอบโจทย์ประเทศ องค์กรที่เราได้ไปสัมผัส จำนวน 5 องค์กร ได้แก่ (1) National Institute for Lifelong Education (NILE) (2) Korea University College of Education (3) Pusan National University (PNU) และ APEC Learning Community Builders (ALCoB) (4) Busan International High School และ(5) Korea Science Academy of KAIST (KSA) ถือว่าเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งความมุ่งหวังการเรียนรู้ตลอดชีวิตและดำเนินการเพื่อมุ่งสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ อาทิ ภาครัฐจัดเตรียมระบบ “เก็บแต้มการเรียนรู้” (Academic Credit Bank System) ของ NILE เพื่อเอื้ออำนวยการเรียนรู้ตอบสนองผู้เรียนรายบุคคล เติมเต็มการเรียนรู้ให้ครูช่วงปิดเรียน (เฉพาะเดือนที่ 7 และ 12) ทั้งเพื่อคงสถานะครู (Qualification Training) และตอบสนองความสนใจเฉพาะของครู (Job Skill Training) มีกิจกรรมพัฒนาครูด้วย Action Learning, Field Study, Blended Learning, Workshop เน้น Community of Practice & Community Learning การเป็นผู้นำเครือข่ายระหว่างประเทศของ APEC Learning Community Builders (ALCoB) เป็นการทำงานแบบ Public-private Partnership (PPP) มีนัยสำคัญมากของบทบาทประเทศเกาหลีใต้ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการกำหนดทิศทางของโรงเรียนเพื่อปั้นบุคลากรเฉพาะทางเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศนี้

3. เสริมสร้างกำลังภายใน ภาพที่เห็นจากแง่มุมต่างๆ ของประเทศเกาหลีใต้ ถูกสลับด้วยภาพของประเทศไทยนับครั้งไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาของการศึกษาดูงาน ตระหนักรู้ว่าบ้านเราต้องพัฒนา เห็นว่าการศึกษาและการเรียนรู้เป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะเป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง และก็เห็นว่า ความรู้สึกร่วมของสังคมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมีส่วนสำคัญยิ่ง พอๆ กับการร่วมมือรวมพลังของประชาสังคมกับผู้นำเพื่อชีวิต สังคม และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ผมรู้สึกว่ามีกำลังภายในเพิ่มขึ้น เหมือนมี “พลังงานศักย์” สะสม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา นอกจากนั้น การร่วมเดินทางไปด้วยกันของเพื่อนร่วมรุ่นครั้งนี้ ทำให้ได้มิตรภาพ ความสนิทสนมกลมเกลียว และได้เห็นศักยภาพของกันและกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การประสานเครือข่ายและการส่งต่อความมุ่งมั่นตั้งใจถึงกันได้ง่าย เป็นเพื่อนร่วมทางของการพัฒนา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำของตัวเราเอง       
เมื่อมองการพัฒนาประเทศและการศึกษาของประเทศเกาหลีใต้ ทำให้นึกถึง “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ดังคำกล่าวของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผมคิดว่านี่คือรูปธรรมของความสำเร็จของการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยพลัง 3 ประสานของ 3 พลัง ได้แก่ พลังทางสังคม พลังทางปัญญา และพลังอำนาจรัฐ ดังนั้น การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของบ้านเรา นอกจากต้องขบคิดถึงพลังทั้งสามนั้นแล้ว ยังต้องสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจ ความฮึกเหิมใจของผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน เพื่อเป็นพลังร่วมเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
-----------------------------------------