หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้นำ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เขตรายงานผล Reform Lab มายัง สพฐ. (ณ พ.ค.58)

ข้อมูลการรายงานผลการดำเนินงาน Reform Lab ของเขตพื้นที่
(พฤษภาคม 2558)




สพป.ขอนแก่น เขต 1
สพป.เชียงราย เขต 1
สพป.ตราด
สพป.นครราชสีมา เขต 1
สพป.นครสวรรค์ เขต 3
สพป.น่าน เขต 1
สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1
สพป.ภูเก็ต
สพป.ระยอง เขต 2
สพป.ราชบุรี เขต 2
สพป.ลพบุรี เขต 2
สพป.ลำปาง เขต 3
สพป.ศรีสะเกษ เขต 4
สพป.สตูล
สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1
สพป.อำนาจเจริญ
สพป.อุบลราชธานี เขต 3
สพม. เขต 5
สพม. เขต 22
สพม. เขต 28

-------------------------

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การศึกษาแนวพุทธ: โรงเรียนวิถีพุทธ

การศึกษาแนวพุทธ: โรงเรียนวิถีพุทธ

พิทักษ์ โสตถยาคม

ผมได้รับมอบหมายให้ศึกษาหัวข้อ “แนวคิดการศึกษาแบบพุทธ” เพื่อนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมรุ่นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในช่วงต้นเดือนธันวาคม 2556 ผมโชคดีที่ได้หัวข้อนี้เพราะแหล่งข้อมูลอยู่ใกล้ผมมาก ก็คือ ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. ผู้รับผิดชอบและขับเคลื่อน “โรงเรียนวิถีพุทธ” มาตั้งแต่แรกเริ่มนับจากปลายปี 2545 ซึ่งผมมีโอกาสได้พูดคุยและได้ความรู้ความคิดเพื่อมาแบ่งปัน ดังนี้
1. ก่อร่างสร้างนวัตกรรรม โครงการโรงเรียนวิถีพุทธเกิดขึ้นในปลายปี 2545 เป็น 1 ใน 5 ของโครงการโรงเรียนรูปแบบใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (โครงการโรงเรียนรูปแบบใหม่ 5 รูปแบบ ได้แก่ โรงเรียนในกำกับของรัฐ  โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนสองภาษา โรงเรียนใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้ และโครงการนำร่องสรรหา พัฒนา และส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ) การศึกษาแนวพุทธอยู่คู่กับสังคมไทยตลอดมา เมื่อริเริ่มโครงการโรงเรียนวิถีพุทธได้ศึกษาแนวทางของ 3 โรงเรียนที่ได้ใช้แนวพุทธเป็นหลักในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย โรงเรียนทอสี โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนอนุบาลหนูน้อย (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสยามสามไตร) และได้เชิญบุคลากรทั้งสามโรงเรียนมาร่วมเป็นคณะทำงาน มีพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) เป็นประธาน รวมเรียกชื่อโรงเรียนจัดการศึกษาแนวพุทธว่า “โรงเรียนวิถีพุทธ” นับแต่นั้นมา คณะทำงานนี้มีการประชุมหลายครั้งต่อเนื่อง เพื่อเรียนรู้ร่วมกันและสร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน ต่อมามีการเปิดรับโรงเรียนวิถีพุทธรุ่นแรกของโครงการด้วยการประกาศรับสมัคร และมีโรงเรียนอาสาสมัครเข้าร่วม จำนวน 89 โรงเรียน ซึ่งโรงเรียนวิถีพุทธก็คือ “โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการบริหาร การพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการ” (สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา, 2548)


2. วิวัฒนาการของการศึกษาแนวพุทธ ผมได้ศึกษาเพิ่มเติมและวิเคราะห์เป็นแผนภาพ timeline ก็ทำให้เห็นได้ว่า ในสมัยก่อนการเรียนรู้ของคนไทยอยู่ใกล้ชิดพุทธศาสนาอย่างมาก เพราะอาศัยวัดเป็นสถานที่เรียนมีพระเป็นผู้สอน หรือเรียนรู้ตามสำนักวิชาชีพต่างๆ การเรียนจะเน้นเรียนรู้เพื่อรู้หนังสือ เรียนวิชาชีพ รวมทั้งบวชเรียนเพื่อศึกษาพระธรรมวินัย และพัฒนาตนเองตามหลักพุทธศาสนา และปรากฏชัดในปี พ.ศ.2418 ที่รัชกาลที่ 5 ทรงอาราธนาให้พระสงฆ์สอนหนังสือไทยในพระอารามหลวงทุกอาราม ซึ่งเมื่อแรกตั้งกระทรวงธรรมการในปี พ.ศ.2435 ก็ยังคงมีลักษณะการเรียนเช่นเดียวกับในอดีต

