หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คิดหลังคุยกับ รมช.ศธ.

คิดหลังคุยกับ รมช.ศธ.
พิทักษ์ โสตถยาคม
11 ธ.ค. 2557

สิ่งที่ผมนำมาคิดต่อหลังจากสนทนากับ รมช.ศธ. (พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์) และคณะ ย้อนมองปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนนำร่องในโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน เพื่อตั้งประเด็นสำหรับการร่วมคิดและพัฒนาการดำเนินงานของผู้เกี่ยวข้องในโอกาสต่อไป ดังนี้


1. กรรมาธิการยกร่างปลดล็อก  การปลดล็อกปัญหาอุปสรรคที่รุมเร้าขัดขวางการเรียนรู้ของผู้เรียน ถือเป็นเรื่องดีที่ควรทำอย่างยิ่ง หากสังเคราะห์องค์ความรู้จากผลการวิจัยที่ผ่านมา อาจไม่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานนัก และรวมกับการวิเคราะห์วิจัยจากประสบการณ์การปฏิบัติของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพิ่มเติม นำมาผ่านกระบวนการคิดพิจารณาร่วมกันของผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ น่าจะได้ข้อสรุปที่ออกมาเป็นกฎระเบียบและคำสั่งเพื่อขจัดอุปสรรค ผลักดันการกระจายอำนาจ และความรับผิดชอบทางการศึกษาไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเทียบเคียงกับกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันที่จริงก็มีความจำเป็นในขณะนี้อย่างมาก เพราะ รมว.ศธ.จะต้องลงนามในคำสั่งมอบอำนาจ/ กระจายอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากลุ่มนำร่อง 20 เขต ไปดำเนินการ ดังนั้น การจะออกคำสั่งเรื่องการกระจายอำนาจไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจึงต้องผ่านการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้ผลการวิจัยและข้อค้นพบที่ผ่านมาเป็นฐาน

2. แนวคิดไม่ใหม่-ไม่ยาก แนวคิดที่ต้องการปรับการเรียนการสอนไม่ใช่เรื่องใหม่ จากการร่วมสัมมนาปฏิบัติการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน หรือเรียกว่า Coaching Lab เป็นการแนะนำเรื่องการตั้งวงทำ AAR ทบทวนการทำงานของครูประจำสัปดาห์ และการแนะให้ผู้บริหารโรงเรียนเก็บข้อมูลการสอนของครูให้เป็น และนำสิ่งที่เก็บข้อมูลได้ไปเป็นประเด็นสนทนาในวง AAR ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติอย่างเป็นวิถีชีวิต ดังนั้น หากโรงเรียนปกป้องเวลาของครูและจัดสรรเวลาเพื่อทำ AAR เป็นประจำทุกสัปดาห์ และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง ก็จะเกิดผลดีตามสมมติฐานของโครงการ ซึ่งเมื่อเป็นสิ่งดีงามก็ควรส่งเสริมให้โรงเรียนโดยทั่วไปได้นำไปใช้ โดยไม่ต้องสมัครเข้าร่วมโครงการ

3. Trust: ไว้เนื้อเชื่อใจเขต การมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพโรงเรียน ควรเชื่อมั่นและไว้วางใจให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละคนได้ใช้ภาวะผู้นำอย่างเต็มที่ พิสูจน์ฝีมือ ทำเรื่องที่ท้าทายเหล่านี้ให้ประจักษ์ชัด เพราะเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน 6 เดือน มีการติดตามประเมินผล ก็จะได้รู้อย่างชัดเจนว่า การกระจายอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ และจะได้รู้ชัดว่าการจัดการศึกษาของประเทศนี้จะฝากความหวังไว้ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มากน้อยเพียงใด ฝ่ายติดตามประเมินผลของคณะทำงานส่วนกลางควรทำหน้าที่ติดตามประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสะท้อนผลการปฏิบัติงานของเขตพื้นที่การศึกษาที่เชื่อมโยงกับคุณภาพของผู้เรียนและโรงเรียน

