หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2556

CSR เพื่อโรงเรียนของ CAT

ความร่วมมือ สพฐ.& กสท. "สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน": เตรียมประเมินผล Up Speed Internet ให้ 76 โรงเรียน

วันที่ 20 มีนาคม 2556 ผมไปร่วมประชุมเพื่่อหารือแนวทางการประเมินผลโครงการ "สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน" ตามโครงการความร่่วมมือครบ 3 ปี ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ณ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ ผมไปพร้อมกับศึกษานิเทศก์ 2 ท่าน คือ อาจารย์บุญลักษณ์ พิมพา และอาจารย์เสาวณีย์ สุภรสุข คณะทำงานโครงการโรงเรียนในฝัน (โรงเรียนดีใกล้บ้าน-โรงเรียนดีประจำอำเภอ) สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ส่วนฝ่าย CAT มี 3 คน ได้แก่ คุณสถาพร ทัศประเสริฐ ผู้จัดการฝ่าย คุณธมิตรชัย บุรีเลิศ และ คุณกัณจรีย์ นาคยศ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร

สำหรับโครงการความร่วมมือนี้ ได้ลงนามกันไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 ในชื่อโครงการ "สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน" ระหว่าง สพฐ. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โครงการทำดีทุกวันจากดีแทค และสถาบันไทยพัฒน์ โดยมีวัตถุประสงค์ 4 ข้อคือ (1) ส่งเสริมสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของเยาวชนไทย (2) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์การทำงานเรื่องความรับผิดชอบสังคมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (3) สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเรื่องความรับผิดชอบและความพอเพียงในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้สังคม และ(4) ส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งทางด้านการศึกษาในสังคมและขยายเครือข่ายการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีความรับผิดชอบและความพอเพียง ความเป็นมาของโครงการ ดูได้ที่นี้ >>   เปิดตัวโครงการ CSR “สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน”


ด้วยที่ผมไม่เคยทราบว่า โครงการสื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชนนี้เป็นอย่างไร จึงขอให้ทีม CAT ช่วยเล่าให้ฟัง ในส่วนของกิจกรรมของ CAT และ สพฐ. จึงทราบว่า โครงการนี้เริ่ม 8 มิถุนายน 2553 นอกจากผู้บริหารหน่วยงานมาลงนาม MOU กันแล้ว ก็ได้เชิญผู้อำนวยการโรงเรียนมาทำพิธีลงนาม MOU ระหว่างโรงเรียนกับสำนักงานบริการลูกค้า กสท.แต่ละจังหวัดด้วย หลังจากนั้น CAT ก็ได้เริ่มดำเนินการ up speed internet ให้กับโรงเรียนทั้ง 76 โรงเรียน จังหวัดละ 1 โรงเรียน เลือกโรงเรียนที่มีสาย optical fiber หรือ "เส้นใยแก้วนำแสง" ผ่านโรงเรียน หลักคิดของเขาก็คือ โรงเรียนใช้ package internet และจ่ายเงินให้ CAT อยู่เท่าใดก็ให้จ่ายเท่าเดิม แต่ CAT จะ up speed internet ให้เร็วขึ้นเท่าศักยภาพของ Hub/ router/ server ของโรงเรียนที่มีและสามารถรองรับได้เพียงใด เช่น จากเดิมความเร็ว 1 Mbps โรงเรียนจ่าย 14,900 บาท/ เดือน ก็เพิ่มให้เป็น 3 Mbps ในราคา 31,100 บาท/ เดือน โดยส่วนต่าง 16,200 บาท/ เดือน ทาง CSR ของ CAT เป็นผู้รับผิดชอบออกให้โรงเรียน เป็นต้น จากข้อมูลการสนับสนุนส่วนต่างในแต่ละเดือน พบว่า CAT สนับสนุนรวม 76 โรงเรียนเป็นเงินทั้งสิ้น 920,121.52 บาท/ เดือน (3 ปี=33,124,374.72 บาท) สนับสนุนต่อโรงเรียนมากที่สุด (MAX) 35,972 บาท/ เดือน, น้อยที่สุด (MIN) 990 บาท/ เดือน และเฉลี่ย (MEAN) 12,107 บาท/ เดือน รายละเอียดแต่ละโรงเรียน ดังแผนภาพ





เหตุที่ทาง CAT เชิญทีม สพฐ.ไปหารือกันครั้งนี้ เพราะมิถุนายน 2556 โครงการจะสิ้นสุดเวลา 3 ปี ตามกำหนดแล้ว ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กรของ CAT ก็เห็นประโยชน์ที่เกิดกับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน จึงต้องการเสนอบอร์ด กสท. ภายในเดือนเมษายน 2556 ขอให้ขยายเวลาการดำเนินงานโครงการนี้ออกไปอีก จึงต้องการผลการประเมินการเพิ่มศักยภาพการใช้อินเทอร์เน็ต (Up Speed Internet) จึงขอความอนุเคราะห์ให้ สพฐ.ช่วยดำเนินการให้ เพราะ CAT เคยให้สำนักงานบริการลูกค้า กสท.แต่ละจังหวัดเก็บข้อมูลให้เมื่อต้นปี 2555 แต่ไม่ได้รับผลกลับคืนมามากพอ นอกจากนั้น หาก สพฐ.ประเมินให้ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในผลที่ได้รับมากกว่าที่ CAT ดำเนินการเอง ทั้งนี้ ทาง CAT ไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการเรื่องประเมินโครงการนี้ไว้เลย

ดังนั้น ทีม สพฐ. 3 คน ตกลงกันว่า เราจะช่วยประเมินผลโครงการนี้ให้ เพราะเห็นว่าโครงการเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและ CAT ช่วยโรงเรียนมาต่อเนื่อง 3 ปีแล้ว โดยผมจะเป็นผู้กำหนดกรอบและสร้างเครื่องมือประเมิน และอ.บุญญลักษณ์และอ.เสาวณีย์จะเป็นผู้ประสานการเก็บข้อมูลภาคสนามในสัปดาห์หน้าก่อนที่โรงเรียนจะปิดเทอมใหญ่

ทั้งนี้ ทีม สพฐ.และทีม CAT ได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางการนำเสนอบอร์ด กสท.ให้เห็นถึงผลดีที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ อาทิ ใช้โอกาสที่ CAT จะฉลองครบรอบ 10 ปี ของการเป็บ บมจ. ประกาศสนับสนุนโครงการนี้ต่อไป โดยเพิ่มทั้งปริมาณและคุณภาพ เช่น เพิ่มโรงเรียนจาก 76 แห่ง เป็น 10 ปี X 10 โรงเรียน จะได้ 100 แห่ง, เพิ่มจำนวนปีสนับสนุนโครงการจาก 3 ปี เป็น 10 ปี หรือ 10 ปี หาร 2 เป็น 5 ปี, CAT กำหนดโรงเรียนสัก 10 โรงเรียน ที่จะส่งเสริมให้มีคุณภาพจนเป็นสามารถเป็นต้นแบบได้, เพิ่มกิจกรรมคุณภาพที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน 10 กิจกรรม เช่น ค่าย, โครงงาน, กิจกรรมใช้ IT สร้างสรรค์, แบ่งปันความรู้สู่ชุมชนรอบโรงเรียน เป็นต้น