การเปลี่ยนแปลงที่น่าจะมีส่วนสำคัญให้การศึกษาห่างวัดและพระ เมื่อมีการกระจายโรงเรียนไปทั่วราชอาณาจักร และผู้สอนเปลี่ยนเป็น “ครู” ในปี พ.ศ.2454 แล้วสภาพการเรียนรู้ของคนไทยที่ยิ่งห่างไกลพระพุทธศาสนาตลอดมาจนรัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริว่าการศึกษาไม่ควรแยกไปจากวัด จึงโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อจากกระทรวงศึกษาธิการเป็วนกระทรวงธรรมการแทน โดยให้มีหน้าที่ดูแลทั้งการจัดการศึกษาและการศาสนา ผมคิดว่าการปรับเปลี่ยนอาจช่วยให้การศึกษาชำเลืองมองพุทธศาสนาอยู่บ้าง แต่สภาพปัญหามาปรากฏชัดในเหตุผลของการเกิดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในปี พ.ศ.2501 ที่ระบุว่า รัฐเน้นพุทธิศึกษาถึง 90% แต่ให้ความสำคัญกับจริยศึกษาเพียง 5% ผมคิดว่าอีก 5% ที่หายไปน่าจะเป็นสัดส่วนของหัตถศึกษา ซึ่งสะท้อนว่า การจัดการศึกษาของเราเน้นเนื้อหาวิชาการเพิ่มขึ้นๆ และให้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมหรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ต่างๆ สอดแทรกและบูรณาการอยู่ในการเรียนเนื้อหาวิชาการ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระดับความใส่ใจและการมุ่งเน้นของโรงเรียนเป็นสำคัญ แต่ด้วยสภาพปัญหาและวิกฤตการณ์คุณธรรมของคนในสังคมไทย จึงมีข้อเสนอให้นำหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนามาใช้อย่างจริงจังในโรงเรียน ก่อเกิดเป็นโครงการโรงเรียนวิถีพุทธในปลายปี พ.ศ.2545 และมุ่งมั่นดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
* ให้โรงเรียนลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อยืนยันการร่วมเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ

          3. ฐานคิดโรงเรียนวิถีพุทธ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ “ไตรสิกขา” ซึ่งเป็นหัวใจขอพระพุทธศาสนา มาเป็นหลักในการดำเนินการในทุกกิจกรรมในโรงเรียน อาจใช้คำพูดให้ง่ายคือ กิน-อยู่-ดู-ฟังให้เป็น อาทิ ศีล ก็คือข้อปฏิบัติปกติของมนุษย์ ซึ่งก็ไม่ชอบให้ใครว่า ไม่ชอบให้ใครมาทำให้เจ็บ ดังนั้น จึงต้องคิดพิจารณาเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ทำร้ายใคร และคำนึงถึงคนอื่นอยู่เสมอ เช่น การจัดบอร์ด/นิทรรศการ ก็คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อ่านในแต่ละช่วงวัย หรือการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ก็ใช้อย่างใส่ใจและเป็นช่วยลดโลกร้อน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า โรงเรียนวิถีพุทธมุ่งให้เด็กเยาวชนและบุคลากรในโรงเรียน “ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม (Integrity)” ดังที่กล่าวไว้ในบทความของศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี
เพื่อให้มีความกระจ่างชัดในไตรสิกขา ผมจึงศึกษาพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้ทราบความหมายของสิกขา 3 หรือไตรสิกขา ว่าคือ “ข้อที่จะต้องศึกษา, ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรมกาย วาจา จิตใจ และปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน (1) อธิสีลสิกขา: สิกขาคือศีลอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง (training in higher morality) (2) อธิจิตตสิกขา: สิกขาคือจิตอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดคุณธรรมเช่นสมาธิอย่างสูง (training in higher mentality) (3) อธิปัญญาสิกขา: สิกขาคือปัญญาอันยิ่ง, ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง (training in higher wisdom) เรียกง่ายๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (morality, concentration and wisdom) นอกจากนั้นพจนานุกรมนี้ยังระบุไว้ว่า ไตรสิกขา ยังเกี่ยวข้องอีก 2 ส่วน คือ อริยสัจจ์ 4 และมรรคมีองค์ 8 จึงขอยกมาไว้ ณ ที่นี้ด้วย ดังนี้



