หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

National Test ป.๓: เน้นวัดความสามารถ LNR

National Test ป.๓: เน้นวัดความสามารถ LNR
พิทักษ์  โสตถยาคม

เมื่อพฤหัสบดีที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖ ผมร่วมประชุมคณะกรรมการการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ณ อาคาร สพฐ.๔ ชั้น ๒ ตามการมอบหมายของที่ปรึกษา สพฐ. (นางพจมาน พงษ์ไพบูลย์) คณะกรรมการชุดนี้ มีรองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธาน ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาของ สพฐ. เป็นเลขานุการ นอกจากมีกรรมการจาก สพฐ.เองแล้ว ยังมีผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย



ผมขอยกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ จำนวน ๔ ข้อ ที่ปรากฏอยู่ในคำสั่ง สพฐ.ที่ ๙๖๖/ ๒๕๕๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๖ ดังแผนภาพ



ดร.ไพรวัลย์ พิทักษ์สาลี ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ซึ่งได้รับมอบหมายจากรองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) ให้เป็นประธานการประชุมครั้งนี้ ได้ให้ที่ประชุมทราบถึงคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ ผลการประเมินปีการศึกษา ๒๕๕๕ และการเตรียมสอบ O-NET ของนักเรียน ป.๖ และ ม.๓ รวมทั้งให้ที่ประชุมพิจารณาหาข้อสรุป ๒ เรื่อง ได้แก่ (๑) แนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๖ และ(๒) ความร่วมมือของสังกัดอื่นในการประเมินในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ซึ่งผลเป็นดังนี้

๑.    แนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา ๒๕๕๖ (เป็น National Test หรือเรียกว่า การสอบ NT) ที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่สำนักทดสอบทางการศึกษาเสนอ นั่นคือ จะยังคงมุ่งเน้นการประเมินความสามารถของผู้เรียนเช่นปีที่ผ่านมา โดยประเมินความสามารถ ๓ ด้าน ได้แก่ (๑) ความสามารถด้านภาษา (Literacy) (๒) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) (๓) ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning abilities) สำหรับกลุ่มเป้าหมายของการประเมินครั้งนี้ ก็คือ นักเรียนชั้น ป.๓ ในสังกัด สพฐ. ทุกคน (ทั้งประเทศ) โดยกำหนดสอบในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ หลังจากที่มีการสอบ O-NET เสร็จเรียบร้อยแล้ว (ปีการศึกษา ๒๕๕๖ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จะจัดสอบ O-NET ในวันที่ ๑-๓ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๗) นอกจากนั้น ยังมีมติให้ สพฐ. ดำเนินการประเมินเพื่อการศึกษาวิจัยในการประเมินความสามารถทั้ง ๓ ด้าน ดังกล่าว ในระดับชั้นเรียนอื่นด้วย ได้แก่ ระดับชั้น ป.๑-๖ ประมาณชั้นเรียนละ ๑๐,๐๐๐ คน
๒.   ความร่วมมือของสังกัดอื่นในการประเมินในปีการศึกษา ๒๕๕๖ ได้ข้อสรุปว่า การสอบในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ จะมีหน่วยงานที่ดูแลการจัดการศึกษาของโรงเรียนสังกัดต่อไปนี้ ได้แก่ สช. ตชด. และ อปท. จะเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินครั้งนี้ เพื่อให้นักเรียนในสังกัดได้รับการทดสอบไปพร้อมๆ กับนักเรียน สพฐ. ทั้งนี้ ให้เตรียมตั้งงบประมาณเพื่อการจัดสอบเป็นเงิน ๔๐ บาท ต่อการเข้าสอบของนักเรียน ๑ คน ส่วน สกอ. และ กทม. ไม่ได้เข้าร่วม แต่สังกัด กทม. ก็ได้มีแผนการประเมินคุณภาพนักเรียนในปีการศึกษานี้เรียบร้อยแล้ว

จากการร่วมประชุมในวันนี้ ทำให้เห็นว่า ขณะนี้ สพฐ. ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทดสอบระดับชาติ (National Test) มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่มุ่งเน้นประเมินทักษะความสามารถที่ติดตัวเด็ก ได้แก่ LNR หรือความสามารถด้านภาษา (Literacy)  ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning abilities) ซึ่งมีความสอดคล้องกับการทดสอบ PISA ที่ไม่ได้เน้นเนื้อหา แต่เน้นที่ความสามารถที่ติดตัวเด็กอยู่ ผมก็เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงการสอบระดับชาติของ สพฐ.นี้ ถือเป็นการคลี่ปม/ ผ่อนคลายเงื่อนไขยากๆ ของการปฏิรูปการศึกษาได้เปลาะหนึ่ง

