หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้บริหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้บริหาร แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

Thinking: มุมมอง ผอ.เขต

Thinking: มุมมอง ผอ.เขต

พิทักษ์ โสตถยาคม

วันที่ 14 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่สองของการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประเทศ ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน เป็นการนำเสนอผลการประชุมกลุ่มของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งกลุ่มที่ได้รับโจทย์ “การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์” โดยอภิปรายถึงขั้นตอนวิธีการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 20 คน (สำหรับ 8 กลุ่ม ที่เหลือจะอภิปรายเรื่อง การ Scan การอ่านออกเขียนได้ จำนวน 4 กลุ่ม และเรื่องตัวชี้วัดตามนโยบาย รมว.ศธ. จำนวน 4 กลุ่ม) ผลการนำเสนอที่ีมีรองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.กมล รอดคล้าย) เป็นประธาน มีดังนี้


  1. จำเป็นต้องให้ความรู้ครูในเรื่องกระบวนการคิด เพราะปัจจุบันครูมีความเข้าใจไม่ตรงกัน และครูจะต้องรู้ก่อนสอน การพัฒนาครูจำเป็นต้องทำเพื่อใ้ห้เข้าใจตรงกัน แต่ไม่ใช่การอบรม ซึ่งทุกระดับจะต้องมองภาพเดียวกัน ทั้งโรงเรียน เขต และ สพฐ. ข้อเสนอคือ ให้ใช้ชุดฝึก ดังเช่นชุดฝึกในปี 2527 "เปลวเทียนที่ต้านลม" หากจะมีการสร้างความเข้าใจครูควรทำช่วงปิดเรียนเดือนเมษายน จากนั้นให้ครูนำไปใช้สอน แล้วให้ศึกษานิเทศก์ไป Coaching and Mentoring ตามบริบทของครูที่แตกต่างกัน มีเครื่องมือไปช่วยในการตรวจสอบผล ส่วนผู้บริหารโรงเรียนจัดทำแผนการบริหารจัดการที่สอดคล้องบริบท และบริหารจัดการตามชุดฝึกหรือคู่มือนี้   
  2. คัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ ที่ดำเนินการได้ประสบผลสำเร็จเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้โรงเรียนอื่นในพื้นที่
  3. พัฒนาต่อเนื่องระยะยาว 3-5 ปี อยากให้พูดเรื่องการพัฒนากระบวนการคิดสัก 5 ปี ไม่ควรเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย ซึ่งถ้าต่อเนื่องเช่นนี้รับรองว่าจะเกิดผลที่้ต้องการ เพราะมีความเืชื่อมั่นในพลังและความจริงจังของคน สพฐ.
  4. จัดการศึกษาต้องให้เด็ก "คิดเป็น" ตามปรัชญาแนวคิดมีความเชื่อว่า คนเกิดมาก็คิดอยู่แล้ว แม้อ่านหนังสือไม่ออกก็คิด แต่เมื่อเข้าสู่การจัดการศึกษาจะต้องสร้างให้เด็กคิดเป็น และต้องทำให้เด็กอ่านได้ด้วย 
  5. สาเหตุที่เด็กคิดไม่เป็น ส่วนหนึ่งมาจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่เลี้ยงแบบทนุถนอมเกินไป ให้ทำตามแบบอย่าง และมีข้อห้ามข้อปฏิบัติมาก ส่วนสาเหตุจากครูคือ ครูไม่รู้การคิด เน้นการจำ การจัดการเรียนการสอนไม่ใส่กระบวนการคิด และสำนักงานเขตพื้นที่ไม่มีข้อมูลครูว่า มีครูกี่คนที่ไม่รู้เรื่องการคิด นอกจากนั้นการรับสื่อ ICT ตลอดเวลาก็ไม่เอื้อให้คิด รวมทั้งพื้นฐานเด็กที่ไม่รักการอ่านและการเขียนด้วย
  6. สร้างกระแสขอพลังการมีส่วนร่วมของสังคม และสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้น เช่น เด็กทำของเล่นเอง
  7. สร้างเครื่องมือจำแนกสมรรถนะครู ควรเ็ป็นบทบาทของ สพฐ.ที่จะดำเนินการพัฒนาเครื่องมือ
  8. พัฒนาครู ควรให้เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่ ที่จะกำหนดวิธีการ กิจกรรมของตนเอง 
  9. สนับสนุนงบพัฒนาแบบ Block Grant โดย สพฐ.เป็นผู้กำหนดเป้าหมาย จัดสรรงบประมาณเป็นก้อน และขอให้เชื่อมั่นเขตและโรงเรียน ซึ่ง สพฐ.สามารถรอดูผลที่เกิดขึ้นได้เลย รวมทั้งผลสอบ PISA ในครั้งต่อไป
  10. จัดทำ Shopping List มี Menu ให้โรงเรียนเลือกใช้ ซึ่ง สพฐ.เป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้
  11. จัดทำ VCD ตัวอย่างครูสอนคิดเก่งๆ เพื่อเผยแพร่แจกจ่าย
  12. กำกับติดตามผลของโรงเรียนแบบเข้ม ด้วยคณะกรรมการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหลายคณะ
  13. ให้รางวัลผู้ประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจของบุคลากรที่สามารถดำเนินการได้บรรลุผล
  14. สำรวจความรู้เรื่องการคิดของครูและผู้บริหาร ควรมีกระบวนการจำแนกระดับความรู้ของครูและผู้บริหาร เมื่อพบว่า คนใดจำเป็นต้องพัฒนา ให้เข้ารับการพัฒนาเฉพาะคน ไม่พัฒนาทุกคนเหมือนกัน
  15. ออกแบบหลักสูตรการพัฒนาครู โดยเริ่มต้นจากการให้ความรู้ครูในเรื่องทักษะการคิด มีช่วงเวลาให้ครูได้ปฏิบัติการสอน 1-12 เดือน แล้วมีการนิเทศติดตาม มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการค้นหาโรงเรียนดีที่เป็นตัวอย่างได้ ซึ่งการพัฒนาควรมีปฏิทินตลอดปี หากมีการอบรมควรจัดในช่วงปิดภาคเรียน ไม่ควรแยกครูออกจากห้องเรียน
  16. จำแนกระดับการคิดของนักเรียน โรงเรียนควรรู้จักเด็กเกี่ยวกับความสามารถในการคิด จะได้ช่วยเสริมเติมเต็มนักเรียนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  17. จัดทำ "ตัวช่วย" สำหรับครู ควรจัดทำสื่อ นวัตกรรม เครื่องมือวัดและประเมินการคิด กิจกรรมต่างๆ ให้ครูสามารถนำไปใช้ได้สะดวก
ในตอนท้าย เมื่อนำเสนอเสร็จทั้งเรื่องการคิด การอ่าน และตัวชี้วัดแล้ว รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.กมล รอดคล้าย) ได้ฝากสำนักในส่วนกลางให้จัดระบบของการทำงานในส่วนกลาง 3 ส่วน คือ (1) อยากให้คิดแบบ Holistic ให้มองเป็นองค์รวมให้เห็นเป็นภาพรวม ไม่ควรทำเป็นส่วนๆ หรือบอกสำนักงานเขตไปเป็นเรื่องๆ (2) ควรให้ Input ทั้งงบประมาณ สื่ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สำนักงานเขตได้คิดโครงการในพื้นที่ได้เอง และ(3) ควรให้ Reward สำหรับผู้ที่ดำเนินการได้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งรางวัลนี้อาจเป็นโล่ หรือให้ไปศึกษาดูงาน หรือให้งบประมาณมากขึ้น ส่วนผู้ที่ยังทำไม่สำเร็จก็จำเป็นต้องเข้าไปพิจารณาช่วยหนุนเสริมบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้สำนักงานเขตสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

