หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาครู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพัฒนาครู แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

VDO ย้อนหลัง "การประชุมชี้แจงการจัดทำหลักสูตรพัฒนาครู" 13 มี.ค. 2560

VDO ย้อนหลัง 
การประชุมชี้แจงแนวทางการจัดทำหลักสูตรพัฒนาครูประจำการ สพฐ.

แถลงข่าว และตอบข้อซักถาม โดย นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะ (นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ., นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการ กพฐ., นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ., และนางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผอ.สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.)

ความเป็นมา 

เมื่อ 13 มีนาคม 2560 สพฐ.ได้เรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทุกภาคส่วน ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ ร่วมรับฟังการชี้แจงการนำเสนอหลักสูตรพัฒนาครูประจำการ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร

สพฐ. และ ศธ. ต้องการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยทั่วประเทศ ผ่านคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู จึงได้ตั้งงบพัฒนาครูไว้ คนละ 10,000 บาท หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท สำหรับครูทั่วประเทศ (ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่จะเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ต้องการแสดงให้เห็นข้อมูลเบื้องต้นของการดำเนินงาน เท่านั้น) เพื่อให้ครูใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นรายบุคคล ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร

หลักสูตรดังกล่าว จะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่กระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ

Screenshot (144).png
เอกสารประกอบการประชุม

- ข้อกำหนดลักษณะของหลักสูตรการพัฒนาhttps://goo.gl/2OM6u2
- แนวทางการบริหารงบประมาณพัฒนาครูhttp://hrd.obec.go.th/event/q1.pdf
- (ร่าง) ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานhttp://hrd.obec.go.th/event/q3.pdf


 ปฏิทินงาน (ฉบับร่าง)

(ปฏิทินจริง โปรดดูที่เว็บไซต์ สพค.อีกครั้งครับ)

13-20 มี.ค. 2560 องค์กร/ หน่วยงานเสนอ Courses ในรูปแบบ PDF ทาง email: spkobec@gmail.com และปัจจุบันสำนักพัฒนาครูฯ ได้เปิดช่องทางการรับหลักสูตรที่เป็นระบบมากขึ้น โดยให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหลักสูตรระบุลักษณะสำคัญของหลักสูตรและแนบ link หรือ URL ของไฟล์หลักสูตรลงในระบบออนไลน์ โดยคลิกที่ "ช่องทางการเสนอหลักสูตรเพื่อพัฒนาครู" (อยู่ด้านบนสุดของเว็บไซต์สำนักพัฒนาครูฯ โปรดศึกษารายละเอียดที่เว็บไซต์ดังกล่าว ที่นี่ >>> http://hrd.obec.go.th/index1.html
21-29 มี.ค. 2560 สถาบันคุรุพัฒนา Approve Courses ตามเกณฑ์
30 มี.ค. 2560 สพค.ประกาศ Courses ที่รับรองผ่านทางเว็บไซต์ http://hrd.obec.go.th/index1.html
1-15 เม.ย. 2560 ครูในสังกัด สพฐ. (ประมาณ 4 แสนคน) Shopping Courses
20 เม.ย. 2560 สพค.ประกาศรายชื่อครู ที่ Shopping แต่ละ Courses ผ่านทางเว็บไซต์ http://hrd.obec.go.th/index1.html

หลังจากนั้น องค์กร/ หน่วยงานดำเนินการพัฒนาครู

หมายเหตุ:
- เวลาอาจมีการปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม
- การอบรมพัฒนาครู ต้องอยู่ในช่วงปิดเทอม หรือเสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น
- งบประมาณสำหรับการพัฒนาครูคนละไม่เกิน 10,000 บาท (รวมค่าเดินทางและที่พัก) โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณ 2560 (ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2560)


โปรดติดตามข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำข้อเสนอหลักสูตร (course) เพื่อการพัฒนาครู ได้ที่เว็บไซต์นี้ครับ http://hrd.obec.go.th/index1.html


ผู้ประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ และมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียด ที่สำนักพัฒนาครูฯ สพฐ. โทร. 0 2288 5634 หรือ 0 2288 5635 

หมายเหตุ:
ผมไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ไม่ได้เป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตร หรือคณะกรรมการใดๆ ในการดำเนินงานโครงการนี้ จึงไม่สามารถตอบคำถามของผู้สนใจได้ทั้งหมด หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการนี้ ขอให้สอบถามโดยตรงไปที่สำนักพัฒนาครูฯ สพฐ. เพราะผมเป็นเพียงผู้อาสาช่วยประชาสัมพันธ์/ สื่อสารให้อาจารย์ องค์กรเครือข่าย และผู้สนใจ ได้รับรู้และเข้ามีส่วนร่วมในงานของกระทรวงศึกษาธิการนี้ ที่ต้องการพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เท่านั้น 
-------------------------------------------------------
พิทักษ์ โสตถยาคม
14 มีนาคม 2560