สำหรับผลการประเมินความสามารถของนักเรียนชั้น ป.๓ ในปีที่ผ่านมาก็ยังไม่ดีนัก ซึ่งแต่ละความสามารถมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ เป็นดังนี้ ด้านความสามารถด้านภาษา (Literacy) ร้อยละ ๔๒.๙๔ ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) ร้อยละ ๓๗.๔๕ และความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning abilities) ร้อยละ ๔๕.๙๒ ซึ่งผลการสอบ NT ป.๓ โดย สพฐ. ก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับผลการสอบ O-NET ป.๖ ซึ่งจัดสอบโดย สทศ.

ผมได้เข้าไปดูในเว็บไซต์สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. เห็นว่ามีการเผยแพร่-ให้ข้อมูลกรอบการประเมิน นิยาม ตัวอย่างเครื่องมือการประเมินไว้เรียบร้อย และทราบว่าได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานำไปสู่โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศแล้ว จึงขอนำมาสื่อสารให้ทราบ ณ ที่นี้ด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ: Cut Out - Keep - Create

ปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ: Cut Out - Keep - Create
พิทักษ์ โสตถยาคม

วันนี้ ๘ ส.ค. ๒๕๕๖ ภาคเช้า ผมร่วมประชุมกลุ่มผู้แทนสำนักใน สพฐ. ที่ดูแลด้านคุณภาพการเรียนรู้ เพื่อเตรียมจัดประชุมโต๊ะกลมในวันที่ ๑๘ ส.ค. ๒๕๕๖ ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ (ประชุมคู่ขนานกับการประชุม ผอ.สพป./สพม.ทั่วประเทศ) เพื่อเป็นเวทีระดมความคิด-วิเคราะห์-เชื่อมโยง-เสนอแนะการขับเคลื่อนนโยบาย ศธ. สู่การปฏิบัติ ในประเด็น “การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ” โดยเฉพาะความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของ ๕ องค์ประกอบของห่วงโซ่คุณภาพ ที่เลขาธิการ กพฐ. (ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน) ได้ชี้แนะเป็นกรอบไว้ ได้แก่ (๑) หลักสูตร (๒) การจัดการเรียนการสอน (๓) การวัดและประเมินผล (๔) การนิเทศ และ(๕) การพัฒนาครู/ ผลิตครู ในการประชุมวันนี้มีรองเลขาธิการ กพฐ. (ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า) เป็นประธาน และมีผู้ร่วมประชุม ประมาณ ๒๐ คน อาทิ ที่ปรึกษา สพฐ. (วีณา อัครธรรม) ผอ.สนก. (วันเพ็ญ สุจิปุตโต) ผอ.สวก. (ดร.ไพรวัลย์ พิทักษ์สาลี) ผอ.สทศ. (กนก อินทรพฤกษ์) ผอ.สพค. (ชวลิต โพธิ์นคร) หน.ศูนย์พัฒนาการนิเทศฯ (สมควร วรสันต์)