สะท้อนคิด:
ผมพบว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีำพลังที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพในโรงเรียนต่างๆ ในความรับผิดชอบ เสียงที่ได้ยินในการประชุมครั้งนี้บ่งบอกความต้องการความเป็นอิสระในวิธีการคิดและการทำงานในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง โดยให้ส่วนกลางบอกเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน รวมทั้งให้การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น เสียงจากการประชุมสะท้อนเกี่ยวกับบทบาทของโรงเรียน เขตพื้นที่ และส่วนกลางที่มีความชัดเจนพอสมควร พอที่จะใ้ห้เกิดความคิดที่จะร่วมคิดร่วมทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้ ที่มีความท้าทายมากๆ ...คงไม่เพียงแต่บางเรื่อง เช่น เรื่องการคิด ควรทำทั้งระบบ กำหนดเป้าหมายแบบองค์รวมดังที่รองเลขาธิการ กพฐ.ได้ชี้แนะไว้ และสร้างกลไกการกำกับติดตาม รวมทั้งสร้างระบบรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้น (Accountability) ...ส่วนความชัดเจนในการพัฒนาครู 2-3 เรื่อง ก็คือ ไม่ใช้การอบรมปูพรม ถ้าอบรมควรเป็นช่วงปิดเรียนและบางคนที่จำเป็น มีตัวช่วยครู/Shopping List  และระบบหนุนเสริมการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching and Mentoring) 
-------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

Thinking: ข้อคิดของผู้บริหาร สพฐ.