          4. รูปธรรมของโรงเรียนวิถีพุทธ ในระยะแรกมี KPI ประมาณ 50 ตัว ในด้านกายภาพ การเรียนการสอน และพฤติกรรมพื้นฐาน(วิถีชีวิต) ต่อมาปรับเหลือ 29 ตัว นำไปใช้ในการพิจารณาเลือกโรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ หรือการประเมินผลการปฏิบัติราชการโดย กพร. หากจะสังเกตทั่วๆไป จะเห็นว่าโรงเรียนจะมีกิจกรรมวันพระ (หรือวันที่โรงเรียนกำหนดขึ้นในแต่ละสัปดาห์) คือ ครูใส่เสื้อขาว มีกิจกรรมสวดมนต์ยาว รับประทานมังสวิรัติ ทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ เป็นการกระทำด้วยความเข้าใจเหตุและผลว่า ทำไปทำไม เพราะเหตุใด ถึงแม้จะถูกมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็น “พิธีกรรม” แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็น และเป็นตัวช่วย สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าใจและบรรลุจุดมุ่งหมายได้ในทันที ซึ่งบรรยากาศ ปัจจัย และเงื่อนไขดังกล่าว จะช่วยหล่อหลอมให้จิตใจสงบ พิจารณาเรื่องราวต่างๆ ด้วยใจอันใคร่ครวญได้ดียิ่งขึ้น แม้จะเป็น “เปลือกของพุทธ” ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปฏิเสธ แต่ต้องไม่หลงงมงาย และเรียนรู้ให้ถึงแก่นแท้ของไตรสิกขา

          5. การสร้างความเข้าใจในโครงการโรงเรียนวิถีพุทธให้ผู้เกี่ยวข้อง จะเน้นให้ “เห็นถึงคุณค่า” ก่อน เพราะบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคนเป็นชาวพุทธเช่นกัน ทั้งครู ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ฯลฯ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนชาวพุทธ ซึ่งจะมีความรู้ความเข้าใจในศาสนาที่ตนเองนับถือมากบ้างน้อยบ้าง ดังนั้น การร่วมดำเนินงานโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ จึงให้ความสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยมีตัวชี้วัด (KPI) ของโครงการเป็นกรอบและเครื่องมือของการดำเนินงาน และการขับเคลื่อนงานจะสื่อสารการดำเนินงานผ่านศึกษานิเทศก์ผู้ประสานงานประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและเว็บไซต์โครงการอย่างต่อเนื่องตลอดมา หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ โปรดศึกษาที่เว็บไซต์นี้ http://www.vitheebuddha.com/main.php