   สำหรับประเด็นข้อเสนอจากผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ
  1. ควรใช้คุณภาพผู้เรียนมาเป็นตัวตั้ง ได้แก่  21st Century Skills การคิด และ PISA รวมทั้งความสามารถด้านภาษา (Literacy) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) และความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning ability)
  2. ควรวิเคราะห์สภาพบทบาทหน้าที่ของสำนักต่างๆ ของ สพฐ. ใน ๕ องค์ประกอบ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
  3. สิ่งที่โรงเรียนปฏิบัติได้ดีมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้รวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ จึงควรนำมาใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่เดียวกัน หรืออาจทำเป็น Shopping list กระบวนการเรียนรู้ที่ผ่านการใช้แล้วเกิดผลดี เพื่อให้โรงเรียนที่กำลังค้นหากระบวนการเรียนรู้ “แกนหลัก” ได้พิจารณานำไปใช้ในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน อาทิ บันได ๕ ขั้นของการเรียนการสอน (5 Steps), Research-based Learning, Project-based Learning, Problem-based Learning
  4. ผู้บริหารโรงเรียนเป็นบุคคลสำคัญในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนและคุณภาพผู้เรียน แต่ก็พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่นี้อย่างจริงจังนัก
  5. ห่วงโซ่คุณภาพยังไม่ร้อยรัดไปด้วยกัน โดยเฉพาะหลักสูตร การเรียนการสอน และการวัดประเมินผล ดังนั้น การทบทวนและการจัดทำข้อเสนอครั้งนี้ จะทำให้ได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนท่าทีในการทำงานของ สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
  6. ควรวิเคราะห์ว่าปัญหาและอุปสรรคของการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ผ่านมาอยู่ที่ใด ใช่อยู่ที่การขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ หรือการบริหารจัดการของโรงเรียน หรือวิธีการสนับสนุนทรัพยากรและการกำกับติดตามงานหรือไม่
  7. การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบ อาจมองนอกเหนือจาก “ในโรงเรียน” เพราะการที่เด็กจะเรียนรู้ได้ดี “นอกโรงเรียน” ก็มีความสำคัญมาก เช่น ความใส่ใจของครอบครัว การสนับสนุนส่งเสริมของชุมชน การมีสื่อสารมวลชนและสังคมเป็นตัวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้
  8. ความท้าทายหนึ่งของ สพฐ. ในการตอบโจทย์การปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบครั้งนี้คือ การปฏิบัติที่ผ่านมาของเราเองเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเรียนรู้บ้างหรือไม่ ส่วนใดที่เป็นส่วนเอื้ออำนวยและหนุนเสริมให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ที่แท้จริง ดังนั้น การได้มีโอกาสทบทวนบทบาท หน้าที่ และภาระงานในอดีตและปัจจุบัน จะทำให้เห็นว่า มีบางส่วนที่มีความสำคัญที่เราต้องทำต่อไป เพราะไม่ทำจะเกิดความเสียหาย แต่ก็จะเห็นว่ามีอีกหลายส่วนที่เราไม่ต้องทำหรือไม่ต้องปฏิบัติเช่นเดิม เพราะโรงเรียน เขต หรือองค์กรเอกชน-ชุมชนมีศักยภาพที่จะทำได้

        ผลการประชุม: ประธานที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง เป็นเจ้าภาพในการจัดทำเอกสารข้อเสนอแต่ละองค์ประกอบ โดยให้วิเคราะห์ทบทวนเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันปัญหา สิ่งที่ดำเนินการอยู่ และแนวทางแก้ไข รวมทั้งให้จัดเวทีพูดคุยกลุ่มเล็ก เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนถึงวันประชุมจริงในวันที่ ๑๘ ส.ค.นี้

        หลังจากประชุมภาคเช้าเสร็จ ทีมสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) ที่มาร่วมประชุมครั้งนี้ จำนวน ๔ คน ได้แก่ ผอ.สนก. (วันเพ็ญ สุจิปุตโต) รอง ผอ.สนก. (ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข) หัวหน้ากลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัย (ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์) และผม ได้นำประเด็น “กระบวนการเรียนรู้” ที่ได้รับมอบหมายจากที่ประชุมมาหารือกันต่อ ได้ทบทวนสภาพปัจจุบัน อุปสรรค และทางออก เราเห็นตรงกันว่า จะทำประเด็นนี้ได้จะต้องทำส่วนอื่นไปพร้อมกันทั้งระบบ เช่น การกำหนดเป้าหมายที่ตรงกันว่า เราอยากเห็นผู้เรียน/ผู้ที่จะจบจากโรงเรียนเป็นอย่างไรจริงๆ และระบบที่เกี่ยวข้องต้องปรับเปลี่ยนเพื่อมุ่งทำให้สำเร็จ การส่งเสริมความเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ของโรงเรียน โดยเสริมปัจจัยเกื้อหนุนและลดอุปสรรคอย่างจริงใจ ซึ่ง ดร.วิภาพร นิธิปรีชานนท์ ได้อาสานำความคิดจากกลุ่มไปประกอบกับการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมยกร่างเป็นข้อเสนอต่อไป.

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

หลักสูตรใหม่: ข้อคิดก่อนประกาศใช้


หลักสูตรใหม่:  ข้อคิดก่อนประกาศใช้
พิทักษ์  โสตถยาคม

เมื่อ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ผมได้ร่วมประชุมกับกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ เรื่อง การจัดทำหลักสูตรการศึกษาใหม่ของประเทศไทย ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นประธาน และมี ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล และ รศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล กรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้บรรยายสรุปเกี่ยวกับกรอบหลักสูตรใหม่