Thinking: ข้อคิดของผู้บริหาร สพฐ.

พิทักษ์ โสตถยาคม

วันที่ ๑๓-๑๔ ก.ย. ๒๕๕๖ ผมเข้าร่วมการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ ๔/ ๒๕๕๖ ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี ภารกิจสำคัญของผม ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข และ ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์ ก็คือ การนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการพัฒนากระบวนการคิดต่อที่ประชุม ผอ.เขต เพื่อให้เกิดการวิเคราะห์ วิพากษ์ และรับฟังข้อเสนอแนะ

เรื่องการพัฒนากระบวนการคิดเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น สพฐ. โดยเลขาธิการ กพฐ. (ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน) เน้นขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยมุ่งพัฒนา ๓ ส่วน คือ (๑) Content เป็นการสังเคราะห์องค์ความรู้ด้านการคิดและให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีการคิด ให้ความสำคัญของ Thinking Theory และ Thinking Tools (๒) Implement เป็นการส่งเสริมให้ครูนำทฤษฎีการคิดไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งค้นหา Best Practices และ(๓) Evaluation & Assessment เป็นการวัดและประเมินผลการพัฒนากระบวนการคิด  

ซึ่งประเด็นที่ ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์ และผมได้นำเสนอต่อที่ประชุมผู้บริหารก็คือ การนำเสนอทางเลือก ๓ แนวทาง เพื่อเป็นโจทย์ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ร่วมพิจารณาให้ความคิดเห็น ดังนี้

ทั้งนี้ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อที่ประชุม ๒ ส่วนคือ (๑) การคิดที่ สพฐ.จะกำหนดเป็นกรอบและมุ่งเน้นคืออะไร และ (๒) ต้นทุนเดิมอะไรบ้างที่ สพฐ.มีอยู่ ดังนี้