------------------------------

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจร่วมประชุมรับฟังการชี้แจงแนวทางการเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

แจ้งข่าว! สำหรับหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคล ที่มีศักยภาพในการพัฒนาครูหรือมีหลักสูตรการอบรมพัฒนาครูประจำการ

ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ได้กำหนดกรอบวงเงินให้ครูรายบุคคล เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาตนเองตามความต้องการจำเป็นของครูรายบุคคล คนละ 10,000 บาท ดังนั้น สพฐ จึงต้องการหลักสูตรอบรมพัฒนาครูประจำการ จากสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคคล องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น เพื่อนำเสนอหลักสูตรอบรมพัฒนาครู ให้ครูได้เลือกสรร

แต่หลักสูตรนั้นจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการที่ สพฐ. ตั้งขึ้นเสียก่อน จากนั้นจะประชาสัมพันธ์ให้ครูทราบและเลือกตามความสนใจ

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาครูประจำการ และประสงค์จะเข้าร่วมเสนอโครงการ/ หลักสูตรฯ ขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการชี้แจงแนวทางการนำเสนอโครงการได้ ในวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม 2560 เวลา 13.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมบางกอกพาเลส (Bangkok Palace Hotel) ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ หนังสือแจ้งเป็นทางการจะประชาสัมพันธ์ไว้ที่เว็บไซต์ สพค. หรือสามารถสอบถามรายละเอียดที่ สพค. 
โทร. 0 2288 5634
หรือ  0 2288 5635

ภาพในบรรทัด 1

หากหน่วยงาน องค์กร หรือบุคคลใดจะเข้าร่วมรับฟังการประชุมชี้แจงครั้งนี้ โปรดแจ้งชื่อและรายละเอียดของผู้ที่จะเข้าร่วมรับฟังการชี้แจง ลงในแบบฟอร์มนี้  https://goo.gl/6lp5j8 


เมื่อกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มข้างต้นแล้ว สามารถตรวจสอบรายชื่อของผู้แจ้งความประสงค์ ได้ที่นี่ https://goo.gl/oHZHun

ขอความกรุณาท่านช่วยประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้สนใจทราบต่อๆ ไปด้วย 

ขอบคุณครับ
พิทักษ์ โสตถยาคม

ปล. มีผู้สอบถามเกี่ยวกับรายละเอียด เรื่อง เกณฑ์พิจารณาโครงการ/ หลักสูตรการอบรมพัฒนาครู และรายละเอียดการเข้าร่วมประชุมมาที่ผม จึงขอเรียนว่า อาจต้องสอบถาม สพค.โดยตรง หรือรอ สพฐ.ชี้แจง และฟังการแถลงข่าวของ รมว.ศธ.ในวันนั้นครับ ผมเพียงอาสาช่วยในส่วนของการทำระบบแจ้งชื่อผู้สนใจเข้าประชุม และช่วยกระจายข่าว/ ประชาสัมพันธ์ให้ทันกาล เพราะกำหนดจัดงานกระชั้น แต่ต้องการการรับรู้ในวงกว้าง จึงช่วยสื่อสารให้ผู้ทรงคุณวุฒิและเครือข่ายเท่าที่ผมจะประสานได้ครับ

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ร่วมมือปฏิรูปการศึกษา: จะทำอะไร-อย่างไร

ข้อเสนอจากเวทีเสวนา “พลังเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน”
 พิทักษ์ โสตถยาคม

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ได้จัดประชุมเสวนา “พลังเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน” ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2556 เวลา 10.00-14.00 น. มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ (1) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการและผลการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาขององค์กรภาครัฐ และ(2) เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางการประสานความร่วมมือและรวมพลังเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้บรรลุเป้าหมายที่มุ่งหวังร่วมกัน การประชุมนี้มีประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์) เป็นประธานการเสวนา ผู้ร่วมประชุมมาจาก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย (1) กพฐ. ได้แก่ นายวินัย รอดจ่าย นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นายปราโมทย์ แก้วสุข (2) ผู้บริหารองค์กรเครือข่าย ได้แก่ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร นพ.สุภกร บัวสาย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และ(3) ผู้บริหารระดับสูง สพฐ./ ผู้แทนสำนัก ได้แก่ น.ส.วีณา อัครธรรม ดร.เกษม สดงาม นายโสภณ โสมดี นางสุกัญญา งามบรรจง น.ส.พจนีย์ เจนพนัส นางภาวนี ธำรงเลิศฤทธิ์ ดร.ชวลิต โพธิ์นคร ดร.พีระ รัตนวิจิตร นายไกร เกษทัน นายสมยศ ศิริบรรณ นางพวงมณี ชัยเสรี นายสมควร วรสันต์ ดร.พิธาน พื้นทอง นางกมลจิตร ดวงศรี นางนุจวดี เจริญเกียรติบวร ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข นายสังคม จันทร์วิเศษ ดร.อรนุช มั่งมีสุขศิริ น.ส.ดุจดาว ทิพย์มาตย์ นางสุดจิตร์ ไทรนิ่มนวล นายพิทักษ์ โสตถยาคม นายคู่บุญ ศกุนตนาค นางศรีนวล วรสรรพการ นายปราโมทย์ ขจรภัย นายวสันต์ สุทธาวาศ น.ส.ยมนา พินิจ น.ส.วรนุช รุ่งเรืองเจริญกุล นางรัชทิตา เชยกลิ่น น.ส.จันทิรา ทวีพลายนต์ และน.ส.จุฑารัตน์ ก๋องคำ