รศ.วันชัยได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ จุดเริ่มต้นสู่การปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย โดยเริ่มจากยกข้อเสนอของ ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่มี ๕ ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเข้มแข็งการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยเรื่องปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครู เร่งสร้างความเข้มแข็ง STEM ปฏิรูปโครงสร้าง และICT เพื่อการศึกษา แต่ตัดสินใจเลือกทำปฏิรูปหลักสูตรก่อนยุทธศาสตร์อื่นเพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษา จากนั้นบอกถึงเหตุผลว่าทำไมต้องมีการปฏิรูปหลักสูตร ๖ ประการ ทั้งเรื่องของความทันสมัย (หลักสูตรควรปรับทุก ๕-๑๐ ปี, หลักสูตรปัจจุบันปรับจากปี ๒๕๔๔ รวมใช้มาแล้ว ๑๒ ปี, โลกเปลี่ยนเร็วมาก) ความเหมาะสม (หลักสูตรเดิมสั้นย่นย่อเกินไป, ปลายเปิดมากไป, เวลาเรียนมากไป) โครงสร้างหลักสูตร (๘ กลุ่มสาระ) ขั้นตอนของหลักสูตร (การเรียนแบบหน้ากระดาน) แนวโน้มการศึกษาปัจจุบัน (สิงคโปร์ teach less learn more, learn how to learn, การเรียนอย่างยั่งยืน lifelong learning) สัมฤทธิผลของการศึกษา (การศึกษาไทยตกต่ำ, ทรัพยากรมนุษย์ของไทยอ่อนแอ) โดยยกผลการทดสอบ PISA ที่เด็กไทยทำคะแนนได้ต่ำมาประกอบ รวมทั้งนำเสนอตารางเปรียบเทียบกรอบหลักสูตรและเวลาเรียนของประเทศต่างๆ สุดท้ายนำเสนอ (ร่าง) โครงสร้างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ว่าประกอบด้วย ๔ ส่วน คือ Knowledge, Skills, Values & Attitudes, และ Learning Tools


ศ.สุมาลีได้นำเสนอว่าหลักสูตรนี้มีลักษณะสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้ (๑) เน้นสอนให้น้อย แต่ให้เรียนมากขึ้น โดย ๘๐๐-๑๐๐๐ ชั่วโมง จะรวม ๓ ส่วนนี้เข้าด้วยกัน ได้แก่  classroom + self-learning, field study, extra-curricular activities (๒) เน้น Learning Outcome-Based (๓) เน้นแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีความสอดคล้องกันของ Learning Outcomes, Learning Activities และ Assessments (๔) เน้นบูรณาการรายวิชาและมีระดับความลึกซึ้งขึ้นของความรู้และทักษะในชั้นเรียนที่สูงขึ้น เช่น ป.๒ มีระดับความลึกซึ้งมากกว่า ป.๑ (๕) เน้นการประเมินตนเองทั้งของครูและนักเรียนในกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินระหว่างเรียนเป็นพิเศษ ทั้งนี้ คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานได้คำนึงถึงเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติด้วย เช่น เตรียมคิดระบบบริหารจัดการข้อมูลการประเมิน  หรือ Assessment Data Management System (ASMS) เพื่อจะช่วยให้มีการเก็บข้อมูลความรู้ ทักษะ และค่านิยม/เจตคติ อย่างต่อเนื่อง เตรียมยกร่างบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน (ผู้บริหารและครู) เตรียมเสนอการพัฒนาครูจะให้มี In-service Days และ Professional Learning Community (PLC) โดยจะกำหนดว่าครูแต่ละคนจะพัฒนากี่วันต่อปี  เตรียมรวบรวมแผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีมาไว้ใน Lesson Bank เพื่อให้ครูเลือกใช้ นอกจากนั้นยังจะเตรียมเสนอแนะกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจให้ครูนำไปใช้ด้วย