4. โค้ชนอกเขต ความจำเป็นของตัวช่วยหรือโค้ชภายนอก ความคิดเบื้องต้นของโครงการจะกำหนดให้มีโค้ชภายนอกไปช่วยเขต แต่เมื่อคิดทบทวนถึงหลักคิดของโครงการที่จะให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีอิสระ สามารถจัดการตัวเองได้ เพื่อทำเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้สำเร็จตามแต่ระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเขตทำได้เอง และเชื่อว่าเขตส่วนใหญ่คิดเช่นนี้ ดังนั้น การที่จะกำหนดโค้ชภายนอกแถมไปให้แต่ละเขต จึงควรทบทวนไตร่ตรองเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งอาจมี 3 ทางเลือก แต่ละทางเลือกมีข้อคิดดังนี้
1) ให้เขตดำเนินการด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งโค้ชภายนอก ข้อดีคือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของเขตว่า สามารถรองรับการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้จริงหรือไม่ อย่างไร
2) จัดโค้ชภายนอกไปให้โดยไม่ต้องถามเขต ข้อดีคือง่ายต่อการจัดการของส่วนกลาง ข้อเสียคือ เขตไม่มีสิทธิมีเสียง และไม่เป็นไปตามหลักการของโครงการที่มุ่งหวังจะให้เขตคิดเองและจัดการตนเอง
3) ถามเขตก่อนว่าต้องการหรือไม่ ถ้าต้องการ เขตจะเลือกแบบใด (3.1) ให้ส่วนกลางจัดโค้ชให้ แล้วแต่ส่วนกลาง (3.2) ให้ส่วนกลางจัดโค้ชให้ แต่มี list รายชื่อโค้ชให้เขตได้เลือก  และ(3.3) เขตจะเลือกโค้ชเอง เป็นโค้ชที่เขตรู้ฝีมือและเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีเพื่อบรรลุเป้าหมายของโครงการที่มุ่งหวัง ซึ่งการเลือกตัดสินใจทางหนึ่งทางใด ก็จะกระทบข้อค้นพบจากการวิจัยและประเมินผลครั้งนี้ด้วย เช่น หากใช้โค้ชภายนอกแล้วการดำเนินการของเขตนั้นประสบความสำเร็จ ก็จะสรุปว่า ที่สำเร็จเพราะมีโค้ชภายนอกไปช่วย แสดงว่าถ้าจะมีการขยายผลการดำเนินการไปยังเขตอื่นๆ ก็จำเป็นต้องจัดหาโค้ชไปช่วยเขตเช่นเดียวกันเขตนำร่อง แต่ในความเป็นจริงอาจไม่จำเป็น เพราะสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถทำให้บรรลุผลได้ด้วยวิธีการที่เขตคิดเองและดำเนินการด้วยตนเองก็เป็นได้ ดังนั้น หากย้อนไปมองหลักคิดที่จะให้เขตเข้มแข็งอย่างแท้จริง ก็จำเป็นต้องมีกระบวนการทำความรู้จักศักยภาพของบุคลากรในแต่ละเขตพื้นที่ พูดคุยสอบถามแนวทางพัฒนาของเขต รวมถึงศึกษาความต้องการจำเป็นที่เขตต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากภาคีเครือข่ายภายนอก 

5. ได้คุย-ได้คิด การที่มีผู้ตั้งประเด็นคำถาม เช่นเดียวกับที่สนทนาให้ข้อมูล รมช.ศธ. จะทำให้เราได้มีโอกาสได้คิดทบทวน และเกิดความคิดที่จะปรับปรุงพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น การตั้งวงสนทนา AAR เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ คงไม่ใช่ส่งเสริมให้มีเฉพาะในโรงเรียน ควรจัดวงคุยในทุกระดับ เช่น วงคุยระดับกลุ่มโรงเรียน วงคุยในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วงคุยระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา วงคุยในระดับ สพฐ./ นโยบาย ซึ่งจะทำให้ได้เรียนรู้ระหว่างกันและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้นด้วย

-----------------------------

โครงการปฏิรูปการเรียนรู้: ชี้แจงต่อ รมช.ศธ.

ชี้แจงโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียนต่อ รมช.ศธ.
พิทักษ์  โสตถยาคม

วันที่ 9 ธันวาคม 2557 เวลา 16.30 น. ดร.พิธาน พื้นทอง ผอ.สนก. และผม รวม 2 คน ไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์) ตามการประสานงานของทีมงาน รมช.ศธ. ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรัฐมนตรีผู้ดูแล สพฐ.โดยตรง รมช.ศธ.ได้เน้นย้ำว่า เห็นด้วยในหลักการกระจายอำนาจการบริหารจัดการของโครงการ แต่ขอรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ เพื่อช่วยสนับสนุนให้โครงการประสบความสำเร็จอย่างที่มุ่งหวัง สาระสำคัญของข้อมูลที่เล่าให้ รมช.ศธ. ทราบโดยสรุป มีดังนี้


