หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

เสวนาข้อค้นพบและบทเรียนจากการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง


การเสวนาข้อค้นพบและบทเรียนจากการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง มี ผศ.ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ เป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมสะท้อนผล 2 คน ได้แก่ ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ และ ผศ.ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์ มีผู้ร่วมเสวนาจากโครงการต่างๆ จำนวน 5 คน ได้แก่ ดร.ทรงศรี ตุ่นทอง อ.นันทนา ราชเฉลิม ดร.ไพบูลย์ เกตุแก้ว ครูนพดล ครูสิวพร และครูศรีวรรณ ซึ่งมีสาระสำคัญของการเสวนา ดังนี้

ดร.ทรงศรี ตุ่นทอง อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎเทพสตรี ได้กล่าวถึงข้อค้นพบของจังหวัดลพบุรีว่า

• มีนักวิจัยหลักและศึกษานิเทศก์ไปด้วยกันตลอด มี ผอ.เขตกำกับงาน รวมทั้ง ผอ.ร.ร.กำกับงานในโรงเรียน

• ใช้การเยี่ยมชั้นเรียน ศึกษาโรงเรียนต้นแบบ ฟัง คิดร่วมกันในเป้าหมายทักษะที่เน้น ทำ AAR ทุกครั้ง

• เริ่มต้นครูใช้แนวทางพัฒนา 1-2 ทักษะ และเรียนรู้ร่วมกัน

• วิธีการโค้ชที่ใช้กับครูแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน บางกลุ่มง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้คำถามกระตุ้นก็เกิดการเรียนรู้ได้ บางกลุ่มใช้เวลานานและต้องต่อเนื่อง ข้อค้นพบ โรงเรียนขนาดเล็กทำชุมชนแห่งการเรียนรู้ง่ายกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ และทำ peer coach ได้ง่ายกว่า

• โค้ชต้องฝึกและอดทนมาก ถ้าครูไม่เปลี่ยน จำเป็นต้องใช้ทีมโค้ช ต้องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นและแก้ปัญหาร่วมกัน

• ครูปรับเปลี่ยน ครูมีสัมพันธภาพกับเด็กดีขึ้น ครูมีสุขกับการสอน เด็กสุขกับการเรียน

• ครูมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะศตวรรษที่ 21 อย่างน้อย 2 ทักษะต่อครู 1 คน (ในโครงการมี 10 ทักษะ)

• ข้อคิด โค้ชต้องชัดในทักษะ ในเป้าหมาย และการวัดประเมินก็ต้องชัดเจน โค้ชต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี โค้ชต้องศึกษาข้อมูลโรงเรียนและข้อมูลพื้นฐานครูก่อนไปโค้ช อาทิ ความสนใจ ภูมิหลังและบริบท ซึ่งศึกษานิเทศก์ช่วยได้มาก

• สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกส่วนคือ ผู้บริหารโรงเรียนเป็นกัลยาณมิตรนิเทศครู ใช้ PDCA ในการทำงาน และพูดคุยกับครูมากขึ้น

• ผลการดำเนินงานพบว่า เด็ก ร้อยละ 75 มีทักษะศตวรรษที่ 21 แต่การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการใช้ ICT ในการสืบค้น บรรลุเพียง ร้อยละ 50

• โค้ชได้เรียนรู้ทักษะและวิธีการโค้ช โค้ชต้องใจกว้าง อดทน เป็นผู้รับฟังที่ดี พบว่าภาษากายสำคัญกว่าภาษาพูดต้องสนับสนุนเป็นมิตรต่อครู ต้องใช้สัมพันธภาพเชิงเพื่อน ต้องให้ครูเปิดใจยอมรับ โค้ชได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ของโค้ช ศึกษานิเทศก์ได้เปลี่ยนไปเป็นใจเย็นลง ลดการสั่งการ ใช้การเจาะลึกมากขึ้น ซึ่งรู้มาจากการสะท้อนของครูและศึกษานิเทศก์เอง


นางนันทนา ราชเฉลิม ศึกษานิเทศก์ สพป.เลย เขต 2 สรุปข้อค้นพบจาก การดำเนินการของจังหวัดเลย 4 เรื่อง ดังนี้

1. ตัวโค้ชเป็นเครื่องมือสำคัญมากในการทำงานครั้งนี้ โค้ชจึงต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ขจัดอุปสรรคในความคิด จากการเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้เห็นว่าศึกษานิเทศก์ควรได้มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง เพิ่มคุณภาพการทำงานของตัวศึกษานิเทศก์เองด้วย

2. ครูต้องการนิเทศงานวิชาการมากกว่าเรื่องอื่น โดยเฉพาะการนิเทศเพื่อปลุกจิตวิญญาณครูให้ฮึกเหิม หากครูได้รับการเชิดชูเกียรติจะถามหาศึกษานิเทศก์ ปัจจุบันทำงานต่อเนื่องไม่ได้นัก เพราะโครงสร้างการแบ่งงานของศึกษานิเทศก์เป็นงาน แต่ไม่มีกลุ่มสาระการเรียนรู้ให้ดูแลรับผิดชอบ ศึกษานิเทศก์จึงควรได้รับการพัฒนาทักษะการนิเทศด้วย