ข้อสังเกตของผู้ทรงคุณวุฒิต่อการพัฒนาการศึกษาและการจัดทำหลักสูตรใหม่ ดังนี้

 ๑. ไม่ควรประกาศใช้ถ้าไม่พร้อม หากจะประกาศใช้หลักสูตรบนความไม่พร้อมของบุคลากร หนังสือสื่อการเรียนรู้ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ และเอกสารหลักฐานการวัดประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ก็ควรให้ใช้หลักสูตรเดิมไปก่อน เพราะดำเนินการบนความไม่พร้อมจะเกิดความสูญเปล่าและผลเสียต่อนักเรียน (ประเด็นนี้ อ.รัชนี อมาตยกุล นำเสนอไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผมได้ขออนุญาต อ.รัชนีนำวิดีโอที่บันทึกไว้ไปเปิดให้น้องพี่ได้ดูด้วยครับ) โปรดดูคลิปวิดีโอ ที่นี่>> http://www.youtube.com/watch?v=w6oJC4GZoEw
  ๒. ข้อแย้งสมมติฐานการจัดทำหลักสูตรใหม่  ๒ ประการ ประการแรก หลักสูตรไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษา เพราะการศึกษาเป็น  System Dynamics เป็นระบบที่เป็นพลวัตร หากแตะส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะมีผลกระทบกับองค์กระกอบส่วนอื่นๆ ทั้งหมด ประการที่สอง การอ้างผล PISA มาเป็นเหตุผลการเปลี่ยนหลักสูตรอาจไม่สมเหตุสมผลนัก เพราะการนำข้อมูลนี้มาใช้ต้องเข้าใจปรัชญาของการทดสอบ PISA เพราะเป็นการวัดผลสมรรถนะของกลุ่มชนชั้นกลางของกลุ่มประเทศ  OECD ซึ่งประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD และประเทศเรามีเยาวชนที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางทั่วประเทศ เพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นอกจากนั้น จะเห็นว่า ความมุ่งหวังของนักเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กต้องการเข้าโรงเรียนเพราะหวังว่าจะได้รับประทานอาหารกลางวัน ได้ดื่มนม ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่า เด็กๆ จะได้รับประทานอาหารเช้าก่อนมาโรงเรียนหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่า สภาพเด็กของเราโดยส่วนใหญ่ได้รับปัจจัยพื้นฐานของชีวิตยังไม่ดีพอ
  ๓. ยกระดับคะแนนสอบ PISA แบบ UK การขยับผลคะแนน PISA ของเยาวชนวัย ๑๕ ปีให้สูงขึ้น ควรศึกษาแนวทางของประเทศอังกฤษ สมัย Margaret Thatcher ที่ได้มุ่งพัฒนาเยาวชนกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำว่า ๔๔๐ เป็นพิเศษ มุ่งสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนา และพัฒนาด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในที่สุดก็สามารถทำให้ผลคะแนนในการสอบครั้งต่อมาดีขึ้นได้
  ๔. ระบบการบริหารจัดการบุคลากรมีปัญหา ความล้มเหลวของการศึกษาไทย อย่าพูดถึงการปฏิรูปครูเพียงอย่างเดียว ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของ สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการด้วย  จากข้อมูลจำนวนครูทั้งประเทศมีทั้งสิ้น ๕ แสนคน ปรากฏว่าเป็นครูผู้สอน ประมาณ ๔ แสนคน แต่เป็นผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียน ประมาณ ๔ หมื่นคน จะเห็นว่าอัตราส่วน ผอ.ต่อครู เป็น ๑:๑๐ ซึ่งต่ำมาก หากพิจารณาประสิทธิภาพประสิทธิผลของการทำงานของ ผอ./ รอง ผอ. จะพบว่า ทำงานได้ไม่คุ้มค่ากับทรัพยากรที่รัฐทุ่มเทให้ ดังจะเห็นปัญหาคุณภาพเด็ก คุณภาพครู คุณภาพการบริหารจัดการเป็นเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการคนของกระทรวงศึกษาธิการ
  ๕. การศึกษาต้องชี้นำประเทศได้ หลักสูตรต้องตอบโจทย์การพัฒนาประเทศของเรา จะเห็นว่าการจัดทำหลักสูตรครั้งนี้ ยังไม่แสดงให้เห็นจุดดีและชี้นำในจุดเด่นของประเทศไทย จุดเด่นของประเทศไทยเป็นเรื่องของทรัพยากร รวมทั้งคนไทยส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติอย่างแนบแน่น หากเราใช้ STEM เป็นตัวนำแล้ว น่าจะก่อให้เกิดความสับสน ไม่พร้อม และอาจเป็นความขัดแย้งของสภาพที่ควรจะเป็นกับสภาพความเป็นจริง 
  ๖. การลงละเอียดของหลักสูตร เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีหลักสูตรแกนกลางที่มีรายละเอียดจำนวนมาก  หรือถ้ามี ก็ควรมีรายละเอียดให้น้อยที่สุด หรือควรมีเพียงหลักการก็เพียงพอ เช่น มาตรา ๖ ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
  ๗. หลักยึดของหลักสูตร หลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มาตรา ๖ ควรยึดเป็นหลักในการจัดการศึกษา รวมทั้งการจัดทำหลักสูตรใหม่ครั้งนี้ด้วย  (สาระของมาตรา 6 "การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข")