ที่มาของภาพ: http://goo.gl/3HO4Oy

1. โครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน ได้มุ่งตรงไปยังการปฏิรูปที่แท้คือ การสอนของครูและการเรียนรู้ของเด็ก โดยใช้กระบวนการ Coaching AAR (After-action review) และ Learning Walk เพื่อนำข้อมูลผลการจัดการเรียนรู้มาร่วมกันคิด ทบทวนไตร่ตรอง สะท้อนผล และหาแนวทางปรับปรุงการปฏิบัติงานของแต่ละคน เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพผู้เรียนด้านความรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 ความเป็นพลเมืองไทยที่ดี และความสุขในการเรียนรู้ เขตพื้นที่เป้าหมายระยะแรก มีจำนวน 20 เขต กิจกรรมเริ่มต้นโครงการจะมี 2 กิจกรรม ได้แก่ จัดสัมมนา Reform Lab เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่ และจัดสัมมนา Coaching Lab เพื่อนำเสนอหลักคิดของการปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียนให้ผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 15 คน จาก 15 โรงเรียน และคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการของเขต จำนวน 5 คน รวมเขตละ 20 คน นำไปคิดพิจารณาและประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละโรงเรียนและพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งวัตถุประสงค์ 3 ประการของโครงการ ประกอบด้วย (1) เพื่อนำร่องกระจายอำนาจลงสู่เขตพื้นที่การศึกษา โดยแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษาระดับโรงเรียน ด้านการบริหารบุคคล งบประมาณ และการปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยตนเอง (2) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ในสาระวิชาหลักให้สูงขึ้นกว่าเดิม และพัฒนาผู้เรียนทันทีอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะศตวรรษที่ 21 และความเป็นพลเมืองไทยที่ดี และ (3) เพื่อติดตามประเมินผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การจัดการเรียนรู้ของครูและการปฏิรูปการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งโรงเรียน โดยใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาความดีความชอบของผู้บริหารและครู

2. เขตประถมและมัธยมทำไปเรียนรู้ไปพร้อมกัน หลักคิดของการปฏิรูปการเรียนรู้ การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาของเขตประถมศึกษาและเขตมัธยมศึกษาเป็นสิ่งเดียวกัน การเริ่มต้นให้เขตดำเนินการในเรื่องการปรับระบบการบริหารจัดการ การปรับระบบการสนับสนุน และปลดล็อกเพื่อให้ครูมีเวลาจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพเพื่อผลสัมฤทธิ์การจัดการเรียนการสอนที่ดีขึ้น เป็นหลักการเดียวกันที่มุ่งหวังให้เกิดขึ้น ส่วนการปฏิบัติของแต่ละเขตพื้นที่ที่จะนำหลักการนี้ไปดำเนินการ ก็ขึ้นอยู่กับบริบท ลักษณะของเขตพื้นที่นั้น ขณะนี้คณะทำงานส่วนกลางที่รับผิดชอบโครงการนี้ไม่ได้แยกคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการเฉพาะส่วน สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) แต่จะมีการวิจัย ติดตาม และประเมินผลว่า เมื่อมอบหมายบทบาทของการขับเคลื่อนคุณภาพไปอยู่ที่เขตโดยการนำของ ผอ.สพท.แล้ว แต่ละเขตดำเนินการอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร ซึ่งตามข้อตกลงแรกเริ่มโครงการจะเป็นบทบาทของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเข้ามาดำเนินการวิจัยและประเมินผล ซึ่งก็อยู่ที่การออกแบบการวิจัยและประเมินผลว่า จะออกแบบวิจัยให้เหมาะสมกับการวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานของ สพป. และ สพม. และโรงเรียนในสังกัดนั้นๆ อย่างไร

3. ความจำเป็นของการวิจัยและประเมินผล เป็นที่เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า การจัดการศึกษาต้องกระจายอำนาจการจัดการศึกษาและความรับผิดชอบ ไปยังภาคส่วนต่างๆ ให้มีส่วนร่วม และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็เป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ หากมอบหมายภารกิจและความเป็นเจ้าภาพทำงานมุ่งคุณภาพอย่างจริงจัง น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโรงเรียนและการเรียนการสอนได้ แต่นั่นก็เป็นแนวคิดที่ต้องพิสูจน์ ดังนั้น การวิจัยและประเมินผลทุกระยะ ทุกก้าวย่างของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจึงต้องมีการวิจัยและประเมินผลประกบติด เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในการตัดสินใจของกระทรวงศึกษาธิการแบบ evidence-based decision making ซึ่งจากการตีความสิ่งที่ได้รับฟังจากที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รศ.ประภาภัทร นิยม) เข้าใจว่า หลายกลุ่มหลายฝ่ายมีการเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิดการกระจายอำนาจ แต่พบว่าเป็นในเชิงความคิดเห็นมากกว่ามีหลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ที่จะช่วยให้กระทรวงตัดสินใจเรื่องนี้อย่างมั่นใจและถูกต้อง ฉะนั้น จึงมีโครงการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผู้เรียน เพื่อตั้งต้นที่คุณภาพการเรียนรู้ในห้องเรียนแล้วย้อนกลับไปดูระบบบริหารจัดการและระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้านอื่นๆ อย่างไร ให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ถ้าเปลี่ยนแปลงอะไรๆ แล้วจะเกิดคุณภาพที่ผู้เรียนจริงๆ