         เมื่อศึกษามาถึงตรงจุดนี้ ทำให้เห็นถึง “เป้าหมาย” และ “วิธีการ” ของการศึกษาแนวพุทธ ที่การศึกษาไทยควรจะใช้เป็นหลักในการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นภูมิปัญญาและรากเหง้าของการศึกษาและสังคมไทย ผมนึกถึงสำนวนไทยได้ 2 สำนวนคือ “ไก่ได้พลอย” เราอยู่กับสิ่งที่มีค่า แต่ไม่รู้คุณค่า จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และ “ใกล้เกลือกินด่าง” อยู่ใกล้สิ่งที่ดีมีคุณค่า แต่มองไม่เห็นคุณค่านั้น กลับไปหลงชื่นชมกับสิ่งอื่นที่ด้อยกว่า และผมคิดว่าวิถีพุทธนี้เป็นคำตอบหลัก/ คำตอบหนึ่ง ที่จะช่วยให้ความห่วงใยที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ที่กล่าวไว้ว่า “ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีภายนอกมีมากเพียงใด เราต้องพัฒนาเทคโนโลยีภายในจิตใจคนให้เท่าทัน ...ต้องมีความฉลาดทางจิตวิญญาณ (Spiritual Intelligent) ...ต้องสร้างสติสัมปชัญญะ (Sensibility) ให้เกิดขึ้น” ซึ่งผมเห็นถึงความสอดคล้องกันอย่างยิ่งของแนวพุทธและธรรมชาติของ System Thinking ก็คือ สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมาแต่เหตุ และสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันและเป็นอนิจจัง ซึ่งการได้ศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ได้เรียนรู้การศึกษาแนวพุทธแล้ว ยังทำให้ผมอยากค้นหาความหมายและสร้างความเข้าใจในวิถีพุทธให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. (2556). 120 ปี กระทรวงศึกษาธิการกับการศึกษาไทย. กรุงเทพมหานคร:       
           สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.
ธานินทร์ กรัยวิเชียร. (2553). บทความพิเศษ เรื่อง “การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม”. นนทบุรี: สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน.
บรรเจอดพร สู่แสนสุข. (2556). โรงเรียนวิถีพุทธ. สัมภาษณ์. วันพุธที่ 30 ตุลาคม 2556.    
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต). (2553). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. นนทบุรี:                บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด
สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2555). สารานุกรมวิชาชีพครู เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 
           2555. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา.
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา. (2548). แนวทางการดำเนินงานโรงเรียนวิถีพุทธ. 
           กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รู้เขา (เกาหลี)... รู้เรา

รู้เขา (เกาหลี)...รู้เรา...

พิทักษ์ โสตถยาคม

ผมได้เดินทางไปเรียนรู้เรื่องการจัดการศึกษาของเกาหลี ณ ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับเพื่อนร่วมรุ่น และพี่เลี้ยง (Mentor) หลักสูตรผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Leader for Education Change; LEC) หรือ นปศ.รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 19-22 ตุลาคม 2556 คำถามที่ผมถามตนเองคือ เราได้เรียนรู้อะไร มีประโยชน์เพียงใด ในการได้ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งประเด็นที่รับรู้ในความคิดมี 3 ประเด็น ดังนี้
1. เปลี่ยนความทุกข์เข็ญเป็นแรงผลักดันการพัฒนา คนเกาหลีมีความเจ็บปวดรวดร้าวจากการเข้าครอบครองของญี่ปุ่น ความสูญเสีย ความแค้น และการได้เอกราชกลับคืน ดังจะเห็นได้จากเรื่องเล่าประวัติศาสตร์และหลักฐานร่องรอยที่พานพบ ส่งผลให้ชนชาติเกาหลีมี “แรงฮึด” มีกำลังแรงใจที่แข็งแกร่ง ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาติบ้านเมืองของตนอย่างยิ่ง แม้เราจะไม่ได้อยู่ในบรรยากาศและบริบทนั้น แต่ก็คาดได้ว่า คนในชาติเขาคงจะร่วมด้วยช่วยกัน ผนึกกำลังกันเพื่อความก้าวหน้าของประเทศอย่างมาก ซึ่งคนในชาติอื่นที่ไม่ผ่านร้อนผ่านหนาวเช่นเกาหลี ก็คงยากที่จะสร้างชาติจากแรงขับเคลื่อนเพื่อความอยู่รอดและการร่วมมือรวมพลังแบบจริงจังเช่นนั้นได้

2. องค์กรตอบโจทย์ประเทศ องค์กรที่เราได้ไปสัมผัส จำนวน 5 องค์กร ได้แก่ (1) National Institute for Lifelong Education (NILE) (2) Korea University College of Education (3) Pusan National University (PNU) และ APEC Learning Community Builders (ALCoB) (4) Busan International High School และ(5) Korea Science Academy of KAIST (KSA) ถือว่าเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งความมุ่งหวังการเรียนรู้ตลอดชีวิตและดำเนินการเพื่อมุ่งสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ อาทิ ภาครัฐจัดเตรียมระบบ “เก็บแต้มการเรียนรู้” (Academic Credit Bank System) ของ NILE เพื่อเอื้ออำนวยการเรียนรู้ตอบสนองผู้เรียนรายบุคคล เติมเต็มการเรียนรู้ให้ครูช่วงปิดเรียน (เฉพาะเดือนที่ 7 และ 12) ทั้งเพื่อคงสถานะครู (Qualification Training) และตอบสนองความสนใจเฉพาะของครู (Job Skill Training) มีกิจกรรมพัฒนาครูด้วย Action Learning, Field Study, Blended Learning, Workshop เน้น Community of Practice & Community Learning การเป็นผู้นำเครือข่ายระหว่างประเทศของ APEC Learning Community Builders (ALCoB) เป็นการทำงานแบบ Public-private Partnership (PPP) มีนัยสำคัญมากของบทบาทประเทศเกาหลีใต้ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งการกำหนดทิศทางของโรงเรียนเพื่อปั้นบุคลากรเฉพาะทางเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศนี้