สิ่งที่ได้เรียนรู้-สะท้อนคิด

1. หนึ่งโครงการ "สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน" นี้เป็นของหนึ่งหน่วยงานคือ CAT ที่ทำ CSR มาสนับสนุนภาคการศึกษาและโรงเรียนของเรา โดยหวังส่งเสริมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เพราะอยากเห็นเด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีความสามารถในวันหน้า ซึ่งโครงการดีเช่นนี้ยังมีอีกหลายโครงการ หลายองค์กรที่ดำเนินการโครงการ CSR  ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สพฐ. ดำเนินโครงการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของเยาวชนไทย และได้จัดสัมมนาชี้แจงโครงการให้กลุ่มรัฐวิสาหกิจในช่วงต้นปี 2553 ณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง โดยมี นางดนุชา ยินดีพิธ รอง ผอ.สคร. เป็นประธาน ร่วมกับ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดร.อรทัย มูลคำ ผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา และนายปิยบุตร ชลวิจารณ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงศึกษาธิการ...ผมเคยสัมผัสความร่วมมือเช่นนี้บ่อยมาก เมื่อครั้งช่วยงานโรงเรียนในฝันในฝ่ายภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์ ร่วมกับ อ.พวงเพชร กันยาบาล ขณะนั้นผู้ดูแลเชิงนโยบายของโรงเรียนในฝันเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ท่านได้เอาใจใส่และให้ความสำคัญในการแสวงหาผู้สนับสนุน ไปให้ข้อมูลเชิญชวนให้บริษัท หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ด้วยตนเอง ผมก็เป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลจึงได้ไปด้วยหลายที่ เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ การประปานครหลวง ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ธนาคารกรุงเทพ ฯลฯ ผมจึงได้เห็นว่า แม้จะมีมาตรการให้ 1 ได้ 2 ในเชิงภาษีแล้ว แต่ก็มีองค์กรให้ความสนใจมาช่วยสนับสนุนโรงเรียนไม่ทุกองค์กร ดังนั้น สิ่งที่ CAT ดำเนินโครงการ "สื่อสาร เรียนรู้ สู่ชุมชน"  มาครบ 3 ปี จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยินดีมาก

2. โครงการ CSR เป็นโครงการจิตอาสา แบ่งปันเพื่อสังคมชุมชนขององค์กร/ หน่วยงานต่าง ๆ อย่างโครงการนี้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ก็ได้อาสาช่วยสนับสนุนโรงเรียนของเรามา คิดเป็นมูลค่ากว่า 33 ล้านบาท ดังนั้น เราทีม สพฐ. 3 คน คือ อ.บุญญลักษณ์ พิมพา อ.เสาวณีย์ สุภรสุข และผม จึงอาสาช่วยทำประเมินผลโครงการนี้ให้ เพื่อดูว่า ผู้บริหารโรงเรียนและครูมีความพึงพอใจและนักเรียนได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด เป็นการร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมแบ่งปันให้มากยิ่งขึ้น

3. ครั้งนี้ ผมไปประชุมที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนของอาคารบริหาร สังเกตเห็นว่า เกือบทุกพื้นที่ว่าง (ที่คนเห็นได้ง่าย) จะไม่ปล่อยให้พื้นที่นั้นว่างเปล่า แต่บริษัทได้นำวิสัยทัศน์องค์กร พันธกิจองค์กร เป้าหมายองค์กร สิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมขององค์กร ข้อความจากคำสัมภาษณ์/ คำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรที่ต้องการผลักดันองค์กรไปทิศทางไหนก็ถูกยกมาแปะไว้ที่ผนัง-ต้นเสาของอาคารสำนักงานทั่วไป เป็นการติดที่ออกแบบมาอย่างดี สวยงาม สะดุดตา น่าอ่าน ...ผมเห็นแล้วรู้สึกดี รับรู้ได้เลยว่า องค์กรมุ่งไปทิศทางใด องค์กรเน้นอะไร และคาดหวังอะไรจากพนักงานในองค์กร จึงคิดว่า แนวทางนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ดี ในการสร้างบรรยากาศขององค์กรให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียว ให้เกิดความกระตือรือร้น และมุ่งสู่วิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมกัน น่านำมาประยุกต์ใช้บ้าง



e-portfolio: เลือก ร.ร.วิจัยนำร่อง

นวัตกรรม e-portfolio: ลงพื้นที่-เลือกโรงเรียนวิจัยนำร่อง

วันพุธที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖ ผมไปเยี่ยมโรงเรียน ๒ แห่ง รวมกับ รศ.ดร.โชติกา ภาษีผล และ ผศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ  เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและบทบาทของครู กลุ่มทดลองใช้นวัตกรรม "แฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์" ในแผนงานวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ที่สะท้อนข้อมูลย้อนกลับในการประเมินพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และรับฟังคำยืนยันเข้าร่วมโครงการจากผู้บริหารโรงเรียนและครูว่า ตกลงใจจะร่วมวิจัยนำร่องไปพร้อมกันกับสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาและคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดภาคเรียนที่ ๑/ ๒๕๕๖ หรือไม่


ก่อนตัดสินใจไปเยี่ยมโรงเรียน คณะนักวิจัยได้นำข้อมูลโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมวิจัยนำร่องมาพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้มากที่สุด ภายใต้ทรัพยากรที่คณะนักวิจัยมีอยู่ แล้วกำหนดลำดับของโรงเรียนที่จะไปเยี่ยมทั้งกลุ่มโรงเรียนประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ถ้าโรงเรียนแรกรับทราบรายละเอียดของบทบาทและภาระงานที่ต้องปฏิบัติ แล้วปฏิเสธการเข้าร่วม ก็จะประสานโรงเรียนในลำดับถัดไป ...นับเป็นโอกาสดีของคณะนักวิจัย หลังจากชี้แจงทำความเข้าใจให้กับบุคลากรของโรงเรียนแล้ว ทั้ง ๒ โรงเรียนตกลงเข้าร่วมโครงการวิจัยนำร่องครั้งนี้ ประกอบด้วย 


โรงเรียนประถมศึกษาคือ โรงเรียนสายน้ำทิพย์



และโรงเรียนมัธยมศึกษาคือ โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์


แผนงานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มี รศ.ดร.โชติกา ภาษีผล เป็นหัวหน้าแผนงานวิจัย ผศ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ และผม เป็นผู้ร่วมวิจัย หน่วยงานวิจัยหลักเป็นคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานสนับสนุน วัตถุประสงค์ของแผนงานวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบ ศึกษาผลการใช้ และประเมินรูปแบบ ในแผนงานวิจัยนี้มี ๒ โครงการวิจัย ประกอบด้วย โครงการวิจัยระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ผลที่จะได้นอกจากรูปแบบแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยังมีคู่มือการสร้างแบบประเมินแฟ้มฯ ระบบจัดการแฟ้มฯบนเว็บ โปรแกรมบันทึก-แสดงผลแฟ้มฯสำหรับนำเสนอแบบ offline ด้วย ซึ่งคาดว่าการวิจัยจะเสร็จสิ้นปลายปีนี้