          ผู้บริหารองค์กรเครือข่าย ทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)  ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ ได้นำเสนอกระบวนการและผลการสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา จากนั้นผู้บริหารองค์กรเครือข่ายและผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อเสนอเพื่อการพัฒนา ดังนี้


1. เรียนรู้จากเครือข่ายและหนุนเสริมเติมต่อ กพฐ. และ สพฐ. ควรนำสิ่งดีที่ภาคีเครือข่ายทำอยู่ มาอุดช่องว่างการทำงาน และปรับตัวในการทำงานของตนเอง เพื่อร่วมเดินทางไปด้วยกันกับองค์กรภายนอกและภายใน ไม่ว่าจะเป็น 5 องค์กรหลัก หรือสำนักต่างๆ ใน สพฐ.ด้วยกัน ต้องประสานกันอย่างเข้มข้น ควรให้ความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ แต่ประเด็นที่ สพฐ.ต้องปรับตัวอย่างมากคือเรื่องของระบบบริหารงานบุคคล ระบบ Intensive และระบบ School Autonomy  นอกจากนั้น กพฐ. และ สพฐ. ควรพิจารณาให้การสนับสนุนช่วยเหลือการดำเนินงานของภาคีเครือข่าย ให้สามารถดำเนินการในสิ่งที่ดีและสร้างสรรค์ต่อไป ซึ่งควรนำผลการประชุมเสวนาพลังเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งนี้รายงานต่อที่ประชุม กพฐ. โดยเร็วที่สุด เพื่อทราบและร่วมขบคิดพิจารณาผลักดัน “วิธีปฏิบัติที่ดีและน่าสนใจ” ของภาคีเครือข่ายไปสู่การใช้ประโยชน์ในการจัดจัดการศึกษา
2. องค์กรตัวช่วย บทบาทหลักเกี่ยวกับการจัดการศึกษายังคงเป็นกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนภาคีเครือข่ายต่างๆ เป็นเพียงตัวช่วย และผู้หนุนเสริมภารกิจของกระทรวง ไม่ใช่แย่งงานกระทรวงไปทำ และไม่สามารถมีศักยภาพในการจัดการศึกษาทดแทนกระทรวงได้ ดังนั้น องค์กรตัวช่วยจะสามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาได้ ด้วยการแบ่งส่วนกันทำในงานตามความถนัด แล้วนำมาต่อกัน ดังนี้ หากแบ่งงานออกเป็น 4 ขั้น ประกอบด้วย (1) ขั้นสร้างความรู้ (2) ขั้นเอาความรู้ไปทดลอง (3) ขั้นผลักดันเป็นนโยบาย และ(4) ขั้นดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบาย ซึ่งในขั้นที่ 1-2 เป็นความถนัดของภาคีเครือข่ายที่จะทำการวิจัย เมื่อได้ผลแล้วก็ส่งมอบให้กระทรวงศึกษาธิการเพื่อดำเนินการในขั้นที่ 3-4 อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นผู้กำหนดโจทย์การวิจัยและรองรับผลการวิจัยไปใช้ จะทำให้การทำงานของภาคีเครือข่ายและกระทรวงศึกษาธิการเชื่อมต่อกันได้อย่างดี
3. ปรับวิธีประเมินครูสู่วิทยฐานะ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำงานและความก้าวหน้าของครูไม่ก่อให้เกิดคุณภาพผู้เรียน ก็คือ การประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะที่ครูต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ ก.ค.ศ. หรือ อ.ก.ค.ศ. ไม่ไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียนที่คาดหวัง ดังนั้น จึงควรปรับแก้เงื่อนไขการประเมินครูให้เอื้อต่อคุณภาพผู้เรียนในลักษณะเช่นนี้ให้จงได้
4. ต้องการผู้นำที่เข้าใจ-เปิดใจ ผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพ ในการสร้างและนำนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ ที่ผ่านมาพบว่า ผู้นำและบุคลากรที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ ไม่เข้าใจที่ดีพอในการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย รวมทั้งไม่เปิดใจเรียนรู้และร่วมพัฒนาไปด้วยกันนัก จึงทำให้รูปแบบและวิธีการที่ดี  ไม่สามารถเกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติได้เต็มที่ ดังนั้น จึงควรสร้างความเข้าใจร่วมกันและปรับตัวขับเคลื่อนการพัฒนาไปพร้อมกันกับภาคีเครือข่าย ผู้นำระดับนโยบายควรเข้าไปเป็นเพื่อนร่วมทาง ร่วมเรียนรู้ และเป็นโค้ชให้กับผู้นำระดับปฏิบัติ ควบคู่กับการสั่งการตามปกติ รวมทั้ง เสริมพลังอำนาจ (empowerment) ให้ผู้นำในพื้นที่ให้ทำงานเต็มความสามารถ เป็น “การสร้างแม่ทัพในพื้นที่” ให้เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน
5. ต้องการผู้นำที่เอาจริงและต่อเนื่อง เมื่อเอ่ยถึงผู้นำระดับนโยบาย เรามักจะนึกถึงฝ่ายการเมืองหรือรัฐมนตรี ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเช่นปัจจุบัน แต่การศึกษาจำเป็นต้องมีผู้นำระดับสูงที่เป็นหลัก มี commitment ที่จะดำเนินนโยบายและทิศทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 4-8 ปี ซึ่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) คือผู้นำที่ทุกฝ่ายให้ความเชื่อมั่นและเป็นความหวังใหม่ในการทำให้ “เรือนิ่ง” และการจัดการก็จำเป็นต้อง “นิ่ง-จริงจัง-ต่อเนื่อง” ด้วยเช่นกัน เพื่อดำเนินไปสู่สภาวะความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา

6. ทำเรื่องสำคัญและจำเป็นจริงในการปฏิรูปการศึกษา สิ่งที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ควรพิจารณาดำเนินการคือ เน้นเรื่องที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้จริง ที่เป็นเรื่องสำคัญบางเรื่อง แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพโดยรวม โดยใช้วงจรการวิจัยและผลักดันเป็นนโยบาย อาทิ เรื่องคุณภาพครู เรื่องประสิทธิภาพโรงเรียน อาจลงไปทำตั้งแต่ที่มา/การเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน การบริหารจัดการโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนมีความสามารถมากขึ้น ลดช่องว่างระหว่างโรงเรียนคุณภาพต่ำให้ขยับมาใกล้โรงเรียนคุณภาพสูง
7. เน้น 4 คานงัด จากสถิติพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่การเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็น “การเรียน(ในระบบ)ครั้งสุดท้ายในชีวิต” โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งทิศทางการยกระดับคุณภาพการศึกษาในประเทศต่างๆ พบว่า สามารถยกระดับคุณภาพได้ด้วยการให้ความใส่ใจในการเรียนรู้และการพัฒนากลุ่มเด็กด้อยโอกาสและเด็กไม่เก่ง ดังนั้น หนึ่งใน “คานงัด” ของคุณภาพการศึกษา ก็คือ การช่วยกลุ่มเด็กด้อยโอกาส นอกจากนั้น บทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับอีก 3 คานงัด ได้แก่ การช่วยครู ที่เปลี่ยนจาก training ในลักษณะ “อบรมแบบพรมน้ำมนต์” เป็น coaching and mentoring การปรับระบบวัดผล ต้องเปลี่ยนจากการสอบในลักษณะ “เดิมพันสูง” หรือเพื่อการตัดสิน ไปเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนา การสร้างระบบข้อมูลเพื่อ monitor การศึกษา โดยสร้างระบบที่เชื่อมโยงกับห้องเรียนและโรงเรียน รู้ละเอียดในสถานการณ์ของครูและนักเรียน เพื่อให้ผู้หนุนนำช่วยเหลือสามารถรู้และช่วยได้ทันท่วงที
8. คิดใหญ่ เริ่มเล็ก การเริ่มต้นดำเนินงานอาจมุ่งไปที่กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนจำนวนหนึ่งในแต่ละพื้นที่ ในลักษณะโครงการวิจัยและพัฒนา 3-5 ปี เพราะเมื่อเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาจะเป็นเสมือน “ของขลัง” ไม่มีใครมารบกวนหรือล้มเลิก ซึ่งสามารถกำหนดโจทย์การวิจัยเพื่อพัฒนา จะได้ตัวแบบ และสามารถมี commitment ในการดำเนินการร่วมกันของภาคีเครือข่ายได้ดี อาจใช้จังหวัดบางจังหวัดที่มีการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายทับซ้อนกันอยู่ และใช้จังหวัดเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างกันครั้งใหม่
9. ใช้พื้นที่เป็นฐานของความร่วมมือ การพูดคุยเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กร ควรลงไปสร้างข้อตกลงในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง แล้วพัฒนาไปสู่งาน/ โครงการที่จะลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ มีรายละเอียดต่างๆ ทั้งกิจกรรมที่จะทำ  งบประมาณที่จะใช้ หรือผลผลิตที่จะได้ ซึ่งการพูดคุยระดับหน่วยปฏิบัติจะมีความเป็นไปได้สูงกว่าการพูดคุยของผู้บริหารระดับนโยบายในส่วนกลาง
10. ปรับการจัดการใหม่ ที่ผ่านมาภาพที่ปรากฏให้เห็นของกระทรวงศึกษาธิการ “ใช้เงินเยอะ ได้ผลน้อย” ต้องปรับเปลี่ยนเป็น “ใช้เงินน้อย ได้ผลเยอะ” และการบริหารจัดการแบบแนวตั้ง “แท่ง” ควรปรับเปลียนเป็นการจัดการแบบแนวนอน “ตัดขวาง” ซึ่งในการปรับเปลี่ยนควรจัดทำเป็นโครงการวิจัยและพัฒนาระยะยาว เพื่อทดลองเรียนรู้รูปแบบใหม่ในการบริหารจัดการ อาจทำความร่วมมือกับ สกว. หรือ สสค. ซึ่งจะทำให้ได้ทราบปัจจัยเงื่อนไขเชิงระบบที่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากฐานงานวิจัย


11. สร้างนโยบายใหม่บนฐานวิจัย ควรให้มีนักวิชาการของ สพฐ. และภาควิชาการ เพื่อตั้งเป็นกลุ่ม Policy Think Tank ที่มีความเป็นกลางและมีอิสระพอสมควร ในการทำหน้าที่วิจัยและพัฒนานโยบาย ทดลอง และนำเสนอนโยบายให้ สพฐ. หรือแม้แต่การวิจัยสถาบัน (Institutional Research)
12. ควรปฏิรูปทั้งโรงเรียน บทเรียนที่ได้จากความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายที่ผ่านมา พบว่า การพัฒนาเพียงบางประเด็น หรือมุ่งเน้นพัฒนาครูบางคน เมื่อโครงการจบ จะไม่ได้รับการสานต่อจากผู้บริหารโรงเรียน ดังนั้น ในการดำเนินการควรขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งโรงเรียน โดยผู้บริหารและครูทุกคน อย่างต่อเนื่อง จริงจัง และมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอน
13. จุดประกายและตามไปเชียร์ ประเด็นที่สำคัญในการหนุนเสริมคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ก็คือ การจุดประกาย ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน “ไฟติด” แล้วลงติดตามไปช่วยเชียร์ ให้เกิดความฮึกเหิมมุ่งทำสิ่งที่ได้ทำอยู่อย่างต่อเนื่องและดียิ่งขึ้น นอกจากการร่วมชื่นชม ให้กำลังใจ ให้การยอมรับในสิ่งดีที่เขาทำอยู่ หรือจะใช้สื่อสารมวลชนที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือเพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจและมีแรงใจในการทำดี นอกจากนั้น การลงไปยังพื้นที่ของผู้นำระดับนโยบาย จะทำให้ได้รับทราบปัจจัยเงื่อนไขของการทำได้หรือไม่ได้ของผู้ปฏิบัติ และจะได้ข้อเสนอเพื่อนำกลับมาปรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายให้สามารถสู่การปฏิบัติได้อย่างราบรื่น
14. ขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความชื่นชม เมื่อโรงเรียนดำเนินงานโครงการที่เป็นการปลูกฝังคุณธรรม ให้เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเกิดและปรากฏชัดในตัวผู้เรียน แล้วมีผู้บริหารระดับสูง ผู้นำองค์กร หรือผู้ใหญ่ในบ้านเมืองลงไปในพื้นที่ ไปเยี่ยมชมกระบวนการและผลที่เกิดขึ้น ได้ช่วยให้ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีความภาคภูมิใจ มีพลังแรงใจในการมุ่งมั่น ดำเนินงานต่อด้วยความมั่นใจและกระตือรือร้น ดังนั้น การให้ความสำคัญของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ การหนุนเสริมการดำเนินงาน และการลงไปชื่นชมผลที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนของผู้นำองค์กร จึงมีส่วนสำคัญยิ่งในกระบวนการพัฒนาบุคลากรและคุณภาพผู้เรียน
15. เปลี่ยนการบริหารจัดการครู อุปสรรคเชิงงบประมาณของการพัฒนาการศึกษาคือ งบบุคลากรแต่ละปีใช้ประมาณ 80% ส่วนงบพัฒนามีจำกัดและมีความสัมพันธ์กับคุณภาพผู้เรียนน้อย สิ่งที่น่าสนใจในการพัฒนาครูคือ ไม่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาครูเพียงมาตรการระยะสั้น เช่น coaching หรือ Professional Learning Community (PLC) เท่านั้น ควรให้ความสำคัญกับมาตรการระยะยาวด้วย เช่น การตั้งเป้าหมายในการลดงบประมาณจาก 80% ให้เหลือ 50% ภายในเวลา 5-10 ปี เพื่อนำงบประมาณมาพัฒนาคุณภาพ หรือการจัดทำแผนระยะยาวเกี่ยวกับบริหารจัดการครูและบุคลากร (Personnel Administration Plan) มีความจำเป็นที่ต้องสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันมีครูกี่ช่วงวัยหรือกี่รุ่น แต่ละรุ่นจะต้องเติมและพัฒนาอย่างไร รวมทั้งการรับคนที่จะเข้าไปเป็นครู และการปลดล็อคให้สามารถโยกย้ายหรือเกลี่ยครู ไปยังโรงเรียนที่ขาดแคลน ซึ่งอาจต้องมีการทำวิจัยในประเด็นเหล่านี้ก่อน


16. สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่และให้ทางเลือกแก่ครู มีครูจำนวนมากที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการสอนของตนเอง ให้เป็นไปในแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ แต่ปัญหาของครูคือ ครูนึกไม่ออกว่าการสอนที่ต้องการให้ครูเปลี่ยนไปนั้นเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยเห็นและได้รับประสบการณ์ตรงของการเรียนรู้แบบ Active Learning  ตลอดชีวิตของการเป็นนักเรียนและการทำงานของครู ครูพบเห็นแต่การจัดการเรียนรู้แบบ Passive Learning ดังนั้น การพัฒนาครูจึงควรเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่แบบ Active Learning เพื่อครูจะได้รับรู้ถึงความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เช่นนี้และปรับเปลี่ยนการสอนของตนเองเพื่อศิษย์ รวมทั้งการแสวงหาตัวอย่างหรือวิธีการปฏิบัติที่ดีที่หลากหลายให้ครูได้เลือกนำไปปรับใช้ในการสอน
17. ปรับวิธีการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ที่ผ่านมาจะพบเห็นวิธีการนำนโยบายสู่การปฏิบัติใน pattern เดิม อาทิ จัดทำเอกสาร สั่งการ ประชุม หรือจัด Event ซึ่งพบว่าไม่ได้ผลที่น่าพอใจนัก จึงควรหานวัตกรรมของการขับเคลื่อนนโยบาย หรือแนวทาง Implement นโยบายที่สามารถคาดหวังการเปลี่ยนแปลงระดับการปฏิบัติได้จริง
18. ห้องเรียน-ครอบครัว-สังคม ร่วมพัฒนาเด็ก สิ่งที่ภาคีเครือข่ายจะร่วมด้วยช่วยพัฒนาเด็ก ไม่ควรเน้นไปที่ห้องเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะความรู้จากห้องเรียนจะติดตัวเด็กประมาณ 1 ใน 3 จึงควรให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กอีก 2 ใน 3 ส่วน ก็คือการเรียนรู้จากครอบครัวและสังคม ดังนั้น มีความจำเป็นต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจนและร่วมมือกันให้มากยิ่งขึ้น
19. ใช้หนังสือเป็นเครื่องมือสร้างคน การหนุนเสริมการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนด้วยการมีหนังสือดีๆ ให้เด็กอ่าน เพิ่มเติมหนังสือที่เด็กอยากอ่านในโรงเรียน หรือการสนับสนุนห้องสมุดมีชีวิต รวมทั้งการย่อยผลงานวิจัยที่ดีมีประโยชน์ในรูปแบบนิทรรศการให้ไปสู่โรงเรียนและการนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้และต่อยอด
20. พัฒนาทักษะการเรียนรู้-สร้างแรงบันดาลใจ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ควรมุ่งเน้นเพียงผลสัมฤทธิ์ หรือคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้น ควรให้ความสำคัญกับทักษะการเรียนรู้ด้วย ควรส่งเสริมให้ครูให้ความสำคัญในมิติการจัดการเรียนรู้ศิลปะ ดนตรี กีฬา และเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ให้เด็ก เพราะไม่ควรมุ่งไปที่การสอนของครูเป็นหลัก ควรช่วยให้ผู้เรียนได้มีความอยากรู้อยากเรียน มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ดี ก็จะทำให้เกิดคุณภาพที่ต้องการได้ง่าย ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญของการปรับเปลี่ยนความคิด เจตคติในการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแรงหนุนสำคัญให้เกิดคุณภาพการศึกษา
------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