3. ผู้บริหารระดับเขตควรต้องเป็นโค้ช เพราะถ้าผู้มีอำนาจโดยตำแหน่งเข้าไปใกล้ชิดกับพื้นที่ทำงานของครู ครูจะมีขวัญกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก ดังนั้น ผอ.เขตและรอง ผอ.เขตควรใช้การโค้ชเป็นเครื่องมือในการทำงานด้วย

4. ครูดีมีอยู่ทุกพื้นที่ เมื่อเราลงไปยังพื้นที่จะเห็นว่าครูดีมีอยู่มาก ยิ่งถ้ามุ่งค้นหาก็จะยิ่งพบเจอ

บทเรียนที่ได้คือ น่าจะพัฒนาศึกษานิเทศก์ทุกคนในเรื่องการโค้ช และใช้พื้นที่ของหลายโรงเรียนในโครงการเป็นแหล่งเรียนรู้


ดร.ไพบูลย์ เกตุแก้ว ผอ.โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี นักเรียน 3,000 กว่าคน ครู 200 คน ครูอาวุโสเปลี่ยนยาก ต้องใช้คนรุ่นใหม่ในการเปลี่ยน โครงการนี้มีครูนำร่อง 16 คน

• ไม่มีศึกษานิเทศก์เขตพื้นที่การศึกษาไปช่วยเลย

• มี coacher ได้แก่ (1) ครูต้นแบบ (2) ผู้เชี่ยวชาญ (คณาจารย์ มรภ.เพชรบุรี) ต้องให้ความรู้มาช่วย ถ้าไม่ให้เดินไม่เป็น (3) นักวิจัย ผู้บริหารเป็นนักวิจัย ผู้บริหารโรงเรียนมีความสำคัญ กระบวนการใช้ 3 ตัวคือ คิดเป็นระบบ km/ plc และจิตตปัญญาศึกษา ครูมีหน้าที่ตั้งคำถามให้เด็กคิดเป็นระบบ ครูทำ PLC ทุกวันพุธ แลกเปลี่ยนสะท้อนกลับร่วมกัน ได้ output คือ ครูนักเรียนเรียนรู้พัฒนาตนเอง แบบ PDCA เด็กเป็นคนดำเนินการเอง ทักษะนักเรียนในศตวรรษที่ 21 คือ เด็กคิดเป็นระบบ คิดเชิงเหตุและผล วิเคราะห์วิจารณ์โดยใช้เหตุผล และเชื่อมโยงความเป็นเหตุผล ทำงานเป็นทีม มีความเอื้ออาทร ใฝ่รู้ใฝ่เรียน (เข้าสืบค้น/มีห้องสมาร์ทคลาสรูม) คิดอย่างมีวิจารณญาณ เด็กใช้ Problem-based Learning (PBL) แยกหอยแครง เครื่องตัดใส้ขนมเปี๊ยะ เครื่องผสมเชื้อเห็ด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นมากๆ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นทุกวิชา

ครูนพดล จ.เพชรบุรี ข้อค้นพบที่ได้คือ

• เมื่อครูคุยกันจะพบข้อบกพร่อง และช่วยกันแก้ไข เช่น ลดเวลาทำการบ้านของนักเรียน คุยกันมากขึ้น ได้การทำงานเป็นทีม ได้คุยถึงนักเรียน ได้ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันจัดกิจกรรม แล้วนำมาบูรณาการแผนของตนเอง เมื่อคุยกันเกิดการเปลี่ยนความคิดมากขึ้น รวมทั้งมีการคุยกันในกลุ่ม line และกลุ่ม facebook

• เมื่อเปลี่ยนวิธีสอน เด็กบอกว่าสนุกกว่าเดิม นักเรียนไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะเช่นเดิม ทำงานกลุ่ม มีการทำงานนอกห้องเรียน มีกิจกรรมมากขึ้น มีวารสาร มีการถ่ายทำ มีการทำละครที่ออกแบบเอง

• เมื่อครูกลับมาคุยกัน ครูจะมีรอยยิ้มมากขึ้น เพราะนักเรียนยิ้มกับเรามากขึ้น

• การจัด PLC แรกเริ่มเดิมทีจะมี ผอ.และนักวิจัย ระยะต่อมาครูจึงนัดคุยกันเอง อาทิ จะออกแบบการวัดผลอย่างไร จะออกแบบกิจกรรมอย่างไร

• บทเรียนที่ได้คือ เมื่อครูเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ก็ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่าง ดังนั้น ในการแก้ปัญหาควรแก้ปัญหาร่วมกันกับเพื่อนครู เพราะดีกว่าคิดแก้ปัญหาเพียงคนเดียว

ครูสิวพร จ.ภูเก็ต เป็นครูอยู่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อยู่ที่อำเภอป่าตอง สอนวิทยาศาสตร์ พบว่าเด็กย้ายเข้าออกบ่อย “หน้า low หาย หน้า high มา” ข้อค้นพบที่พบจากการร่วมโครงการคือ

• สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าร่วมโครงการ คือ เปลี่ยนเป้าหมายการเรียนการสอน แต่เดิมเน้นความรู้และสอนแต่เนื้อหา เมื่อเข้าร่วมโครงการ อาจารย์มหาวิทยาลัยให้เสนอปัญหา และได้เติมความรู้ และเทคโนโลยีทางการศึกษา แต่ก่อนให้เด็กทดลองในหนังสือเรียน จึงเปลี่ยนเป็นให้เด็กคิดนอกกรอบ เช่น ให้เรียนเรื่องการดูดกลืนแสง ได้ให้นักเรียนตั้งคำถามสิ่งที่สงสัย ได้ข้อคำถามมากมาย คิดได้หลากหลาย และอยากทดลองสีดำในการดูดความร้อน กลุ่มหนึ่งใช้เสื้อสีดา อีกกลุ่มใช้น้ำสีในการทดลอง อีกกลุ่มทำตามบทเรียนในหนังสือ สสวท. ใช้กระดาษพันเทอร์โมมิเตอร์ บ้างใช้ลูกอม/ดินน้ำมัน สุดท้ายนำผลการทดลองมาอภิปรายกัน ได้ทักษะ 3R7C ได้แลกเปลี่ยนกันด้วยวิธีการนำเสนอแตกต่าง เด็กไม่เก่งก็กล้าแสดงออกจากสิ่งที่ทำเอง

• อาจารย์มหาวิทยาลัยบอกว่า แผนการสอนหนึ่งๆ อาจไม่ได้ครบทุกทักษะ แต่หากสอนครบหน่วยการเรียนรู้ก็จะได้ครบทุกทักษะไปเอง

• ผลที่พบคือ มีความสุขทั้งครูและนักเรียน

• บทเรียนที่ได้รับในครั้งนี้ดีมากที่ได้มีการทำ PLC ครูต้องเปิดใจที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ไม่ปิดกั้นตนเอง ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ที่โรงเรียนทำ PLC ทุกวันศุกร์ การทำ PLC มี 2 ส่วน คือ cognitive coaching และ peer coaching มีนักวิจัยเข้าไปสังเกต ให้ครูสะท้อนคิด และเติมเต็ม

ครูศรีวรรณ จ.สมุทรสาคร เป็นโรงเรียนสังกัดเทศบาล “โรงเรียนบ้านป่องเหลี่ยม” เปิดสอนชั้นอนุบาลถึง ม.6 นักเรียน 1,500 คน ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. ไม่มีศึกษานิเทศก์ แต่สิ่งที่ได้รับจาก มหาวิทยาลัยมหิดล คือ มีคนดูแล เหมือนมีศึกษานิเทศก์ มีคนชี้แนะ ที่ผ่านมาเราอยู่ในโลกของเรา มีสื่อวัสดุอุปกรณ์พร้อม แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 เลย การได้ทำงานร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้มีผู้ชี้นำ

• สิ่งที่เปลี่ยนคือ คิดเปลี่ยน มีทีมเวิร์ค

• ทีมงานโค้ชสำคัญมากให้ช่วยเดินถูกทิศทาง เป็นเพื่อนไม่ใช่โค้ช แนะให้ใช้คำถาม แนะว่าโครงงานที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ครูคาใจคือ จะสอนอย่างไร ให้สร้างสรรค์ เอาอะไรมาวัดและประเมิน โค้ชก็แนะนำ ภารกิจครูแต่ละวันมีมาก แต่ถ้ามีใครสักคนมาบอกสัดนิดหนึ่งก็จะทำให้เดินไปตรงทิศตรงทาง

• ผู้บริหารโรงเรียนสำคัญมากที่สุด เพราะอยู่กับโรงเรียน

• ครูเหนื่อยมากในการทำงาน ทีมวิจัยจึงเป็นผู้รู้เชิงลึกมาขมวดให้เรารู้ และแนะให้เรารู้ว่าไปทางนี้ แนะให้ครูนำไปใช้ หาสื่อมาช่วยแนะนำ ทำให้ครูไม่เสียเวลา และเอาเวลาไปอยู่กับผู้เรียนได้มากขึ้น


ผศ.ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ ให้ข้อสังเกตจากผู้ร่วมเสวนาว่า

1. กระทรวงศึกษาธิการยังไม่ได้ดูแลโรงเรียนครบทุกสังกัด แต่ถ้าไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการแล้วจะเป็นผู้ใด

2. โรงเรียนสามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ ไม่ต้องรอนโยบายเบื้องบน เพราะรู้จักเด็กดี


ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ กรรมการกำกับทิศทางโครงการ

• โครงการนี้เน้นการฟังมากกว่าการพูด การที่จะพัฒนาคุณภาพของครู ถ้าครูมาพบกันและมาฟังกัน ฟังที่คนอื่นพูด อย่างตั้งใจลึกซึ้ง จะเริ่มต้นด้วยจิตตปัญญาที่ฟังอย่างลึกซึ้ง ได้ฟังตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการจนปิดโครงการ ได้รู้จักนักวิจัย 9 โครงการ ทำให้เห็นว่า ถ้าอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่เปลี่ยนไปไม่รอด อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้เรียนรู้ ได้บทเรียน และมั่นใจว่า 9 คณะจะต่อยอดในสไตล์ของตนเองได้ต่อไป

• เริ่มต้นด้วยใจเปิดใจฟังกัน และลงมือทำอย่างเต็มใจแล้ว สิ่งที่เห็นอีกอย่าง คือ การเสริมพลัง การคิดบวก เช่น ทีมลำปางบอกว่าสำเร็จด้วย 7 ใจ