4. องค์ความรู้เพื่อกระจายอำนาจ แม้ว่าปัจจุบันมีองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการกระจายอำนาจอยู่มาก หากใช้การทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ และรู้อยู่แล้วว่าควรกระจายอำนาจเรื่องอะไรอย่างไร แล้วสั่งการให้มีการดำเนินการอย่างจริงจังในทุกเขตพื้นที่ จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง/ ปฏิรูปการเรียนรู้อย่างที่มุ่งหวังได้เลย และทุกเขตพื้นที่ทุกโรงเรียนก็ดำเนินการไปพร้อมกัน โดยไม่ต้องรอให้มีการวิจัยและประเมินผลเสร็จก่อน รวมทั้งไม่ต้องเสียงบประมาณไปจ้างมหาวิทยาลัยหรือผู้เชี่ยวชาญมาวิจัย ติดตาม และประเมินผลอีก อย่างไรก็ตาม สพฐ.ได้อนุมัติการดำเนินงานปีแรกไว้แล้ว หวังว่า ข้อค้นพบของโครงการที่จะได้ในระยะแรก (ภายในปีงบประมาณ 2558) ก็น่าจะได้องค์ความรู้ที่จะยืนยันฐานความรู้เดิมได้เป็นอย่างดี และอาจนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายในการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วกว่าที่กำหนดไว้ตามระยะเวลาที่วางไว้ 3 ปีของโครงการ

4. Start โครงการหลังปีใหม่ การปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนเพื่อคุณภาพผู้เรียน ยิ่งมีการดำเนินการเร็วได้เพียงใด ย่อมส่งผลดีต่อเด็กแต่ละคน และคุณภาพการศึกษาโดยรวม สอดคล้องกับสโลแกน “ทำก่อน ทำจริง ทำทันที” และเป็นกลุ่มเป้าหมายระยะแรกของโครงการ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง แบบ “ระเบิดใน” จึงต้องมีระยะเวลาบ่มเพาะความเข้าใจร่วมกันเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ในโรงเรียน รวมทั้งปรับระบบบริหารและการสนับสนุนจากภายนอกไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญจะเป็นพื้นที่ที่จะมีทีมเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของโรงเรียนและเขตพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งเมื่อเข้าสู่วงรอบการทำงานใหม่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนและเขตพื้นที่มีความพร้อมในการเริ่มต้นด้วยกระบวนการใหม่ อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะได้ลงมือปฏิบัติช่วงหนึ่งแล้วในช่วง 2-3 เดือนก่อนปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557

5. กระบวนการ AAR (After-action review) การนิเทศภายใน หรือการประชุมร่วมกันของครูเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สื่อ แผนการสอน หรือพัฒนาการสอนจะมีอยู่บ้างในบางโรงเรียน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำ อย่างสร้างสรรค์ และเป็นวิถีชีวิตปกติของครูในโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น การนำกระบวนการ AAR มาแนะนำให้โรงเรียนและเขตพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการได้รู้จักและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนเอง จึงเป็นหลักการของการปรับปรุงการเรียนการสอน และจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ในโรงเรียน ปรับเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันแบบใหม่ เป็นแบบกัลยาณมิตร เกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างครู และครูกับศิษย์ โรงเรียนจึงต้องสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกันอยู่เสมอ หรือสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ให้เกิดขึ้น เพราะถือเป็นการพัฒนาวิชาชีพแบบ on the job training ที่มีประสิทธิผล และหากครูและผู้บริหารโรงเรียนมองเห็นว่า ควรเติมเต็มความรู้และสมรรถนะสำคัญเรื่องใดที่เป็นจุดอ่อนของครู เพื่อให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น โรงเรียนก็สามารถคิดและตัดสินใจเองว่า จะเติมเต็มเรื่องใด เวลาใด อาจชวนผู้รู้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในช่วงเวลา AAR ที่ทุกโรงเรียนจะจัดสรรเวลาไว้ ให้มีช่วง/ ชั่วโมง AAR ในทุกสัปดาห์ หรือจะเติมเต็มในช่วงวันหยุดเพื่อไม่ให้กระทบเวลาจัดการเรียนรู้ของครูและเด็กก็ได้

การสนทนาก็จบลงในเวลาอันจำกัด ทำให้ผมได้เข้าใจในสิ่งที่ ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์ ประธาน กพฐ. กล่าวไว้ในการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ในวันเดียวกัน (9 ธันวาคม 2557) ว่า งานของเราเป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนย่อยของระบบใหญ่หลายชั้น/ หลายระดับ จะต้องเรียนรู้และเข้าใจร่วมกัน และต้องได้รับการสนับสนุนและร่วมมือไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะเป็นพลังผลักดันให้งานที่ทำประสบผลสำเร็จ
----------------------------