  ๘. ๙ ปีที่มีคุณภาพก็เพียงพอ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุม ๑๒ ปี (ป.๑-ม.๖) อยากให้เน้นที่การศึกษาภาคบังคับเพียง ๙ ปี (ป.๑-ม.๓) แต่ให้เป็นการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพที่แท้จริง ส่วนการเลือกเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็ควรเปิดให้เป็นทางเลือกเช่นเดียวกับการเลือกเรียนอาชีวศึกษา
  ๙. แรงจูงใจผู้เรียนอาชีวะ การส่งเสริมเพิ่มจำนวนนักเรียนที่เรียนอาชีวศึกษาให้มากขึ้น และมากกว่าจำนวนผู้เรียนสายวิชาการ (ม.๔-๖) แนวทางการแก้ไขหนึ่งคือ การกำหนดให้ค่าวิชาชีพของผู้จบอาชีวศึกษาให้มากกว่า เช่น จบสายวิชาชีพ ให้เงินเดือน ๑๘,๐๐๐ บาท ส่วนผู้จบสายวิชาการให้เพียง ๑๕,๐๐๐ บาท เป็นต้น
  ๑๐. เน้นพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรทุ่มพัฒนาเด็กเล็กให้มากขึ้น โดยงบประมาณที่มีให้ทุ่มเทที่กลุ่มเด็กปฐมวัย (๐-๖ ปี) เพราะช่วงวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีการเรียนรู้สูงมาก ควรพัฒนาให้คิดเป็น ซึ่งถือเป็นการลงทุนเตรียมคนของประเทศที่คุ้มค่ามาก
  ๑๑. เนื้อหาหลักสูตรยังขาดเรื่องสำคัญ เป็นเนื้อหาที่ถ้าเด็กไม่ได้เรียนรู้แล้วจะมีผลกระทบสูงต่อชีวิต ได้แก่ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องการฝึกจิต/สมาธิ เรื่องความเข้าใจในตนเอง (เรียนรู้ว่าเราคือใคร-เราคือพุทธะ-ผู้รู้ผู้ตื่นผู้แสวงหาความรู้ความจริง?) เรื่องโภชนาการ-กินเป็น-ไม่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพตนเอง 
  ๑๒. จุดยืนและทิศทางการพัฒนาคนไทยคืออะไร ในการพัฒนาเรามักอ้างอิงถึงความสำเร็จของประเทศสิงคโปร์ เช่น Teach Less Learn More แต่สิงคโปร์ตอนนี้มีปัญหาเรื่องความเครียดและขาดความสุข สิงคโปร์ได้เชิญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ไปสอนเรื่อง “ความสุขในชีวิต” “การรู้จักตนเอง” และในเรื่องเดียวกันนี้ยังมีประเทศอินโดนีเซีย ภูฏาน ได้เชิญให้อาจารย์ไปพัฒนาครูในประเทศเหล่านี้หลายแสนคน  รวมทั้งประเทศเหล่านี้ได้ส่งครูให้มาศึกษาดูงานที่โรงเรียนสัตยาไสย และโรงเรียนรุ่งอรุณด้วย จะเห็นได้ว่า การศึกษาไทยยังมีส่วนที่ดี เป็นการจัดการศึกษาที่ปลูกฝังความดีงามและความสุข ดังนั้น การศึกษาและหลักสูตรใหม่ของประเทศไทย จะไม่เป็นหลักสูตรทีทำตามกระแสประเทศอื่น แต่มีจุดยืนของเราเอง เป็นคนที่สามารถปรับตัวเรียนรู้ได้และไม่ตกยุค
  ๑๓. นำ ICT มาขยายครูสอนดีและแหล่งเรียนรู้ให้นักเรียน ควรส่งเสริมให้ครูดี ครูเก่ง ได้นำการสอน-การอธิบายของครูไปไว้ใน IT เช่นเดียวกับ Khan Academy
  ๑๔. การลดเวลาเรียน ในการลดเวลาเรียนลง เช่น ลดจาก ๑,๐๐๐ ชั่วโมง เหลือ ๘๐๐ ชั่วโมง ควรดูบริบทของประเทศไทย และหาวิธีการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำงานและไม่สามารถดูแลลูกเมื่อกลับจากโรงเรียนเร็วได้
  ๑๕. Checkpoint ตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นระยะ ควรมีการตรวจสอบผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นระยะๆ หรือมีการ Checkpoint เป็นขั้นๆ ของแต่ละวิชา หากนักเรียนสามารถผ่านเกณฑ์จริงๆ แล้ว จึงจะให้ผ่านหรือเลื่อนระดับชั้นสูงขึ้นไปได้ ถ้ายังไม่ผ่านจะไม่สามารถเลื่อนระดับได้
  ๑๖. การคัดเลือกคนเก่งเป็นครูและพัฒนาครูต่อเนื่อง ควรเน้นที่การพัฒนาครู เพื่อให้ครูมีคุณภาพ เพราะพบว่าครูที่ไม่มีคุณภาพจะมีความรู้ในเนื้อหาสาระที่สอนต่ำ ครูไม่ได้  concept และมักพบว่าครูเหล่านี้จะบอกว่าไม่มีเวลาในการพัฒนาตนเอง ไม่อยากพัฒนา ไม่กระตือรือร้น และขาดความทะเยอทะยาน รวมทั้งครูมีหนี้สิน ซึ่งสะท้อนว่าครูใช้ชีวิตไม่เป็น จากข้อมูลนี้ อาจต้องคัดเลือกคนเรียนดีมาเป็นครู เพราะไม่สามารถมาเสริมความเก่งทีหลังได้ง่ายนัก รวมทั้งการส่งเสริมครูให้มีฐานะทางการเงินที่ดี และพัฒนาให้ครูคิดเป็นด้วย
  ๑๗. การบริหารจัดการคุณภาพโรงเรียนระดับจังหวัด ในการปฏิรูปการศึกษาอาจจะทำเรื่องหลักสูตรเป็นเรื่องสุดท้ายก็ได้ แต่เรื่องสำคัญน่าจะอยู่ที่การบริหารจัดการโรงเรียน อยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียน เพราะครูจะทำตามผู้บริหารโรงเรียนอยู่แล้ว ซึ่งควรให้การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญของจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดมีส่วนในการเสนอนโยบายด้านการศึกษาและผลักดันการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในจังหวัด
  ๑๘. การต่อยอดจากหลักสูตรเดิมสู่หลักสูตรใหม่ การจัดทำหลักสูตรใหม่ครั้งนี้ควรตอบคำถาม ๓ คำถาม ได้แก่ (๑) ของเดิมมีอะไรดีอยู่แล้ว (๒) ของเดิมมีอะไรเกือบจะดี และ(๓) ของเดิมมีอะไรที่แย่และควรเปลี่ยน