3. เสริมสร้างกำลังภายใน ภาพที่เห็นจากแง่มุมต่างๆ ของประเทศเกาหลีใต้ ถูกสลับด้วยภาพของประเทศไทยนับครั้งไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาของการศึกษาดูงาน ตระหนักรู้ว่าบ้านเราต้องพัฒนา เห็นว่าการศึกษาและการเรียนรู้เป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะเป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง และก็เห็นว่า ความรู้สึกร่วมของสังคมที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมีส่วนสำคัญยิ่ง พอๆ กับการร่วมมือรวมพลังของประชาสังคมกับผู้นำเพื่อชีวิต สังคม และเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ผมรู้สึกว่ามีกำลังภายในเพิ่มขึ้น เหมือนมี “พลังงานศักย์” สะสม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา นอกจากนั้น การร่วมเดินทางไปด้วยกันของเพื่อนร่วมรุ่นครั้งนี้ ทำให้ได้มิตรภาพ ความสนิทสนมกลมเกลียว และได้เห็นศักยภาพของกันและกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การประสานเครือข่ายและการส่งต่อความมุ่งมั่นตั้งใจถึงกันได้ง่าย เป็นเพื่อนร่วมทางของการพัฒนา เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็เปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำของตัวเราเอง       
เมื่อมองการพัฒนาประเทศและการศึกษาของประเทศเกาหลีใต้ ทำให้นึกถึง “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ดังคำกล่าวของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ผมคิดว่านี่คือรูปธรรมของความสำเร็จของการขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยพลัง 3 ประสานของ 3 พลัง ได้แก่ พลังทางสังคม พลังทางปัญญา และพลังอำนาจรัฐ ดังนั้น การสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของบ้านเรา นอกจากต้องขบคิดถึงพลังทั้งสามนั้นแล้ว ยังต้องสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจ ความฮึกเหิมใจของผู้เกี่ยวข้องทุกส่วน เพื่อเป็นพลังร่วมเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
-----------------------------------------

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Leadership for Education Change: มุมมอง ศ.นพ.ประเวศ วะสี

Leadership for Education Change: มุมมอง ศ.นพ.ประเวศ วะสี

พิทักษ์  โสตถยาคม

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ ได้ลงข้อมูลเกี่ยวกับโครงการผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา รุ่นที่ ๑ (Leadership for Education Change: LEC) ในคอลัมน์ข้าราษฎร หรือเรียกหลักสูตรนี้ว่า “นปศ.” เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่เน้นการนำแบบรวมหมู่ (Collective Leadership) กัลยาณมิตร และเครือข่าย ที่จะเป็นพลังร่วมเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้ดีขึ้น กระบวนการพัฒนาตลอดหลักสูตรระยะยาวประมาณ ๒ ปี คาดว่าจะมี workshop ประมาณ ๖ ครั้ง ครั้งละ ๓ วัน จะเน้นการพัฒนาจากภายใน-วิสัยทัศน์ การใช้สติสนทนา การเติมเต็มโดยวิทยากร/ ผู้ทรงคุณวุฒิ และจะมีการทำ Project ทั้งแบบเดี่ยวและกลุ่ม ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนี้มีทั้งสิ้น ๓๖ คน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจาก สสส. และ สป.ศธ. ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ดังนั้น ผู้เข้าร่วมโครงการจึงผสมผสานของบุคลากรภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับข้าราชการ สพฐ. ส่วนกลาง ที่ได้รับการคัดเลือกจาก สสส. มี ๒ คน คือ น้องส้ม-กิตยาภรณ์ ประยูรพรหม (สวก.) และผม-พิทักษ์ โสตถยาคม (สนก.) ส่วนผู้ได้รับการคัดเลือกจาก สป.ศธ. จำนวน ๔ คน ได้แก่ พี่สังคม-สังคม จันทร์วิเศษ (สพร.) พี่เหว่า-ธัญนันท์ แก้วเกิด (สนก.) พี่ลำไย-ลำไย สนั่นรัมย์ (สทศ.) และพี่รัตน์-รัตนา แสงบัวเผื่อน (สวก.) ซึ่งเว็บไซต์โครงการ ดังนี้ >> http://lecleader.com/