• อันที่จริง Teacher Coaching ไม่ใช้วิธีสอน แต่มีกระบวนการขั้นตอนชัดเจน ไม่ได้ทำได้เฉพาะการนิเทศ ทำได้ในการพัฒนาผู้นำทางการศึกษา และผู้บริหาร โดยจะต้องเปลี่ยนสถาบันวัดไร่ขิง มาเป็นกระบวนการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

• ที่เด่นคือ การสะท้อนคิด ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร ฝึกสะท้อนคิดช่วยสร้างเจตคติที่ดี เพราะคนเราไม่มีใครชอบให้วิจารณ์ตนเอง แต่การสะท้อนคิดจะทำให้เห็นประโยชน์ของการวิจารณ์จากผู้อื่น

• แต่ละทีม 9 ทีม มีหลักการเฉพาะของตนเอง

• โครงการนี้เน้นการนิเทศฉันกัลยาณมิตร เปิดใจ ได้การนิเทศแบบกัลยาณมิตร (1) ทุกคนทุกกลุ่มมีศักยภาพในตน (มีดี) เราเชื่อว่า ถ้านิเทศอย่างกัลยาณมิตรเชื่อว่าทุกคนมีศักยาภาพในตนเอง (ความสามารถ ความรู้ และทักษะ) (2) เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพแตกต่างกัน ต้องยอมรับในความแตกต่างกันนั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยรู้ทฤษฎีเยอะแต่ปฏิบัติน้อย ผู้บริหารรู้อย่างละนิดหน่อย (3) ต้องเชื่อว่านักเรียนมีจุดเริ่มต้นไม่เท่ากัน แต่ต้องได้รับการพัฒนาสูงสุดในศักยภาพในตน พัฒนามนุษย์ที่ให้ชีวิตไม่เหมือนเดิม (4) เป็นโครงการที่ทำแล้วรู้สึกปลอดภัย ไม่มีอำนาจบีบคั้น ปราศจากอำนาจ ไว้ใจนักวิจัย และไว้ใจผู้นิเทศ (สำเร็จ) (5) วิธีการสั่งการแล้วทิ้งใช้ไม่ได้ ใช้กระบวนการทางบวก พูดคุย และตั้งใจฟัง เป็นสูตรสำเร็จของการนิเทศเลย ศึกษานิเทศควรพูดน้อยฟังมาก (6) ผู้วิจัยต้องทำ Needs Assessment ต้องเตรียมการใหม่ ต้องปรับ ทำใหม่ อาจารย์สุมนเป็นกรรมการกำกับทิศต้องฟัง ห้ามขาด ถ้ากลับไปสอนนิเทศที่จุฬาฯอีกครั้ง ก็จะสอนได้ดีกว่าเดิมเยอะเป็นแน่ รู้สึกมีความสุขมากในการเรียนรู้จากโครงการนี้ (7) ความเชื่ออีกคือ “หนุนนำต่อเนื่อง” หนุนเพื่อเสริมพลังทางบวก ต้องต่อเนื่อง อย่าสั่งแล้วทิ้ง สกว.จัดงบประมาณอย่างฉลาด ละเอียด กรรรมการกำกับทิศก็ตาม นักวิจัยได้ lesson learned เชื่อว่าแม้ สกว.ไม่ให้ทุน และ สพฐ.ไม่ได้ให้การสนับสนุนต่อ ก็เชื่อว่าทุกคนจะมีกำลังใจทำต่อไป

ผศ.ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

• การฟัง ต้องฟังมากที่สุด

• Teacher Coaching ไม่ใช่วิธีสอน แต่เป็นกระบวนการ

• ต้องสะท้อนคิด (Reflection)

• เรื่องเรียนรู้ร่วมกันเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นใช้การฟังและสะท้อนคิด เขาทำมา 140 ปี เขาเจอปัญหาครูสอนไม่เป็น แต่สุดท้ายก็เห็นพลังแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

• คำว่า “นิเทศ” ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ ญี่ปุ่นเน้น “เรียนรู้ร่วมกัน” แต่ต้องหาพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันให้เจอ ทุกฝ่ายมีพื้นที่ทำงานและเรียนรู้ร่วมกันต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ ความเชี่ยวชาญภาคปฏิบัติ

• ที่ผ่านมาเป็นระบบจากบนลงล่าง ความหมายของการนิเทศ จะได้สั้นสุด ทำอะไรกับครูก็ได้ให้ถึงเด็ก เอาอำนาจตามตัวละครไปถึงเด็กเร็วๆ ให้ไปร่วมกัน ญี่ปุ่นใช้ฮันเซ คือ การสะท้อนคิด ....ไม่มีอะไรยากเท่าการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของการคิด

• ต้องมีพื้นที่ที่ปลอดภัย

• เรียนรู้ร่วมกัน หาพื้นที่ชัดๆ และตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลง

ผศ.ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ สรุปว่า แม้วันนี้จะสรุปจบโครงการแล้ว แต่การดำเนินงานยังคงทำกันต่อไป เพื่อร่วมตอบโจทย์ การรวมพลังและปลดล็อก คืนความสุขให้ผู้เรียนในประเทศไทย

----------------------------------

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

การสะท้อนผลจากการร่วมโครงการ Teacher Coaching ของผู้บริหารโรงเรียนและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา


วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2558 เวลา 11.00 น. ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ผู้ประสานงานชุดโครงการ ได้แบ่งกลุ่มเพื่อสนทนากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการวิจัยกระบวนการพัฒนาครูด้วยระบบหนุนนำต่อเนื่อง (Teacher Coaching) ประกอบด้วยกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย กลุ่มศึกษานิเทศก์ กลุ่มครูผู้สอน กลุ่มผู้นำโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา สำหรับกลุ่มผู้นำโรงเรียนและเขตพื้นที่ มีผมเป็น Facilitator ประจำกลุ่ม มีประเด็นเพื่อการสะท้อนผล 5 ประเด็น ได้แก่ (1) บทบาทหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการ (2) สิ่งที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวครู (3) สิ่งที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของตนเอง (4) ถ้ามีโอกาสทำโครงการนี้ใหม่อีกครั้ง อะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ และอะไรที่น่าทำแต่โครงการยังไม่ได้ทำ และ(5) แนวทางการขยายผล ซึ่งในกลุ่มผู้นำนี้มีผู้บริหารโรงเรียนและผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวม 9 คน ประกอบด้วย

ผู้บริหารโรงเรียน 7 คน ได้แก่ (1) ดร.วีณา หาญใจ ผอ.ร.ร.วิชชานารี จ.ลำปาง (2) ดร.ทิมแก้ว ธรรมรักษ์สกุล ผอ.ร.ร.บ้านโทกหัวช้าง สพป.ลำปาง เขต 1 (3) น.ส.ธิดา พาณิชย์กุล ผอ.ร.ร.วัดยาง ณ รังสี สพป.ลพบุรี เขต 1 (4) นายสำเริง ศรีสิทธิชัยสกุล ผอ.ร.ร.แหลมสิงห์วิทยาคม (อาทรสังขะวัฒนะ 4 อุปถัมภ์) สพม.เขต 17 (5) นายวุฒิพงศ์ วงศ์กวินวุฒิ ผอ.ร.ร.วัดอ้อมน้อย (มิตรครูราษฎร์รังสรรค์) สพป.สมุทรสาคร (6) นายสุทิน นุ่นสงค์ รอง ผอ. (รักษาราชการแทน ผอ.) ร.ร.วัดสุวรรณคีรีวงศ์ สพป.ภูเก็ต (7) น.ส.ฐิตพัฒน์ สตางค์จันทร์ ผอ.ร.ร.บ้านโคกสว่างป่าไม้งาม สพป.เลย เขต 2 ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2 คน ได้แก่ (1) นายมนตรี สืบสิงห์ รอง ผอ.สพป.ลพบุรี เขต 1 และ (2) นายเศรษฐา เสนะวงศ์ รอง ผอ.สพป.จันทบุรี เขต 1 