  สุดท้าย ศ.ดร.สุมาลี ตั้งประดับกุล และ รศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล กรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับข้อสังเกตของผู้ทรงคุณวุฒิไปพิจารณา และขอโอกาสให้กลุ่มที่ไม่ใช่นักการศึกษา ที่เป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เช่นอาจารย์ทั้งสอง ได้ดำเนินการให้สำเร็จ และอาจสามารถทำได้ดีเช่นเดียวกับบางประเทศที่ดำเนินการจัดทำหลักสูตรการศึกษาชาติโดยนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน 


  จะเห็นว่าการตั้งวงพูดคุยกันครั้งนี้ ได้เห็นถึงการร่วมคิด ร่วมให้ข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมา และการรับฟังอย่างเปิดใจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาที่ดี เพราะจะทำให้ได้ข้อคิด ข้อพึงระวังในการดำเนินการให้รอบคอบมากขึ้น และเห็นว่าทุกคนได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จำเป็นต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วง และผู้ทรงคุณวุฒิที่สะท้อนความคิดความห่วงใยต่อความเป็นไปของประเทศชาติ และอนาคตที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ แน่นอนว่า เราคงไม่ไปต่อต้านหรือปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนา แต่เราก็คาดหวังและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่อยู่บนฐานของการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม รวมทั้งจำเป็นต้องคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ ซึ่งทุกส่วน ทุกองค์ประกอบ ทุกคนในฟากฝั่งการศึกษา และคนทั้งสังคม เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันไปทั้งหมดสิ้น จึงควรเร่งทำความเข้าใจและพิจารณาองค์ประกอบอื่นของการปฏิรูปการศึกษาให้พัฒนาควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบบริหารจัดการ การประเมินผล ครุศึกษาและการพัฒนาครู หลักสูตร การสอน และสื่อการเรียนรู้ เป็นต้น ซึ่งต้องการพลังและการมีส่วนร่วมอย่างมากจากทุกภาคส่วน แต่ทั้งหมดนั้น เป้าหมายปลายทางสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ ก็ยิ่งมีความจำเป็นต้องทำให้เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ให้มากที่สุด เพื่อทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมใจไปให้ถึงได้และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน.