หลังจากนำเสนอเสร็จก็เป็นช่วงรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งข้อสรุปต่อไปนี้ได้มาจากการประมวลความคิดเห็นของเลขาธิการ กพฐ. (ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน) รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.พิษณุ ตุลสุข) และ ผอ.สพป.นนทบุรี เขต ๑ (ดร.สุวิทย์ มูลคำ) ต่อการพัฒนากระบวนการคิด ดังนี้ 
(๑) การพัฒนากระบวนการคิดขึ้นอยู่กับความเข้าใจเกี่ยวกับการคิดของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ อาทิ ครู ผู้บริหาร ดังนั้น จึงควรทบทวนความรู้ความเข้าใจให้ตรงกันว่าทักษะการคิดคืออะไร ลักษณะการคิดคืออะไร และกระบวนการคิดคืออะไร 
(๒) ควรทดสอบกระบวนการคิดของนักเรียนเพื่อให้รู้ว่าต้นทุนเดิมมีอยู่เท่าไร 
(๓) ควรสะสางที่รากเหง้า ก็คือ "ความรู้ความเข้าใจของครู" เพราะครูไม่ได้เรียนเรื่องการพัฒนาการคิดมาโดยตรง ที่ผ่านมาเรามักจะคิดว่าครูรู้แล้ว ดังนั้น ในการพัฒนาจะต้องปรับฐานให้ความรู้พื้นฐานของครูในเรื่องการคิดให้แน่นหนามั่นคงเสียก่อน สิ่งที่จำเป็นต้องรู้คือ baseline เรื่องการคิดของครู อาจใช้ระบบ e-training หรือ e-testing เช่นเดียวกับระบบการสอบใบขับขี่ของบางประเทศ
(๔) ทฤษฎีการพัฒนาการคิดต้องชัด เรามักถูกถามจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างประเทศเกี่ยวกับการพัฒนาการคิดของไทยว่า ไทยใช้ทฤษฎีอะไรในการพัฒนาการคิด ดังนั้น ปัญหาการพัฒนาการคิดที่ผ่านมาก็คือ เราไม่ชัดในนิยามทฤษฎี การพัฒนาครูไม่ทั่วถึง และปัญหาเรื่องเครื่องมือการวัดและประเมินผลการคิด
(๕) สถาบันผลิตครูควรออกแบบหลักสูตรเน้นการคิด โดยให้นิสิตนักศึกษาครูได้ฝึกการคิดและมีความเข้มแข็งในการพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียน
(๖) เครื่องมือวัดและประเมินการคิดต้องพร้อมใช้ จำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดการคิดที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้รู้ต้นทุนของเด็ก และควรรู้มาตรฐานว่าเด็กระดับชั้นหรือวัยใด ควรจะต้องมีระดับการคิดอย่างไร ซึ่งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแ่ห่งชาติ (สทศ) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานควรร่วมกันกำหนดให้ชัดเจน
(๗) การจัดการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้เด็กคิด การคิดจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อไม่ถูกครอบงำ ต้องอยู่ในบรรยากาศของการเปิดโอกาสให้คิด ซึ่งครูจะต้องออกนอกกรอบ เช่น ครูชาตรี สำราญ ครูต้นแบบปี ๒๕๔๑ "ครูนอกคอก" หรือคุณนิรมล เมธีสุวกุล แห่งบริษัท ป่าใหญ่ครีเอชั่น จำกัด 
(๘) ยกย่องและเผยแพร่ผลงานครูดี ควรมีกระบวนการคัดเลือก รวบรวม แลกเปลี่ยนเทคนิคการสอนที่หลากหลายของครูดีที่มีอยู่เต็มแผ่นดิน
(๙) สื่อเน้นการคิด ควรมีการส่งเสริมให้มีการนำเกมในลักษณะหมากล้อม หรือหมากรุกไทย ให้นักเรียนได้เล่นและเรียนรู้ อาจบรรจุไว้ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนด้วย
(๑๒) การแสดงผลงานเด็กต้องให้เป็นฝีมือเด็ก มีข้อสังเกตว่าผลงานของนักเรียนที่นำเสนอในงานนิทรรศการต่างๆ จะเป็นฝีมือครูคือ ครูเป็นคนทำมากกว่าที่จะเป็นฝีมือของนักเรียน
(๑๓) การพัฒนากระบวนการคิดต้องเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตครู ซึ่งครูจะต้องปรับเปลี่ยน mindset ตั้งแต่การออกแบบการสอน การปรับการเรียนการสอนเปิดกว้างให้นักเรียนตอบแบบไม่มีผิดไม่มีถูก และปรับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน 

สะท้อนคิด:
จะเห็นได้ว่า แนวโน้มของการพัฒนากระบวนการคิดข้างต้น จะมุ่งพัฒนาครูให้รู้ทฤษฎีการคิด สุดท้ายครูจะมีความเข้าใจที่ตรงกันทั้งประเทศ จะนำไปสู่การสอน และการประเมินผล  ซึ่งผมคิดว่าหากดำเนินการจริงๆ คงต้องพิจารณาเทียบเคียงกับ "การอ่าน" เพราะคนพัฒนาเด็กก็คือ ครูเช่นกัน ...แล้วสาเหตุใดจึงเป็นปัญหาเด็กอ่่านไม่ออก จะระบุว่าสาเหตุหลักที่เป็นปัญหาเพราะครูไม่รู้เกี่ยวกับแนวคิดและวิธีการสอนอ่าน ก็ไม่น่าจะใช่... ความคิดของผมในเบื้องต้นนี้ ตั้งข้อสงสัยว่า อยู่ที่ความใส่ใจของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ชุมชน และสังคม ดังนั้น หากเจาะจงเฉพาะครูด้วยการปรับและเติมความเข้าใจทฤษฎีการคิดให้กับครูก็ทำได้ แต่ด้วยวิธีการสื่อสารให้ถึงครูหลายแบบ จุดสำคัญคือ จะมีระบบช่วยให้ครูใส่ใจ และ focus ที่การเรียนรู้ของนักเรียนจริงๆ ได้อย่างไร ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ของครูด้วยกระบวนการ Teacher Coaching & Mentoring ที่ใกล้ชิดครู น่าจะมีความสำคัีญยิ่งและเป็นความหวังของการพัฒนา 

-----------------------------