ซึ่งได้ผลจากการสนทนาทั้ง 5 ประเด็น ดังนี้ 

1. บทบาทหน้าที่ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานโครงการ 

  • ได้ศึกษาเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของโครงการ เห็นดีและตรงกับความต้องการที่อยากให้ครูเปลี่ยนการสอน ได้เข้าร่วมอบรมทุกครั้งและเรียนรู้ไปพร้อมกับครู ทำหน้าที่เป็นโค้ช คอยฟังครู ช่วยเหลือแนะนำ สังเกตการณ์ทำ PLC โดยไม่ให้ครูรู้ตัวและการส่งเสริม PLC ก็ให้ครูคิดเองว่าจะตั้งวงคุยกันเมื่อไร รวมทั้งคอยติดตามโดยการให้ครูเล่าให้ฟัง และใช้คำถาม โดยจะไม่แนะนำใดๆ ทำให้ครูกล้าที่จะเล่าให้ฟัง
  • เป็นผู้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ทำความเข้าใจกับครูที่ไม่เห็นด้วย ได้พิจารณาเลือกครูแกนนำ 5 คน เข้าร่วมโครงการ แม้ว่าโรงเรียนจะมีครูไม่มากแต่ยังรวมพลังกันไม่ได้นัก จึงใช้โอกาสของการเข้าร่วมโครงการนี้ให้ครูได้คุยกันมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันทุกเดือน และดำเนินกิจกรรมตามแผนงานโครงการ บทบาทของตนเองในวงการพูดคุยในโรงเรียนคือ การนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการพูดคุย จะฟังครู จะประชุมสัปดาห์ละครั้งในวันพฤหัสบดี ชั่วโมงสุดท้าย ประมาณ 14.30-15.30 น. ระหว่างที่ครูประชุมจะให้นักศึกษาฝึกสอนช่วยดูแลนักเรียน
  • โรงเรียนมีครูจำนวนน้อย (5 คน) เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียน 60 คน แต่ครูทั้งหมดเป็นครูที่ดี ขยันขันแข็ง บทบาทที่ร่วมในโครงการเริ่มตั้งแต่ศึกษานิเทศก์โทรมาเชิญชวน จึงตัดสินใจมาจูงใจครูให้เห็นชอบเข้าร่วมโครงการ จากนั้นไปร่วมรับฟังการชี้แจง ทำการศึกษาโครงการ และกลับมาจัดกิจกรรมพัฒนานักเรียนให้มีความรับผิดชอบมีทักษะศตวรรษที่ 21 ได้ร่วมวางแผนกับครู คอยกระตุ้น ติดตาม ช่วยครูประเมินนักเรียน ด้วยการเรียกมาพูดคุย และคอยสังเกตพฤติกรรมนักเรียน
  • ปกติครูมัธยมไม่ค่อยอยากรับโครงการ แต่ก็เริ่มที่กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทั้ง 4 โรงเรียนมัธยม ในโครงการได้ใช้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นโค้ช ไปโค้ชต่างโรงเรียน ทำให้ได้เห็นจุดดีของโรงเรียนอื่น กระบวนการโค้ชเริ่มต้นด้วยการนัดหมาย พูดคุยธรรมดา นั่งดูครูสอน นั่งสรุปกัน และให้ข้อเสนอแนะสิ่งที่ครูต้องเติมเต็ม รวมทั้งให้ครูได้ถ่ายวิดีโอและส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยีในการสอน เน้น 5 สมรรถนะหลักสูตร 8 คุณลักษณะ และ 4 ทักษะ ได้แก่ ทักษะตามหลักสูตร ทักษะภาษาและ ICT ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต
  • จากปัญหาคุณภาพผู้เรียนจึงได้เข้าร่วมประชุมเปิดตัวโครงการ ได้ช่วยออกแบบนำสู่โรงเรียน และติดตามผลเห็นครูรับผิดชอบขึ้นและเด็กพัฒนาขึ้น โครงการทำให้ครูตระหนักและเตรียมการมากขึ้น สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ดีขึ้น
  • ได้ร่วมรับทราบนโยบายและดูแลตั้งแต่แรกเริ่ม ในบทบาทผู้แทนเขต ร่วมเป็นทีมโค้ช ทีมวิจัย เชื่อมกับมหาวิทยาลัยกับเขต ได้คัดเลือกโรงเรียนขนาดเล็กเข้าร่วมโดยให้สมัครใจ 
  • ได้รับทราบโครงการ แล้วคุยและมอบให้หัวหน้าวิชาการดำเนินการ ได้ให้การสนับสนุน คอยอำนวยความสะดวก แต่ตนเองไม่ได้ร่วมเป็นโค้ช แต่ได้ให้หัวหน้าวิชาการทำหน้าที่แทน โรงเรียนมีครู 70 คนให้เข้าร่วม 14 คน 
  • โรงเรียนเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เด็กย้าย “low ไป high มา” และถนนหนทางไปโรงเรียนเสี่ยงอันตราย โรงเรียนมีครู 32 คน อัตราจ้าง 13 คน บทบาทที่ได้ร่วมโครงการได้นำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมครูได้ชี้แจงให้ครูเห็นพ้องโดยชี้ให้เห็นว่า การมีโค้ชดี ก็คงเหมือนกับนักกีฬาที่ดีเพราะมีโค้ช ครูเริ่มต้นเข้าร่วมโครงการ 13 คน ปัจจุบันเหลือ 9 คน ในโครงการนี้มีโค้ชไปนิเทศทุกเดือน ได้ไปช่วยแก้ปัญหาการเขียนแผนการสอน แก้ปัญหาที่เดิมครูส่วนใหญ่ Print แผนการสอนจากสำนักพิมพ์มาส่ง นอกจากนั้นโค้ชยังช่วยให้มีการบันทึกหลังสอน 5 ประเด็นคือความรู้ของตนเอง วิธีการสอนที่ใช้ สื่อที่ใช้ สื่อ ICT ที่ใช้ และการตอบสนองของผู้เรียน
  • บทบาทตนเองได้คัดเลือกครูและชี้แจงให้ครูชั้น ป.2 และ ป.5 เข้าร่วมโครงการ ได้พูดคุยกับครูเกี่ยวกับปัญหา กระบวนการแก้ไขปัญหาในทุกวันศุกร์ จุดเน้น 3R4C ขับเคลื่อนยากในครูอาวุโส การทำโครงงานเป็นยาขมของครู การที่ ผอ.ร.ร.ทำคู่กับครูช่วยคิดด้วยกันกับครู ทำให้งานเดินไปได้ และการที่มีโค้ชไปโรงเรียนบ่อยๆ เป็นการกระตุ้นครูให้พัฒนางาน หลังจากมหาวิทยาลัยจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้มี VDO นำเสนอผลงานโดยนักเรียน นักเรียนนำเสนอได้ เมื่อนำมาเปิดให้ครูที่โรงเรียนดูก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากครูอื่นๆ

2. สิ่งที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวครู

  • ครูกล้าพูดกล้าเล่าให้ ผอ.ร.ร.ฟัง ครูเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น สามารถถ่ายทำ VDO กันเองได้ ครูสอนแบบ PBL มากขึ้นต่างจากเดิมที่ใช้การบรรยาย เปลี่ยนมาเป็นใช้คำถามมากขึ้น มีการพานักเรียนไปเรียนนอกห้องมากขึ้น พาไปดูต้นไม้เรียนรู้เรื่องพืช นักเรียนสนุกสนาน มีความสุข ในการสรุปบทเรียนสามารถพูดด้วยความเชื่อมั่นให้เพื่อนๆฟัง 