Thinking: มุมมอง ผอ.เขต

Thinking: มุมมอง ผอ.เขต

พิทักษ์ โสตถยาคม

วันที่ 14 กันยายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่สองของการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประเทศ ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน เป็นการนำเสนอผลการประชุมกลุ่มของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งกลุ่มที่ได้รับโจทย์ “การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์” โดยอภิปรายถึงขั้นตอนวิธีการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 20 คน (สำหรับ 8 กลุ่ม ที่เหลือจะอภิปรายเรื่อง การ Scan การอ่านออกเขียนได้ จำนวน 4 กลุ่ม และเรื่องตัวชี้วัดตามนโยบาย รมว.ศธ. จำนวน 4 กลุ่ม) ผลการนำเสนอที่ีมีรองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.กมล รอดคล้าย) เป็นประธาน มีดังนี้


  1. จำเป็นต้องให้ความรู้ครูในเรื่องกระบวนการคิด เพราะปัจจุบันครูมีความเข้าใจไม่ตรงกัน และครูจะต้องรู้ก่อนสอน การพัฒนาครูจำเป็นต้องทำเพื่อใ้ห้เข้าใจตรงกัน แต่ไม่ใช่การอบรม ซึ่งทุกระดับจะต้องมองภาพเดียวกัน ทั้งโรงเรียน เขต และ สพฐ. ข้อเสนอคือ ให้ใช้ชุดฝึก ดังเช่นชุดฝึกในปี 2527 "เปลวเทียนที่ต้านลม" หากจะมีการสร้างความเข้าใจครูควรทำช่วงปิดเรียนเดือนเมษายน จากนั้นให้ครูนำไปใช้สอน แล้วให้ศึกษานิเทศก์ไป Coaching and Mentoring ตามบริบทของครูที่แตกต่างกัน มีเครื่องมือไปช่วยในการตรวจสอบผล ส่วนผู้บริหารโรงเรียนจัดทำแผนการบริหารจัดการที่สอดคล้องบริบท และบริหารจัดการตามชุดฝึกหรือคู่มือนี้   
  2. คัดเลือกโรงเรียนต้นแบบ ที่ดำเนินการได้ประสบผลสำเร็จเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้โรงเรียนอื่นในพื้นที่
  3. พัฒนาต่อเนื่องระยะยาว 3-5 ปี อยากให้พูดเรื่องการพัฒนากระบวนการคิดสัก 5 ปี ไม่ควรเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย ซึ่งถ้าต่อเนื่องเช่นนี้รับรองว่าจะเกิดผลที่้ต้องการ เพราะมีความเืชื่อมั่นในพลังและความจริงจังของคน สพฐ.
  4. จัดการศึกษาต้องให้เด็ก "คิดเป็น" ตามปรัชญาแนวคิดมีความเชื่อว่า คนเกิดมาก็คิดอยู่แล้ว แม้อ่านหนังสือไม่ออกก็คิด แต่เมื่อเข้าสู่การจัดการศึกษาจะต้องสร้างให้เด็กคิดเป็น และต้องทำให้เด็กอ่านได้ด้วย 
  5. สาเหตุที่เด็กคิดไม่เป็น ส่วนหนึ่งมาจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่เลี้ยงแบบทนุถนอมเกินไป ให้ทำตามแบบอย่าง และมีข้อห้ามข้อปฏิบัติมาก ส่วนสาเหตุจากครูคือ ครูไม่รู้การคิด เน้นการจำ การจัดการเรียนการสอนไม่ใส่กระบวนการคิด และสำนักงานเขตพื้นที่ไม่มีข้อมูลครูว่า มีครูกี่คนที่ไม่รู้เรื่องการคิด นอกจากนั้นการรับสื่อ ICT ตลอดเวลาก็ไม่เอื้อให้คิด รวมทั้งพื้นฐานเด็กที่ไม่รักการอ่านและการเขียนด้วย
  6. สร้างกระแสขอพลังการมีส่วนร่วมของสังคม และสร้างค่านิยมใหม่ให้เกิดขึ้น เช่น เด็กทำของเล่นเอง
  7. สร้างเครื่องมือจำแนกสมรรถนะครู ควรเ็ป็นบทบาทของ สพฐ.ที่จะดำเนินการพัฒนาเครื่องมือ
  8. พัฒนาครู ควรให้เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่ ที่จะกำหนดวิธีการ กิจกรรมของตนเอง 
  9. สนับสนุนงบพัฒนาแบบ Block Grant โดย สพฐ.เป็นผู้กำหนดเป้าหมาย จัดสรรงบประมาณเป็นก้อน และขอให้เชื่อมั่นเขตและโรงเรียน ซึ่ง สพฐ.สามารถรอดูผลที่เกิดขึ้นได้เลย รวมทั้งผลสอบ PISA ในครั้งต่อไป
  10. จัดทำ Shopping List มี Menu ให้โรงเรียนเลือกใช้ ซึ่ง สพฐ.เป็นผู้ดำเนินการในส่วนนี้
  11. จัดทำ VCD ตัวอย่างครูสอนคิดเก่งๆ เพื่อเผยแพร่แจกจ่าย
  12. กำกับติดตามผลของโรงเรียนแบบเข้ม ด้วยคณะกรรมการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหลายคณะ
  13. ให้รางวัลผู้ประสบผลสำเร็จ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจของบุคลากรที่สามารถดำเนินการได้บรรลุผล
  14. สำรวจความรู้เรื่องการคิดของครูและผู้บริหาร ควรมีกระบวนการจำแนกระดับความรู้ของครูและผู้บริหาร เมื่อพบว่า คนใดจำเป็นต้องพัฒนา ให้เข้ารับการพัฒนาเฉพาะคน ไม่พัฒนาทุกคนเหมือนกัน
  15. ออกแบบหลักสูตรการพัฒนาครู โดยเริ่มต้นจากการให้ความรู้ครูในเรื่องทักษะการคิด มีช่วงเวลาให้ครูได้ปฏิบัติการสอน 1-12 เดือน แล้วมีการนิเทศติดตาม มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการค้นหาโรงเรียนดีที่เป็นตัวอย่างได้ ซึ่งการพัฒนาควรมีปฏิทินตลอดปี หากมีการอบรมควรจัดในช่วงปิดภาคเรียน ไม่ควรแยกครูออกจากห้องเรียน
  16. จำแนกระดับการคิดของนักเรียน โรงเรียนควรรู้จักเด็กเกี่ยวกับความสามารถในการคิด จะได้ช่วยเสริมเติมเต็มนักเรียนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  17. จัดทำ "ตัวช่วย" สำหรับครู ควรจัดทำสื่อ นวัตกรรม เครื่องมือวัดและประเมินการคิด กิจกรรมต่างๆ ให้ครูสามารถนำไปใช้ได้สะดวก
ในตอนท้าย เมื่อนำเสนอเสร็จทั้งเรื่องการคิด การอ่าน และตัวชี้วัดแล้ว รองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.กมล รอดคล้าย) ได้ฝากสำนักในส่วนกลางให้จัดระบบของการทำงานในส่วนกลาง 3 ส่วน คือ (1) อยากให้คิดแบบ Holistic ให้มองเป็นองค์รวมให้เห็นเป็นภาพรวม ไม่ควรทำเป็นส่วนๆ หรือบอกสำนักงานเขตไปเป็นเรื่องๆ (2) ควรให้ Input ทั้งงบประมาณ สื่ออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สำนักงานเขตได้คิดโครงการในพื้นที่ได้เอง และ(3) ควรให้ Reward สำหรับผู้ที่ดำเนินการได้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งรางวัลนี้อาจเป็นโล่ หรือให้ไปศึกษาดูงาน หรือให้งบประมาณมากขึ้น ส่วนผู้ที่ยังทำไม่สำเร็จก็จำเป็นต้องเข้าไปพิจารณาช่วยหนุนเสริมบางอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้สำนักงานเขตสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