workshop แรกของโครงการจัดขึ้น ในวันที่ ๒๘-๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ณ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) มีวิทยากรที่เป็นผู้นำทางความคิดของสังคมไทย จำนวน ๔ คน มากระตุก-กระตุ้นทางปัญญาของผู้เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย ศ.นพ.ประเวศ วะสี คุณทิชา ณ นคร รศ.วิทยากร เชียงกูล และคุณปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ในคราวนี้จะขอนำสาระที่ได้จาก ศ.นพ.ประเวศ วะสี มาแบ่งปัน ดังนี้


ศ.นพ.ประเวศ ได้กล่าวถึงการศึกษา ผู้นำ และการเปลี่ยนแปลงไว้ว่า
๑. การศึกษาสำคัญที่สุดและเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูงสุด อย่างเช่น พระพุทธเจ้าพึ่งตนเองได้อย่างสิ้นเชิง
๒. ผู้นำต้องนำการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ลงมือทำด้วยตนเอง ผู้นำจึงต้องมีลักษณะสำคัญ ๓ ส่วนคือ (๑) มีจินตนาการใหญ่ ซึ่งเป็นจินตนาการที่มีพลังมาก ต้องไม่เอาความรู้นำ แต่ใช้จินตนาการนำ เช่น เจ้าชายสิทธัตถะมีจินตนาการก่อนจึงออกไปค้นหา หรือเคนเนดี้ของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศในปี ๑๙๖๐ ว่า อเมริกาจะลงดวงจันทร์ใน ๑๐ ปี แล้วในปี ๑๙๖๙ อเมริกาก็สามารถทำได้สำเร็จ (๒) มีวิสัยทัศน์ ต้องมองโลกมองไทย อย่างเช่น มหาวิทยาลัยก็ต้องมีความเป็นผู้นำ วิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยก็ต้องเชื่อมวิสัยทัศน์ของประเทศ โลกขณะนี้กำลังวิกฤตใหญ่ ทั้งอารยธรรม แนวคิด วิถีชีวิต สังคม ระบบเศรษฐกิจ กลุ่มผลประโยชน์ ซึ่งเป็นปัญหาซับซ้อนในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศตะวันตกมีการแย่งชิง บริโภคตามใจ และการศึกษานำไปสู่การไม่มีงานทำ ดังนั้น การศึกษาจะต้องนำไปสู่การมีสัมมาชีพ (มีงานทำ) เอาตัวคนเป็นหลัก ไม่ใช่ GDP (๓) สร้างวิสัยทัศน์ร่วม จะต้อง share vision ต้องเป็นผู้นำด้านสื่อสาร เพราะ Great Leader = Great Communicator ทำให้เห็นส่วนรวม สุจริต ฉลาด สื่อสารได้รู้เรื่อง มีเสน่ห์คนอยากฟัง ฟังแล้วมีสุข เช่น พระพุทธเจ้าจะสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
๓. ผู้นำต้องพลิกการมอง ให้สุขภาวะ (กาย จิต สังคม ปัญญา) เป็นเป้าหมายของการพัฒนา สุขภาวะคือดุลยภาพ ต้องบูรณาการ เพราะระบบการศึกษาใหญ่มาก เป็น Ed. for All และ All for Ed. การศึกษารักษาทุกโรค และเป็นเครื่องมือพัฒนาคน ควรเป็นพลังของการพัฒนาชีวิตและสังคม แต่ปัจจุบันดูเหมือนติดกับอะไรบางอย่าง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมอง ไม่แยกส่วน เพราะการศึกษาที่แยกส่วน จะมีให้เห็นแบบลู่เรียนดิ่งเดี่ยวเป็นเส้นตรง เรียนจาก ป.๑ สู่มหาวิทยาลัย เป็นการไล่ต้อนเด็กให้มาท่องหนังสือ เป็นการทำจากยอดไม่ใช่จากฐาน การเรียนแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จบแล้วไม่มีงานทำ ดังนั้น จึงควรพัฒนาแบบบูรณาการ เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ใช้ “กรม” เป็นตัวตั้ง การใช้ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด ๘๐,๐๐๐ หมู่บ้าน ๘,๐๐๐ ตำบล เป็นรากฐานรองรับการพัฒนา