  • ครูจัดการเรียนการสอนแบบ PBL มากขึ้น ใช้คำถามกระตุ้นเพราะได้รับการฝึกจากมหาวิทยาลัย และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เด็กเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น เช่น ออกไปเรียนหน่วยการเรียนรู้เรื่องข้าว แต่ไปเจอหอยเชอรี่ เกิดความสนใจ จึงเลือกศึกษาเรื่องหอยเชอรี่ ครูจัดทำ VDO เผยแพร่การสอน เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ ทำให้เด็กอื่นอยากทำด้วย เกิดการจัดกิจกรรมวันวิชาการของระดับ ป.1-3 และ ป.4-6 นอกจากนั้น โรงเรียนยังได้เป็น Best Practices โรงเรียนขนาดเล็กของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย 

  • ครูจัดกิจกรรมหลากหลายขึ้น มีความสุขมากขึ้น มีความกระตือรือร้น เด็กได้มีกิจกรรมนำเสนอมากขึ้นกว่าเดิม ครูมีความภูมิใจ รู้สึกว่าสอนง่ายขึ้นเพราะได้หลอมรวมกิจกรรม และการที่มีโค้ชไปดูแลบ่อยๆ ทำให้ครูเข้าใจและเห็นชัดเจนขึ้นไม่สอนโดยการบอก แต่ให้เด็กทำกิจกรรมมากขึ้น 

  • ครูมีการปรับปรุงตนเอง เอาใจใส่ในการวางแผนการสอนล่วงหน้า มีสื่อ มีการใช้ ICT ปรับการเรียนการสอน ปรับการวัดและประเมินผลระหว่างเรียนเมื่อจบการสอนแต่ละแผน ครูที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมคิดในกลุ่มครูคณิตศาสตร์ ทำให้ผล O-NET พัฒนาขึ้น ครูใช้ PBL และมีแผนการขยายไปยังครูในสหวิทยาเขตด้วย และพบว่าครูกล้าแสดงออกมากขึ้นเมื่อมีคนไปดูการสอน

  • ครูตื่นตัว มีความตระหนัก มุ่งมั่นขับเคลื่อนงาน และมีความสุขมากขึ้น และเด็กก็มีความสุขในการเรียนรู้

  • ครูมีวิธีการสอนที่มากขึ้นกว่าเดิม ครูมีความคิดที่จะทำแผนการสอนมากขึ้นกว่าเดิม
  • ครูเปลี่ยนจาก copy แผนการสอน เป็นพัฒนาแผนการสอนด้วยตนเอง ครูสื่อสาร 2 ทางกับเด็กมากขึ้น และพบว่านักเรียนชั้น ป.5-6 ที่เข้าร่วมโครงการมีโครงงานมากขึ้น และได้กระบวนการทำงานมากขึ้น
  • ครูดูแลเด็กใกล้ชิดมากขึ้น ในการติดตามแก้ปัญหาการอ่านไม่ออก และปรับเปลี่ยนให้ครูเลื่อนชั้นตามนักเรียนภายในช่วงชั้น
  • ครูรู้วิธีการวัดประเมินกระบวนการ อาทิ ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร โครงงาน

3. สิ่งที่พบเห็นการเปลี่ยนแปลงของตนเอง 

  • ฟังมากขึ้น แต่ก่อนคนอื่นพูดยังไม่ทันจบ ก็จะพูดต่อ และเปลี่ยนเป็นใช้คำถามมากขึ้น มองเห็นว่าครูแต่ละคนมีความเก่งคนละอย่าง มองในจุดดีของครู ได้เรียนรู้จากครูจากการเล่าของครู การฟังครูช่วยสร้างความภูมิใจให้ครู ซึ่งหลักการโค้ชคือ ให้ฟังและยอมรับครู ให้ฝึกฝน และนำมาลองปฏิบัติ
  • ใจเย็นมากขึ้น เพราะได้รับการฝึกฝนจากโค้ช เป็นการฝึกที่สลับบทบาทการเป็นโค้ช และผู้ถูกโค้ชกัน เน้นฟังเยอะๆ เดิม ผอ.จะเป็นคนให้ข้อมูลข่าวสารจากเขตในการประชุม แต่เปลี่ยนเป็นให้มีการสะท้อนกลับจากครูเพิ่มเติม ให้ครูได้มีโอกาสให้เหตุให้ผล แล้วเราก็รู้ว่า ไม่ใช่ครูมีปัญหา แต่เขามีเหตุผลความจำเป็นของเขา เมื่อรับฟังกัน เพื่อนครูก็เข้าใจกันมากขึ้น ทำให้รวมกันเป็นทีมได้ และกลายเป็นโรงเรียนแถวหน้าได้ และผล O-NET สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 5-6 กลุ่มสาระ 2 ปีซ้อน
  • ติดตามพฤติกรรมครูและนักเรียนมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าร่วมโครงการจะต้องเตรียมคำตอบสำหรับผู้คนที่จะมาถามหาผล โดยเฉพาะการเตรียมตอบคำถามอาจารย์มหาวิทยาลัย
  • เมื่อมีคนเข้ามาร่วมในโครงการทำให้เราเปลี่ยน เพราะต้องระวังตัวมากขึ้น 
  • ไม่รู้ว่าตนเองเปลี่ยนหรือเปล่า ได้ทำงานร่วมกันศึกษานิเทศก์ไปเปิดงาน 2-3 งาน เรียนรู้โครงการเพราะจะต้องไปกล่าวเปิดงาน เตรียมอ่าน จาก google เพื่อมีความรู้และจะได้สร้างศรัทธาให้กับผู้ฟังได้ การเรียนรู้ทำให้เราไม่ใช้อำนาจในการทำงาน แต่ใช้ความสัมพันธ์แบบพี่ๆ น้องๆ และทำให้ให้ความสำคัญกับโรงเรียนมากขึ้น อยากรู้เรื่องคุณภาพ และอยากเห็นโมเดลการทำงาน
  • ไม่เปลี่ยนเท่าไรนัก แต่ให้ความสำคัญมากขึ้น ในการทำงานเป็นทีม ใช้จุดเด่นของแต่ละคน เรียนรู้กันในทีม เกิดความคิด/ผุดไอเดียขึ้น และการทำเครือข่ายวิชาการได้เน้นให้ความสำคัญเรื่อง Coaching 
  • ไม่ค่อยเปลี่ยนเท่าไร เพราะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดนัก และมอบให้หัวหน้าวิชาการดูแล
  • ได้ทำงานแบบมีส่วนร่วม ในการประชุมหารือการทำงานกับครู
  • เข้าใจครูมากขึ้น มีเป้าหมายที่ตัวนักเรียน รู้จักเด็กเกือบทุกคน เมื่อไล่จากเด็กจะกระตุ้นครูเอง เปลี่ยนจากการคุยเรื่องแผนการสอน ตามแผนการสอนและ ป.พ. เป็นการคุยเรื่องเด็ก เกิดความสัมพันธ์กับครูดีขึ้น