พิทักษ์ โสตถยาคม
๑๙ มี.ค. ๕๖


OBEC Channel

OBEC Channel: สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน*

พิทักษ์ โสตถยาคม**

               กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขัันพื้นฐาน หรือ OBEC Channel  เพื่อหารือแนวทางการช่วยสนับสนุนบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้สามารถดำเนินการผลิตรายการต่างๆ ได้ทันกับการใช้งานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2556  
               เท่าที่ผมดูข้อมูลย้อนหลังเห็นว่า ความรับผิดชอบของบริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกอบด้วย การจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ส่ง-รับสัญญาณ TV ไปยังโรงเรียนปลายทาง, ผลิตสื่อการเรียนการสอนทุกวิชา, ควบคุมดูแลการถ่ายทอดสด และศูนย์สนับสนุนการเรียนการสอน (สพฐ.เปิดทีวีดาวเทียม...2556: ออนไลน์)  นอกจากนั้น จากข้อมูลใน hand out ที่แจกในที่การประชุมนี้ พบว่า บริษัทสามารถฯ ยัง "ไม่สามารถ" ผลิตสื่อเพื่อออกอากาศได้ครบถ้วนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เช่น กลุ่มสาระฯสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ยังผลิตไม่เสร็จ (0% ทั้งของภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 และที่จะใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556) (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน: 6-9) ซึ่งตามกำหนดจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2556 นี้ 
แผนภาพ ร้อยละของสื่อที่ผลิตเสร็จ จำแนกตามระดับชั้นและภาคเรียน
               ประธาน (ผอ.สวก.) ได้บอกจุดมุ่งหมายของการหารือคือ ทำอย่างไรจะทำให้มีสื่อครบถ้วน และใครจะช่วยตรงใดได้บ้าง จึง list สิ่งที่ต้องทำขึ้นมาพิจารณา พร้อมขอให้ผู้แทนสำนักช่วยประสานการดำเนินงาน ดังนี้
  1. สทร.: ขอให้ดูกรอบการดำเนินการ และผังรายการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จากบริษัท สามารถฯ พร้อมทั้งจัดทำ/ปรับปรุงผังรายการให้เสร็จสมบูรณ์ 
  2. ศนฐ.: จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อใช้ถ่ายทำรายการ/ สื่อออกอากาศ 
  3. สวก.: แสวงหาครูสอนดี ครูเก่ง วิทยากร เพื่อสนับสนุนการถ่ายทำรายการ/ สื่อออกอากาศ
  4. สนก.: ประสาน Teacher TV (โทรทัศน์ครู) เพื่อนำตอนที่มีประโยชน์นำมาออกอากาศ โดยเฉพาะการสร้างแรงบันดาลใจให้ครู
               สำหรับ การประสานงานของ สนก. ผมได้สอบถามอาจารย์ที่มีส่วนร่วมในทีมโทรทัศน์ครู ทราบว่า ขณะนี้ บริษัท pico (ผู้ผลิตรายการ) ได้ส่งมอบสื่อ/ รายการทั้งหมดให้กับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยมหาวิทยาลัยบูรพา (รศ.ดร.มนตรี แย้มกสิกร) แล้ว หากเราจะดำเนินการใดๆ จะต้องติดต่อไปยังมหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งขณะนี้ผมได้ส่งอีเมลไปขอความอนุเคราะห์จาก รศ.ดร.มนตรี แล้วครับ หากได้รับการตอบกลับมาอย่างไร จะนำเสนอในที่ประชุมคณะทำงานกลุ่มย่อยนี้ ซึ่งนัดหารือกันนัดต่อไปวันที่ 21 มีนาคม 2556 เวลา 17.00 น. ณ ห้องประชุม สวก. ชั้น 4 โดยรองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) เป็นประธานครับ
               ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ OBEC Channel ในส่วนของวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ ซึ่งได้กำหนด Vision ของสถานีไว้ว่า สถานีโทรทัศน์ผู้นำด้านการจัดการเรียนการสอน มี Mission 3 ข้อคือ (1) ผลิตรายการตามหลักสูตรแกนกลางฯ (2) ให้ข่าวสารความรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต (3) ส่งเสริมการพัฒนาการเรียนการสอน ส่วน Objective มี 2 ข้อคือ (1) เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ระดับประถมศึกษาขนาดเล็ก/ ห่างไกล/ ขาดแคลนครู จำนวน 10,000 โรงเรียน (2) เพื่อเร่งปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน: 1-2) ซึ่งขณะนี้ออกอากาศได้เพียง 1 ช่อง หากสนใจเพิ่มเติม โปรดศึกษาที่เว็บไซต์ OBEC Channel ที่นี่ http://www.obectv.com/obec/

สะท้อนคิดจากการประชุม

  • การมีสถานีโทรทัศน์เป็นของตนเองถือว่า เป็นช่องทางที่จะสื่อสารถึงครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างดี แต่การเกิดขึ้น/ จัดให้มีขึ้นแล้วนี้ จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นอีก หากมีการบริหารจัดการให้สามารถดำรงอยู่และสร้างประโยชน์ให้กับวงการศึกษาได้จริงๆ ถ้าเทียบกับสถานีโทรทัศน์ทั่วไป อย่างไทยพีบีเอสก็จะมีคณะกรรมการบริหารสถานี นายสถานีโทรทัศน์ ผู้อำนวยการสถานี ผู้ประกาศ/ ผู้สื่อข่าว ส่วนสถานีโทรทัศน์ NBT ก็มีผู้อำนวยการสถานี มีฝ่ายจัดและควบคุมรายการ ส่วนผลิตรายการ ส่วนเทคโนโลยี ฝ่ายบริหารทั่วไป ฝ่ายแผนงานและประสานงาน และกลุ่มงานวิชาการ ดังนั้น จะยกระดับให้เป็นทีวีที่เป็นผู้นำด้านการจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จริง จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นการบริหารจัดการสถานีโทรทัศน์เป็นพิเศษ เพื่ออำนวยการและขับเคลื่อนทั้งระบบ ไม่เพียงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคประจำสถานีฯ รวม 15 คน และ Staff ของบริษัท สามารถฯ ดำเนินการกันไปเอง
  • ทันทีที่ได้ทราบว่ามีสถานีโทรทัศน์ของ สพฐ. ผมก็เห็นว่า จะดีมากเลย ถ้าสถานีนี้ได้เชื่อมโยงหรือร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์การศีกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม http://www.dlf.ac.th/index.php หรือโทรทัศน์ครู http://iptv-lms.uni.net.th/es_iptv/video.php เพราะต่างก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อโอกาสแห่งการเรียนรู้ของเด็กๆ ครูและบุคลากรทางการศึกษาเช่นกัน หลังจากนั้น ผมได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า OBEC Channel  จะต้องเป็นผู้นำ และนำเสนอรายการที่แตกต่าง ดังนั้นจึงจะผลิตเอง โดยใช้ความสามารถของบริษัทสามารถฯ สุดท้าย ผมเสนอข้อมูลว่า โทรทัศน์ครูมีรายการที่ผลิตเสร็จแล้ว 3,600 รายการ และทราบว่าเขาพร้อมส่งสื่อ/รายการนี้ให้ หากมีผู้สนใจจะนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่ง สพฐ.ก็น่าประสานและคัดเลือกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับครู และเป็นส่วนหนึ่งของรายการที่จะออกอากาศเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับครู 
  • การดำเนินการของบริษัทผลิตสื่อ ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นอกจากเราจะสนับสนุนช่วยเหลือให้มีสื่อได้ครบดังที่มีการพูดคุยกันครั้งนี้และครั้งหน้า เราควรจะมีมาตรการใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ที่จะกำกับให้มีการดำเนินการตามกรอบที่ได้ตกลงกัน