๔. ควรเน้นกระบวนการชุมชน มีการดำเนินการ ๕ ส่วน ได้แก่ (๑) สภาผู้นำชุมชน เป็น self-organize ไม่ได้เป็นการแต่งตั้งจากใคร ให้เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นประชาธิปไตยชุมชน ไม่ต้องอาศัยการเลือกตั้ง เป็นประชาธิปไตยสมานฉันท์และประชาธิปไตยอรรถประโยชน์ ผู้นำที่เข้าสู่สภาผู้นำชุมชนจะมีทั้งครู ศิลปิน พระ ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ (๒) สำรวจข้อมูลชุมชน (๓) ทำแผนที่ชุมชน เพื่อพัฒนาอย่างบูรณาการในพื้นที่ (๔) นำเสนอให้สภาประชาชนได้ดูและพิจารณา (๕) คนทั้งชุมชนช่วยกันขับเคลื่อนแผนของชุมชน สำหรับเรื่องที่จะพัฒนาประกอบไปด้วยด้านเศรษฐกิจ ต้องสร้างสัมมาชีพให้เต็มพื้นที่ ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น สิ่งแวดล้อม ศีลธรรม ให้รายได้มากกว่ารายจ่าย ด้านจิตใจ ด้านสังคมปัญหาเด็กและเยาวชน ความยากจน ต้องใช้สัมมาชีพช่วย โดย อบต.เป็นเจ้าภาพ ด้านวัฒนธรรม ให้มีกิจกรรมชุมชนที่เป็นการเรียนรู้ข้ามวัย ให้เรียนรู้จากคนทุกคน ช่วยกันพัฒนาเติมเต็มเด็กและเยาวชน ด้านสุขภาพ เช่น หญิงตั้งครรภ์ควรได้ดื่มนมฟรีจากวัวที่ชุมชนเลี้ยงไว้ ด้านการศึกษาต้องเรียนรู้ร่วมกัน ไว้วางใจ เกิดความสุข สร้างสรรค์ ไม่กลัว ไม่ประเมินแบบ สมศ. และด้านประชาธิปไตย
๕. ทิศทางการพัฒนาประเทศจะเป็นแบบชุมชน ท้องถิ่น จังหวัดจัดการตนเอง จัดการคืออิทธิปัญญา นั่นคือ ปัญญาที่เชื่อมโยงสู่ความสำเร็จ ขณะนี้มีจังหวัด ประมาณ ๔๐ จังหวัด กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ในการจัดการจะดำเนินการพัฒนาอย่างบูรณาการ มีการพัฒนานโยบาย ที่คนจะต้องรู้ และไม่มีผลประโยชน์
๖. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรเป็นผู้นำรวมหมู่ ลักษณะชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง และจังหวัดจัดการตนเอง เป็นการร่วมจัดการศึกษาอย่างบูรณาการ เรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) สำหรับกระบวนทัศน์ใหม่หรือนวัตกรรมการศึกษาต้องเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรกับสังคมและสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมทางสังคม ดีกว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยี โจทย์สำคัญของการพัฒนาคือ อย่างไรจึงจะสมดุล ทำอย่างไรที่ดิน ๑ ไร่ จะพอกินพอใช้

สะท้อนคิด  workshop แรกนี้ เน้นกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เริ่มต้นจากการเปลี่ยนที่ตนเองก่อน ก่อนที่จะไปนำคนอื่นให้เปลี่ยนแปลง ตลอด ๓ วันได้มีกิจกรรมฝึกสติ ให้รู้เท่าทันความคิด อารมณ์ จิตใจ ได้รับฟังแง่คิดของวิทยากรทำให้ได้มุมมองที่กว้างขึ้น และการได้เรียนรู้ประสบการณ์ของเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้เห็นศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของทุกคน และทุกคนก็มีพื้นที่ที่สามารถสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในหน้าที่การงานอยู่แล้ว แต่การมาร่วมรุ่นกันครั้งนี้ ทำให้เรามองไปข้างหน้าเพื่อประสานความร่วมมือและทำงานร่วมกัน
-----------------------------------------