4. ถ้ามีโอกาสทำโครงการนี้ใหม่อีกครั้ง อะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ และอะไรที่น่าทำแต่ยังไม่ได้ทำ 

  • สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ (1) การทำอย่างต่อเนื่องเพราะมีประโยชน์จริง ให้ควรให้เป็นกระบวนการที่ฝังอยู่ในเขตพื้นที่ (2) ควรขยายไปยังโรงเรียนอื่น ในกลุ่มโรงเรียนหรือกลุ่มเครือข่าย นอกจากนั้นควรขยายในโรงเรียนตนเองให้ครบทั้งระบบ ทุกระดับชั้น (3) ควรให้ผู้บริหารโรงเรียนมาร่วมโค้ชอย่างจริงจัง (4) ควรมีโค้ชประจำทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ (5) ควรเน้นทักษะศตวรรษที่ 21 (6) ไม่ควรบอกว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรผิด อะไรถูก ไม่ตำหนิ และ (7) ควรเป็นนโยบายให้รับรู้ทุกโรงเรียนให้ปรับกระบวนการเรียนการสอน 
  • สิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่ (1) การจัดผู้รับผิดชอบไม่ควรเป็นฝ่ายบุคลากร แต่ควรเป็นศึกษานิเทศก์/ กลุ่มนิเทศเพราะจะตรงกับภารกิจมากกว่า (2) สถานที่ที่จัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ควรไปมาสะดวกและมีที่จอดรถเพียงพอ 
  • สิ่งที่น่าทำแต่ยังไม่ได้ทำ ได้แก่ (1) บางเขตพื้นที่การศึกษามาร่วมเพียงรับรู้ช่วงแรกเท่านั้น ควรมาร่วมอย่างจริงจึง จะทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และมหาวิทยาลัยร้อยรัดกันมากขึ้น (2) ควรเผยแพร่ข้อมูลโครงการให้สาธารณชนได้รับรู้มากขึ้น (3) โครงการนี้ครูจะเป็นผู้ถูกโค้ชตลอด แต่ควรให้ครูได้โค้ชกันเองบ้าง (4) ควรมีการติดตาม Output ของโครงการนี้ระยะยาว เพื่อพิสูจน์ผลที่เกิดจากโครงการว่าดีจริงแท้เพียงใด และ (5) โรงเรียนดำเนินงานโครงการนี้ที่ชั้น ป.2 และ ป.4 จึงควรเริ่มดำเนินการตั้งแต่ระดับปฐมวัย

5. แนวทางการขยายผล

  • จะขยายภายในโรงเรียน ดังนี้ (1) จากครูแกนนำ 4-5 คน ไปยังครู 50 คน (2) ขยายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 
  • ขยายไปยังโรงเรียนในเครือข่าย จะใช้โครงสร้างเครือข่ายที่มีอยู่เดิม ให้ครูที่เป็นประธานวิชาการออกไปโค้ชโรงเรียนในเครือข่าย แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะขยายในกลุ่มโรงเรียน เพราะมีปัจจัยของการยอมรับกันและกันของ ผอ.ร.ร.ว่า จะยอมรับกันหรือไม่ แต่จะง่ายกว่าถ้าขยายในโรงเรียนตนเอง 
  • เผยแพร่ในการนำเสนอผลงานของโรงเรียนภายในเขตพื้นที่การศึกษา
  • ให้ศึกษานิเทศก์นำผลงานของโครงการไปนำเสนอในที่ประชุมของเขตพื้นที่
  • บรรจุในแผนพัฒนาของเขตพื้นที่/ สหวิทยาเขต โดยกำหนดให้มีโค้ชประจำเขต โรงเรียนละ 2 คน ให้มีกรรมการขับเคลื่อนวิชาการในการยกระดับผลสัมฤทธิ์
  • ขอให้ สพฐ.ส่งเสริมนโยบายของเขตในการขยายผล โดยใช้โรงเรียนชั้นนำที่มีอยู่เป็นทีมขับเคลื่อน 

----------------------------