รายการอ้างอิง
สพฐ.เปิดทีวีดาวเทียม OBEC Channel ยกระดับคุณภาพการศึกษา.  (2556, 28 มกราคม).    
           ไทยรัฐออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2556, จาก http://www.thairath.co.th/content/tech/323057
สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2556). สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน.  
           เอกสารประกอบการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. วันที่ 12 มีนาคม 2556 

_______________________________________
* การประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับการสนับสนุน OBEC Channel วันที่ 13 มีนาคม 2556 เวลา 14.00-15.30 น. ณ ห้องประชุม สวก. ชั้น 4 นำโดย ผอ.วีณา อัครธรรม ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา และมีผู้แทนสำนัก (อาทิ สนก., สวก., ศนฐ., สทร., สนผ., สกบ.) รวมทั้งสิ้น 9 คน 
** นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ.

Tablet & คนพิการ

Tablet: การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ของคนพิการ


วันนี้ผมได้รับมอบจากผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาให้เข้าประชุมแทนเกี่ยวกับการหาข้อสรุปและแนวทางในการขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาในเรื่องการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 รายงานต่อคณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา ใน 3 ประเด็นคือ
  1. การจัดสรรแท็บเล็ตที่ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในส่วนของคนพิการ
  2. นโยบายในเรื่องการจัดสรรในส่วนอุปกรณ์ (hard ware) ที่จะทำให้คนพิการเข้าถึงได้
  3. รูปแบบการจัดสรรข้อมูลที่จะบรรจุลงไว้ในแท็บเล็ตที่ต้องเอื้อต่อคนทุกประเภทและสามารถพัฒนาต่อได้

จากการหารือกันได้ข้อสรุปในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 นโยบายแจกแท็บเล็ต: ที่ประชุมเห็นว่า นโยบายมีความชัดเจนครอบคลุมเด็ก ป.1 ทุกคนอยู่แล้ว แต่ควรเสนอรัฐบาลปรับเป็นจัดเพิ่มให้แก่คนพิการที่กำลังศึกษาอยู่ในระบบการศึกษาทุกคน 
ประเด็นที่ 2 hard ware: ที่ประชุมเห็นว่า แท็บเล็ตไม่สามารถใช้การได้และไม่เหมาะสมสำหรับการใช้งานของคนพิการประเภทหูหนวกและตาบอด เพราะต้องใช้ software/ Apps เฉพาะ และ hard ware ที่มีสมรรถนะสูง จึงเสนอว่า ควรพิจารณา ipad หรือเครื่องที่มีสมรรถนะเทียบเท่า ในการจัดหาให้คนพิการ 
ประเด็นที่ 3 ข้อมูลที่ลงไว้ในตัวเครื่อง: ที่ประชุมเห็นว่า ควรจำแนกประเภทของความพิการออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อจัดหาสื่อ ICT รวมทั้ง content ที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มตาบอด (2) กลุ่มหูหนวก (3) กลุ่มออทิสติก/ บกพร่องทางสติปัญญา

ซึ่งสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จะได้สนับสนุนให้มี workshop ของคณะทำงานในแต่ละประเด็นให้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น พร้อมวิเคราะห์เหตุผลความจำเป็น เพื่อเสนอ สพฐ. รมว.ศธ. และคณะอนุกรรมาธิการด้านคนพิการ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภาต่อไป

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการประชุมวันนี้ คือ


  • ความรู้สึกขณะอยู่ในการประชุมนี้คือ คิดไปข้างหน้าเพื่อประโยชน์ของผู้พิการรายคน/ รายกลุ่ม ความคิดความรู้สึกเช่นนี้ก็คือ การศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เราอยากให้เขาได้รับความสะดวกในการเรียนรู้ และเผชิญโลกได้อย่างดีที่สุดแม้มีภาวะจำกัด สิ่งที่จะให้เขาได้ก็คือ เครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ และดีใจที่ข้อเสนอของผมที่เสนอว่า ควรสนับสนุน Tablet ให้กับคนพิการทุกคนเพื่อใช้ในการศึกษาเรียนรู้ มีผู้เห็นด้วยและนำไปสู่การปรับเป็นมติของที่ประชุม
  • ได้เห็นแง่คิด มุมมองของผู้พิการที่โดดเด่น อย่างน้อย 2 คน คือ นายกิติพงศ์ สุทธิ (สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย) และ ดร.อิศวรา ศิริรุ่งเรื่อง (อาจารย์วิทยาลัยราชสุดา) รู้สึกประทับใจ ทึ่งในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองแม้จะพิการสายตา 
  • ได้รับรู้ว่าโปรแกรมช่วยในการเรียนรู้ของผู้พิการทางสายตา อาทิ สื่อ DAISY (หนังสือเสียง แสดงผลคล้ายคาราโอเกะ), อีพลัส (มีอาจารย์บุญเลิศ ที่ NECTEC เป็นวิทยากรให้การอบรม) และได้รู้ว่าผู้พิการทางสายตามีความพึงพอใจในสมรรถนะของ ipad   ว่ามี Apps หลายตัวที่สามารถเอื้อให้ผู้พิการสายตาได้ใช้งานได้เป็นอย่างดี
  • ได้รับรู้ว่า ค่าใช้จ่ายที่สนับสนุนการศึกษาของผู้พิการสูงกว่าคนปกติ 5 เท่า 
  • ได้เรียนรู้การจัดสรรแท็บเล็ตให้นักเรียนในโรงเรียนเอกชน จากตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ว่า สช.จัดสรรให้โรงเรียน และถือว่าแท็บเล็ตเป็นครุภัณฑ์ของทางราชการ (ซื้อด้วยงบประมาณของรัฐ) ให้โรงเรียนนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน ไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์กับนักเรียนแต่ละคน โดยให้นักเรียนยืมเรียน หากจะนำกลับไปใช้ที่บ้านต้องให้ผู้ปกครองมาทำเรื่องยืม กรณีนักเรียนย้ายออกจากโรงเรียน โรงเรียนจะต้องนำเครื่องแท็บเล็ตมาส่งคืนที่ สช. และ สช.จะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องจัดสรรเครื่องให้กับโรงเรียนที่นักเรียนย้ายไปเอง ทั้งนี้เพื่อควบคุมยอดรวมของแท็บเล็ตและลดปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมา

-----------------------------------------
* การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2556 เวลา 13.00-15.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สพฐ. อาคาร สพฐ.2 ชั้น 1

วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556

การพัฒนาครูอย่างยั่งยืน: Coaching & Mentoring


การพัฒนาครูอย่างยั่งยืน: Coaching & Mentoring[1]


รศ.ดร.ดุษฎี โยเหลา[2] 
พิทักษ์ โสตถยาคม[3]


จุดมุ่งหมายในการพัฒนาครูก็เพื่อให้ครูเป็นครูที่ดี เก่ง และมี จิตวิญญาณความเป็นครู ทั้งนี้ก็เพื่อให้เป้าหมายสูงสุดคือ ให้เกิดผลดีกับผู้เรียน