สะท้อนคิด:
ผมพบว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีำพลังที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพในโรงเรียนต่างๆ ในความรับผิดชอบ เสียงที่ได้ยินในการประชุมครั้งนี้บ่งบอกความต้องการความเป็นอิสระในวิธีการคิดและการทำงานในขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง โดยให้ส่วนกลางบอกเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน รวมทั้งให้การสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น เสียงจากการประชุมสะท้อนเกี่ยวกับบทบาทของโรงเรียน เขตพื้นที่ และส่วนกลางที่มีความชัดเจนพอสมควร พอที่จะใ้ห้เกิดความคิดที่จะร่วมคิดร่วมทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางนี้ ที่มีความท้าทายมากๆ ...คงไม่เพียงแต่บางเรื่อง เช่น เรื่องการคิด ควรทำทั้งระบบ กำหนดเป้าหมายแบบองค์รวมดังที่รองเลขาธิการ กพฐ.ได้ชี้แนะไว้ และสร้างกลไกการกำกับติดตาม รวมทั้งสร้างระบบรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้น (Accountability) ...ส่วนความชัดเจนในการพัฒนาครู 2-3 เรื่อง ก็คือ ไม่ใช้การอบรมปูพรม ถ้าอบรมควรเป็นช่วงปิดเรียนและบางคนที่จำเป็น มีตัวช่วยครู/Shopping List  และระบบหนุนเสริมการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง (Teacher Coaching and Mentoring) 
-------------------------------