การพัฒนาครูในอดีตมักจะมีสำรับมาให้โดยระบุว่าครูต้องรู้อะไรและพัฒนาให้มีความรู้ เป็นการบรรยายโดยผู้รู้ ช่วงของการพัฒนามักจัดช่วงปิดเทอมหรือจัดให้ครูเป็นการเฉพาะ (ไม่มีนักเรียนอยู่ในกระบวนการพัฒนาครู) หลังการพัฒนาครูนำความรู้ไปใช้ในโรงเรียนทั้งแบบทดลองนำไปใช้บ้างและไม่ได้ใช้เลยด้วยเหตุผลหลากหลาย

 หากจะจำแนกประเภทของความรู้ที่ครูได้รับ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ (1) ความรู้เพื่อการปฏิบัติ (Knowledge for Practices) ซึ่งความรู้ประเภทแรกนี้ส่วนใหญ่ เป็นความรู้ส่วนใหญ่ที่ครูได้รับจาก   การพัฒนาในอดีต เป็นความรู้ที่ได้มาจากการทำวิจัย หรือได้รับการยืนยันมาแล้วว่าเป็นความรู้ที่ใช้ได้ กิจกรรมที่จะให้ได้ความรู้ประเภทนี้คือการฟังบรรยายจากผู้รู้ การเข้าสัมมนา ให้อ่านหนังสือ รวมทั้งกิจกรรมการสังเกตการสอนจากครูต้นแบบ (2) ความรู้ในการปฏิบัติ (Knowledge in Practices) เป็นความรู้ที่ครูใช้อยู่ในการสอน ครูเป็นเจ้าของความรู้นั้น และครูต้องมีการทบทวนเพื่อสร้างความรู้ขึ้นมา มิฉะนั้นความรู้ในการปฏิบัตินี้จะไม่เกิดขึ้น อาจเป็นการทบทวนด้วยตนเอง หรือทบทวนร่วมกันกับครูผู้นำ ครูพี่เลี้ยงก็ได้ และ (3) ความรู้ของการปฏิบัติ (Knowledge of Practices) เป็นความรู้ที่มีการสะสมอย่างเป็นรูปธรรม จากการทำ หรือทดลองหลายๆ ครั้งเพื่อศึกษาว่าอะไรดี อะไรผิดพลาดและมีการปรับปรุงแก้ไขต่อเนื่องจนเกิดเป็นความรู้ของการปฏิบัติ ในการพัฒนาครูควรปรับเปลี่ยนประเภทของความรู้ที่ครูส่วนใหญ่เคยได้รับในความรู้ประเภทที่ 1 ความรู้เพื่อการปฏิบัติ ไปสู่ความรู้ประเภทที่ 2 ความรู้ในการปฏิบัติ และประเภทที่ 3 ความรู้ของการปฏิบัติ


ความแตกต่างของการพัฒนาครูโดยผู้พัฒนาที่แตกต่างกัน 3 แบบ ได้แก่ ผู้ฝึก(trainer) ผู้ชี้แนะ(coacher) และพี่เลี้ยง(mentor) โดยแบ่งเป็นการเปรียบเทียบ 2 คู่ คู่แรก ความแตกต่างของผู้ฝึกและผู้ชี้แนะ มีดังนี้ (1) ผู้ฝึก สิ่งที่ดำเนินการในการพัฒนาครู ประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์ของการพัฒนา มีการให้การฝึก มีการอธิบายว่าต้องทำอะไรบ้าง มีการกำหนดทิศทางการพัฒนา และการให้ข้อมูลผลการพัฒนา (2) ผู้ชี้แนะ สิ่งที่ดำเนินการในการพัฒนาครู ประกอบด้วย การสร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ชี้แนะและผู้รับการชี้แนะ  ช่วยพัฒนาแผน  การพัฒนาด้วยการใช้คำถามและผู้ชี้แนะจะเป็นผู้รับฟังที่ดี มีการสังเกตและกระตุ้นหนุนนำให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจเอง มีการถามว่าต้องทำอะไร มีการถามว่าผลการพัฒนาเป็นอย่างไร ซึ่งจะเห็นว่า ผู้ชี้แนะจะต้องฝึก การตั้งคำถามและอดทนรอคอยผลที่จะเกิดขึ้น

ส่วนคู่ที่สอง ความแตกต่างของผู้ชี้แนะและพี่เลี้ยง มีดังนี้     (1) ผู้ชี้แนะ เน้นการปฏิบัติ (performance) เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ มีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนแบบมีวาระดังที่กำหนดไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชี้แนะและผู้รับการชี้แนะอาจมาพร้อมกับงานหรือตำแหน่ง สิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้รับการชี้แนะคือ ตำแหน่งของผู้ชี้แนะ ผลที่ได้เป็นการสร้างทีมที่เกี่ยวข้องกับงาน (2) การเป็นพี่เลี้ยง เน้นที่ตัวบุคคล มีบทบาทให้การสนับสนุนแต่ไม่มีวาระกำหนดไว้ น้องเลี้ยงสามารถเลือกพี่เลี้ยงได้เอง สิ่งที่จะมีอิทธิพลต่อน้องเลี้ยงคือ การรู้คุณค่าในกันและกัน ผลที่ได้รับเป็นจะเป็นการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตแบบองค์รวม


            ดังนั้น ในทางปฏิบัติในการพัฒนาครูโดยการชี้แนะและการมี  พี่เลี้ยงร่วมกัน ก็คือ (1) ต้องมีการตั้งเป้าหมายร่วมกัน (2) ต้องมีการทำ assessment ศึกษาว่าสภาพปัจจุบันเป็นอย่าง (3) เมื่อได้ข้อมูลแล้วแบ่งกลุ่มเป้าหมายของการพัฒนาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกลาง (ประมาณค่าเฉลี่ย) จะใช้การพัฒนาด้วยการชี้แนะ ส่วนกลุ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ยจะใช้การพัฒนาด้วยการเป็นพี้เลี้ยง และกลุ่มที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยจะพัฒนาด้วยการให้คำปรึกษาใกล้ชิด (counseling) ทั้งนี้ เป้าหมายของการช่วยพัฒนาครูให้ได้ความรู้ประเภทที่ 2 และ 3 โดยใช้หลักการพัฒนาที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง จะไม่บอกความรู้ให้ครู แต่จะให้ครูร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน จะมีการชี้แนะและการเป็นพี่เลี้ยงในกระบวนการพัฒนาครู โดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึง coaching ก็จะพบว่ามีอยู่หลายแบบ อาทิ Peer Coaching, Group Coaching, Specialist Coaching, Head Coaching
            อีกกระบวนการหนึ่งที่มีการกล่าวถึงมากในการพัฒนาครูของอเมริกาคือ PLC หรือ Professional Learning Community ลักษณะของกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเช่นนี้ จะมีขนาดของกลุ่มประมาณ 6-15 คน หรือไม่เกิน 20 คน จะเริ่มต้นที่ “ใจ” เป็นกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันแบบสมัครใจ ของกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่มาพบกันอย่างสม่ำเสมอ และเรียนรู้จากการปฏิบัติงานร่วมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่งพัฒนา  การปฏิบัติงาน โดยใช้การทบทวนตนเองและสะท้อนคิดสิ่งที่ได้ปฏิบัติ  จะอยู่ทบทวนร่วมกันกับกลุ่ม กลุ่มจะร่วมรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สมาชิกกลุ่มมีบทบาทเท่าเทียม ทำงานเป็นทีม การดำเนินการนี้อาจไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำเนินการ กระบวนการสะท้อนตนเองนี้นับเป็นการแสวงหาความรู้ความจริงจากการปฏิบัติในลักษณะวิจัยปฏิบัติการ
            ในการทำ Professional Learning Community (PLC) ในโรงเรียนต่างๆ ผู้ที่เป็น Coach หรือ Mentor จะต้อง (1) ลงไปศึกษา ณ โรงเรียน เพื่อให้รู้บริบทของโรงเรียน รู้ความต้องการ รู้ฐานเดิมว่ามีใครทำ PLC อยู่บ้างแล้ว มีกี่กลุ่ม บุคลากรคนใดสามารถช่วยแนะนำคนอื่นได้ ใครมีศักยภาพในการเชิญชวนคนอื่นๆ ให้เข้าร่วม PLC ได้ รู้ว่ามีจุดเด่นอะไร เป็นต้น (2) ต้องลงพื้นที่หลายๆ ครั้ง เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับบุคลากรในโรงเรียน และทำความรู้จักคนในกลุ่มสร้างความคุ้นเคยระหว่างบุคลากรกับ Coach/ Mentor (3) ช่วยเสริมสร้าง PLC เช่น อาจพบว่ามี PLC กลุ่มสาระการเรียนรู้อยู่แล้ว ก็ช่วยค้นหาสิ่งที่ต้องการพัฒนา ช่วยกำหนดเป้าหมายและแผนการดำเนินงาน ช่วยให้มีการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยอาจนำเครื่องมือประเมิน (assessment tools) ไปช่วย ช่วยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้-แบ่งปัน (4) หมั่นไปร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชี้แนะ (coaching) เพื่อให้ครูบรรลุเป้าหมายที่ต้องการให้ได้ก่อน หลังจากนั้นผู้ที่เป็น coach หรือ mentor จึงค่อยสรุปในตอนท้ายว่าการดำเนินการจนครูบรรลุสิ่งที่ต้องการจำเป็นนี้มีรูปแบบของการดำเนินการอย่างไร
            กล่าวโดยสรุปได้ว่า PLC จะเป็นการร่วมกลุ่มกัน แบบตั้งใจที่จะพัฒนาร่วมกัน มีการพบกันสม่ำเสมอ เป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง มี Protocol หรือข้อตกลงร่วมกันว่า จะมีการทำงานร่วมกันอย่างไร เช่น จะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเดือนละกี่ครั้ง แต่ละครั้งให้สะท้อนคิด (reflection) เกี่ยวกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ว่าได้ทำอะไรไปแล้ว และจะทำอะไรต่อไป การรวมกลุ่มจึงเน้นที่ความสม่ำเสมอ และความต่อเนื่องของผู้ปฏิบัติงาน ที่พัฒนาการปฏิบัติงานของตนและของกลุ่ม

            สรุปได้ว่า สิ่งสำคัญของกระบวนการพัฒนาครูเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับครู ให้ครูเป็นครูที่สอนดี มีจิตวิญญาณความเป็นครูนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาครูต้องรู้จักครูรายบุคคล รู้จุดเด่นจุดที่ควรพัฒนา เน้นครูเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา มีการตั้งเป้าหมายของการพัฒนาร่วมกัน ไม่บอกความรู้ครู แต่ส่งเสริมให้ครูสร้างความรู้ด้วยตนเอง มุ่งก่อเกิดความรู้ในการปฏิบัติ (Knowledge in Practices) และความรู้ของการปฏิบัติ (Knowledge of Practices) และใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง



[1] การอภิปราย เรื่อง การพัฒนาครูอย่างยั่งยืนด้วย Coaching และ Mentoring วันที่ 6 มีนาคม 2556 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ จัดโดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ.
[2] ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ/ วิทยากร
[3] นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ./ ผู้สรุป

Sustainable Teacher Development

Sustainable Teacher Development*

ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า**
พิทักษ์ โสตถยาคม***

ประเด็นที่จำเป็นต้องวิเคราะห์ก่อนเริ่มต้นพัฒนาครู ก็คือ ครูมีประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นครูและการสอนมาอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครูได้ไม่ง่ายนัก จากแผนภาพ Teacher' s learning experience นี้ จะเห็นได้ว่าเมื่อครั้งที่ครูเป็นนักเรียนประถมศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ได้เห็นการสอนที่ครูเป็นศูนย์กลาง ได้เรียนรู้แบบ passive learning ทุกๆ วัน วันละ 7 ชั่วโมง ต่อมาเข้าเป็นนักศึกษาครูเป็นเวลา 4 ปี ฝึกสอนอีก 1 ปี รวมทั้งบรรจุในโรงเรียนและได้เห็น-ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้แบบ passive learning อยู่ตลอดเวลา ทั้งจากครูอาจารย์และเพื่อนครูที่อยู่ล้อมรอบตัว ถือเป็นการถูกกระทำแบบทับถมฝังลึกของประสบการณ์ passive learning ที่ยากมากที่จะเปลี่ยนครูไปสู่การจัดการเรียนรู้แบบ active learning ได้ในระยะเวลาอันจำกัด เพราะครูเรียนรู้การเป็นครูจากการสังเกตซึมซับ passive learning ทั้งด้วย ความตั้งใจและไม่ตั้งใจตั้งแต่เริ่มเป็นนักเรียน

ผลการวิจัยเกี่ยวกับโปรแกรมการพัฒนาครูอย่างยั่งยืน (Sustainable Teacher Development Program) ได้ข้อสรุปว่า มี 3 องค์ประกอบ ที่มีความสำคัญจำเป็น หากขาดองค์ประกอบหนึ่งองค์ประกอบใดไปก็จะมีผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาครู นั่นคือ (1) Teacher as a Learner Workshop เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ให้ครู ในลักษณะ active learning experience ซึ่งครูจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์การเรียนรู้แบบ active learning แบบประจักษ์ชัด ได้สัมผัสกระบวนการและผลที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง จึงจะช่วยให้สามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบ active learning ให้กับนักเรียนได้ ดังนั้น องค์ประกอบแรกนี้เป็นการเน้นย้ำว่า หากต้องการให้ครูจัดการเรียนรู้แบบใด ก็ต้องจัดประสบการณ์เรียนรู้แบบนั้นในการอบรมพัฒนาครู (2) One on One Supervision/ Coaching & Mentoring เป็นการนิเทศ ติดตาม ช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากผู้ชี้แนะ และการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบนี้ เน้นย้ำว่า การฝึกอบรมเพียงครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ครูเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนได้ และ (3) Teacher Collaboration เป็นการช่วยให้ครูได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกัน เติมเต็มให้สังคมของครูที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวให้เป็นชุมชน/ สังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน

จะเห็นได้ว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนจาก passive learning สู่ active learning ได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจจริงในการนำหลักคิดของการพัฒนาครูอย่างยั่งยืนนี้ไปสู่การปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่า การพัฒนาครูต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะ ต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ต้องเปิดโอกาสให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และต้องมีข้อมูลที่เหมาะสมในการสนับสนุนและช่วยเหลือที่ถูกทาง

หากสถาบันผลิตและพัฒนาครู อาทิ มหาวิทยาลัยโดยคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ จับมือกับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร่วมกันพัฒนาวิชาชีพครู โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนานักเรียน ก็จะเป็นการช่วยเสริมสร้างให้โรงเรียนกลุ่มเป้าหมายพัฒนาไปสู่การเป็น Professional Development School เป็นการสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกันของคณาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน ครูแกนนำ/ master teacher นิสิตนักศึกษาครู และนักเรียน นับว่าเป็น win-win situation ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันจากการร่วมมือรวมพลังในลักษณะนี้

อย่างไรก็ตาม กระบวนทัศน์ของนักพัฒนาครูมีความสำคัญยิ่งต่อการเสริมสร้าง active learning experience การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ของครูให้เป็นจริงได้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อคิดเกี่ยวกับการพัฒนาครูข้างต้น จะช่วยหนุนเสริมเติมเต็มมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของครู และร่วมมือรวมพลังร่วมพัฒนาวิชาชีพครูสืบไป
------------------------------------------------------------------------
* การอภิปราย เรื่อง การพัฒนาครูอย่างยั่งยืนด้วย Coaching และ Mentoring วันที่ 6 มีนาคม 2556 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ จัดโดยสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
** รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/ วิทยากร
*** นักวิชาการศึกษา สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ./ ผู้สรุป



วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผลการศึกษาดูงานด้านการวิจัย@Japan

ผลการศึกษาดูงานด้านการวิจัย
Benesse Educational Research and Development Center
วันที่ 19 กรกฎาคม 2555
พิทักษ์  โสตถยาคม 

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเบเนสเซ เป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดทำสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษามีทุนจดทะเบียน 3 พันล้านเยน พนักงาน 3,248 คน และยอดขาย 406.6 พันล้านเยน การศึกษาดูงานครั้งนี้ได้รับการบรรยายสรุปโดยคุณเคนอิชิ อะเรอิ (Ken-ichi Arai) ประธานศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเบเนสเซ ซึ่งประธานศูนย์ฯ ได้เล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาของศูนย์ฯ รวมทั้งขอบข่ายการดำเนินงานว่าได้ขยายจากเรื่องไลฟ์สไตล์ และการช่วยเหลือดูแลบุคคล (Nursing Care) เป็นศูนย์ปฏิบัติการวิจัยทางการศึกษา ศูนย์วิจัยการศึกษาเชิงอนาคต และหน่วยงานด้านวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ให้ความสนใจเรื่อง (1) แม่และเด็ก ประกอบด้วยการดูแลเด็ก การอบรมเลี้ยงดู การศึกษาปฐมวัย (2) การศึกษาภาคบังคับและมัธยมศึกษา ประกอบด้วย สื่อการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ การประเมินผลการศึกษา (3) การอุดมศึกษา ประกอบด้วย ทักษะทั่วไป การเชื่อมต่อระหว่างการมัธยมศึกษากับการอุดมศึกษา และการประเมินผลการศึกษา และยังมีการสำรวจด้านการศึกษา เทรนใหม่ๆทางการศึกษาของญี่ปุ่นและสังคมโลก รวมทั้งการจูงใจในการเรียนรู้ ซึ่งผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาเป็นประโยชน์ทั้งรัฐบาล นักวิจัย ครู และศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเบเนสเซ รวมทั้งสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ด้วย เป้าหมายของศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเบเนสเซ เพื่อนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุข (well-being)



สิ่งที่ประธานศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเบเนสเซ ยกขึ้นมานำเสนอทีมงานของเราคือ ผลการสำรวจข้อมูลทางการศึกษา 6 ประเด็น ได้แก่



1. ร้อยละของนักเรียนที่ชอบ (ระดับชอบ-ชอบมาก) วิชาภาษาญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในปี 1990, 1996, 2001 และ 2006 ทั้งกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลเป็นดังนี้ 

(1) ทุกปีที่มีการสำรวจ พบว่า นักเรียนประถมศึกษามากกว่าร้อยละ 50 ชอบวิชาภาษาญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายมีร้อยละของผู้ที่ชอบวิชาต่างๆ ไม่ถึงร้อยละ 50 (น้อยสุดร้อยละ 34.7 และมากที่สุดร้อยละ 53.1) ยกเว้นวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นชอบร้อยละ 52.8 (ปี 1996) และร้อยละ 53.1 (ปี 2006)

(2) เมื่อพิจารณากลุ่มนักเรียนที่ชอบแต่ละวิชา พบว่า นักเรียนประถมศึกษาชอบวิชาต่างๆ มากกว่ากลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนั้นพบว่า กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีร้อยละของความชอบวิชาต่างๆ น้อยที่สุด ยกเว้นวิชาภาษาญี่ปุ่นที่นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายชอบมากกว่านักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 

(3) เมื่อพิจารณาวิชาวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนประถมศึกษามีความชอบถึงร้อยละ 68.2-71.4 ซึ่งมากกว่าความชอบวิชาภาษาญี่ปุ่นและคณิตศาสตร์ ส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายก็มีร้อยละของนักเรียนที่ชอบเพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงปีที่มีการสำรวจ

(4) ร้อยละของนักเรียนประถมศึกษาชอบคณิตศาสตร์ในปี 2006 มากกว่าปี 1990 และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในปี 2006 พอๆ กันกับปี 1996


2. ร้อยละของนักเรียนที่เข้าใจ (เข้าใจระดับมาก-เข้าใจ 70%) วิชาภาษาญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในปี 1990, 1996, 2001 และ 2006 ทั้งกลุ่มนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลเป็นดังนี้ (1) นักเรียนประถมศึกษาจำนวนมากที่มีความเข้าใจบทเรียนวิชาต่างๆ ในปี 2006 มากกว่าแต่ละปีที่มีการสำรวจที่ผ่านๆ มา (2) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายมีความเข้าใจบทเรียนวิชาต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจากช่วงปีที่ผ่านมา


3. ร้อยละของครูที่รู้สึกมั่นใจในการสอนวิชาต่างๆ จากการสำรวจในปี 2007 ซึ่งในเอกสารนำเสนอผลว่า (1) ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์มีความมั่นใจในการสอนมากถึงร้อยละ 86 (2) ความมั่นใจในการสอนภาษาญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ระดับมากกับประสบการณ์การสอนของครู ในทางกลับกันความมั่นใจในการสอนวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์ระดับน้อยกับประสบการณ์การสอน


4. ผลสำรวจปี 2009 เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้นในการใช้งานคอมพิวเตอร์ในแต่ละสัปดาห์ ทั้งการใช้ที่บ้านและที่โรงเรียน พบว่า (1) นักเรียนร้อยละ 60 ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน และมีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี 2004 (2) นักเรียนมากกว่าร้อยละ 70 ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน ซึ่งข้อมูลสอดคล้องกันทั้งนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา


5. ผลการสำรวจปี 2008 เกี่ยวกับกิจกรรมการใช้ ICT ของนักเรียน ใน 6 กิจกรรม ได้แก่ การค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต, การดาวน์โหลดเพลง, การศึกษาซอฟแวร์ทางการศึกษา, การดูคลิปวิดีโอ, การเล่นเกมออนไลน์, การซื้อสินค้าออนไลน์ ผลเป็นดังนี้ (1) นักเรียนประถมศึกษาร้อยละ 80 และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 90 ใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต (2) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 70 ดูคลิปวิดีโอ และ(3) ไม่มีนักเรียนประถมศึกษาใช้ ICT ใน 3 กิจกรรม คือ ดูคลิปวิดีโอ, เล่นเกมออนไลน์ และซื้อสินค้นออนไลน์


6. ผลการสำรวจเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนและที่บ้าน จำนวน 6 เมือง จาก 6 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา (วอชิงตัน ดี ซี) อังกฤษ (ลอนดอน) ฟินแลนด์ (เฮลซิงกิ) จีน (ปักกิ่ง) เกาหลีใต้ (โซล) และญี่ปุ่น (โตเกียว) ในประเด็นต่างๆ อาทิ วิชาที่ชอบ, การใช้เวลาในการเรียน เป็นต้น แต่ในส่วนที่คุณเคนอิชิ อะเรนำมายกตัวอย่างมี 2 ประเด็นคือ (1) เห็นด้วยหรือไม่กับข้อความ “ใครที่มีความพยายามมักจะได้รับรางวัลตอบแทน” และ (2) เห็นด้วยหรือไม่กับข้อความ “ฉันเห็นว่ามีการแข่งขันสูงในสังคมปัจจุบัน”  เขาชี้ให้เห็นว่านักเรียนโตเกียวเห็นด้วยทั้งสองประเด็นน้อยกว่านักเรียนจากเมืองอื่น

นอกจากนำเสนอภาพรวมของการดำเนินงานของศูนย์ฯ แล้ว  ประธานศูนย์ฯ ได้ให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลโครงการด้าน ICT มาเล่าให้ฟังด้วยว่า ทางศูนย์ฯ ได้จัดทำ LMS (Learning Management System) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการการเรียนการสอน เขาเรียกระบบนี้ว่า Plus I ในระบบนี้มีส่วนของบทเรียน การฝึกปฏิบัติ ผลการเรียน และตัวช่วยต่างๆ เขาบอกว่า ระบบนี้เมื่อเปรียบเทียบกับแบบปกติ (แบบ Paper) แล้วดีกว่า และเขาได้สร้างเกม social networks  ขึ้นมา เป็นเกมที่เล่นง่าย เป็นช่องทางให้เด็กได้สื่อสารกับเพื่อน มีภารกิจให้เด็กได้เก็บแต้ม มีเป้าหมายเล็กๆ ให้เด็กได้บรรลุ มีโบนัส เพื่อให้จูงใจให้เด็กได้เล่นต่อ ซึ่งเขาก็มีโจทย์วิจัยว่า เกมนี้จะช่วยกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้และใช้ ICT (เกม และPlus i) อย่างต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไร และผลก็ออกมาดี เด็กเกรด 7 สามารถสื่อสารกับเพื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีผลการเรียนรู้เนื้อหาวิชาได้ดีขึ้นด้วย

 ข้อคิด-ข้อสังเกต

1.ลักษณะการวิจัยของภาคเอกชนมีเป้าหมายในเชิงธุรกิจเพื่อให้หน่วยงานมีผลประกอบการที่ดี และมีรายได้จากการขายสินค้นหรือจากการบริการ ดังนั้น จะเห็นว่า เมื่อบริษัทต้องการขายผลิตภัณฑ์ใด เขาก็จะศึกษาวิจัย และเก็บข้อมูล เพื่อนำมาสนับสนุนแนวคิดและคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทสร้างขึ้น กรณีนี้ก็เช่นกัน บริษัทมี LMS หนึ่งตัว และต้องการขายระบบบริหารจัดการการเรียนการสอนนี้ให้กับผู้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมพัฒนาเด็ก ทั้งกลุ่มผู้ปกครองและหน่วยงานทางการศึกษา เขาจึงเก็บข้อมูลทั้งเรื่องลักษณะการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็ก ศึกษาสิ่งจูงใจให้เด็กหันมาสนใจ LMS ตัวนี้มากขึ้น ศึกษาความชอบ/ความเข้าใจในวิชาที่เด็กเรียน ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อบริษัทได้ข้อมูลเพื่อนำมาปรับปรุงการดำเนินธุรกิจของตนเองให้สามารถตอบสนองความสนใจและความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ดีขึ้น และบริษัทน่าจะทำกำไรจากการดำเนินธุรกิจมากขึ้นด้วย

2.ทีมงานที่ร่วมคณะไปดูงานด้วยกัน ได้พูดถึงประเด็น/ โจทย์/ เรื่อง ที่ สพฐ. ควรจะดำเนินการวิจัย บ้างก็เห็นว่าควรวิจัยด้าน ICT/ Tablet/ เกมแบบใดจะเหมาะกับเด็กแต่ละวัย บ้างก็เห็นว่าไม่ควรรีบสรุปว่าควรจะทำเรื่องใด แต่ควรศึกษาปัญหาที่แท้จริงของเด็กไทยแล้วค่อยหาหนทางพัฒนา ซึ่งผมเห็นด้วยกับการมองไปถึงลักษณะเด็กไทยที่จะอยู่รอดในสังคม เด็กจะต้องมีทักษะการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง ทักษะต่างๆ ที่เขาพูดกันเกี่ยวกับศตวรรษที่ 21 สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยให้เด็กมีลักษณะเช่นนั้น ซึ่งผู้เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนบทบาททั้งครู ผู้ปกครอง ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ดังนั้น การวิจัยจึงควรกำหนดโจทย์เพื่อมุ่งเป้าหมายไปที่การสนับสนุนส่งเสริมเด็กให้มีทักษะเหล่านั้น

3.สิ่งที่น่าสนใจคือ การสำรวจในประเด็นสำคัญๆ อย่างต่อเนื่อง เขาสำรวจทุก 5-6 ปี/ครั้ง ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลและแนวโน้มชัดเจน ผมเห็นการเก็บข้อมูลแบบนี้ในบ้านเราเหมือนกัน ที่ทำโดย ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ สถาบันรามจิตติ ที่มีการติดตามสภาวการณ์ด้านเด็กและเยาวชนไทย แต่ทีมงานที่ไปด้วยกันก็ตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นที่บริษัทนี้สำรวจเป็นประเด็นเชิงบวก ซึ่งต่างจากประเด็นที่สถาบันรามจิตติที่เป็นประเด็นเชิงลบ อย่างที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ในสัปดาห์นี้ก็มีเรื่องการติดตามสภาวการณ์การเบิกจ่ายงบประมาณของสำนักต่างๆ ซึ่งทำโดย สคส. ซึ่งก็ทำให้เกิดความตื่นตัวและกระตือรือร้นในการเร่งดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณได้ดี ดังนั้น การสำรวจประเด็นทางการศึกษาที่เรามุ่งสนใจเป็นระยะๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาดำเนินการ เช่น อาจเริ่มจากประเด็นฮอต “แท็ปเล็ต” โดยสำรวจจากเด็กเกี่ยวกับลักษณะการใช้ เวลาที่ใช้ เรื่องที่เรียน ความชอบ ฯลฯ ข้อมูลที่ได้จากเด็กจากทุกเขต ก็จะทำให้เห็นภาพการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในโรงเรียนและห้องเรียน


--------------------------------------------