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Area-based Reform & บทบาทใหม่ของภาครัฐ


เวทีบูรณาการภาครัฐ: ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform และบทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ

พิทักษ์  โสตถยาคม

          การประชุมเวทีบูรณาการภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา วันพุธที่ 8 พฤษภาคม 2556 ณ โรงแรมวังสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 53 คน ประกอบด้วยกลุ่มครู ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้นำระดับกลาง รวมทั้งผู้ใส่ใจในการศึกษาและผู้บริหารระดับนโยบาย ได้แก่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร, นายคู่บุญ ศกุนตนาค,  นางงามพิศ ลวากร,  น.ส.จตุพร สุทธิวิวัฒน์,  น.ส.จินตนา ด้วงชอุ่ม,  นายจิระประวัติ ชุมสาย ณ อยุธยา,  น.ส.จิรัชญา พายัพ,  ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์,  นายชำเรือง เรืองขำ,  นายชุติวัฒน์ สุวัตถิพงศ์,  นายชูชาติ แก้วนอก,  ดร.ณัฐพล ตันเจริญทรัพย์, น.ส.ดวงใจ บุญยะภาส, นายถวิล ศรีใจงาม, นายธีรวุฒิ  เจริญรัมย์, นายนพคุณ เกรียงศักดานุกูล, น.ส.นวลพรรณ ศาสตร์เวช, ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์, ดร.บรรเจอดพร สู่แสนสุข, นายบรรเจิด กลิ่นจันทร์, นายประภาส เขียวแก้ว, น.ส.ปริยาพร ญาณะชัย, นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์, น.ส.พัชรา อุบลสวัสดิ์, ผศ.ดร.พัทธนันท์ หรรษาภิรมย์โชค,  นายพิทักษ์ โสตถยาคม,  ดร.พิษณุ ตุลสุข, นางภรณ์ชภัสร์ โสตถยาคม, นางมาลี สืบกระแส, นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์, นางยุวดี นุชทรัพย์, ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน,  ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ, น.ส.ลัดดา ตั้งศุภาชัย,  รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ, น.ส.ลิลิน ทรงผาสุก, ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ, ดร.วณี ปิ่นประทีป,  น.ส.วรจรรย์ อังศุธร,  นายวรวัส สบายใจ,  นายวิบูลย์ ทานุชิต,  นายวิริยะ ผลโภค,  นางศรีอัมพร ประทุมนันท์,  นายศิริ  จันบำรุง,  นายสมบูรณ์ รินท้าว, นายสมประสงค์  สิงห์สุวรรณ, ดร.สุธรรม วาณิชเสนี,  นายสุรพล ธรรมร่มดี,  ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์,  นายอดุลย์ ภู่ภัทรางค์,  น.ส.อนีฆา ชัยเนตร,  ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ และนางอริยา พรหมสุภา
          กิจกรรมการประชุมแบ่งได้เป็น 3 ช่วง คือ (1) รับความคิด เป็นการนำเสนอผลการจัดประชุมเวทีที่ผ่านมาให้ผู้เข้าร่วมประชุมรับทราบ ทั้งผลการประชุมของกลุ่มเด็ก กลุ่มการศึกษาทางเลือก กลุ่มภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษา และกลุ่มจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น รวมทั้งการชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในวงการการศึกษา และบอกเล่าถึง “โจทย์” หรือข้อพิจารณาในการเสวนาในวันนี้ (2) สร้างความคิด เป็นการระดมความคิดเกี่ยวกับโจทย์ 2 ประการคือ หนึ่ง-ความเคลื่อนไหวและข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในหลายประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) ทิศทางนี้เหมาะสมกับบริบทประเทศไทยหรือไม่ หรือหากจะผลักดันการปฏิรูปไปในทิศทางนี้จักต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขปัจจัยอะไรบ้าง และสอง-ทิศทางการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐานจะเปลี่ยนโฉมหน้าการทำงานภาครัฐไปเป็นหน่วยนโยบาย อำนวยการ สนับสนุน และกำกับติดตามประเมินผลร่วมกับภาคส่วนต่างๆในระดับพื้นที่ (ท้องถิ่น เอกชน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็ก) ได้อย่างไร สำหรับการประชุมกลุ่มได้แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มย่อย เพื่อให้ได้แง่คิดมุมมองที่ครบถ้วน ได้แก่ กลุ่มครู ผู้บริหารโรงเรียน ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้นำระดับกลาง/ หัวหน้ากลุ่ม รวมทั้งผู้ใส่ใจในการศึกษาและผู้บริหารระดับนโยบาย เมื่อแต่ละกลุ่มร่วมกันคิดและสรุปคำตอบ ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของสมาชิกกลุ่มแล้ว จึงนำเสนอผลให้ผู้เข้าประชุมทุกคนรับทราบ (3) สะท้อนความคิด เป็นการชี้จุดเน้น เชื่อมโยงประเด็นสำคัญ พร้อมให้ข้อคิด-ข้อสังเกตเพิ่มเติมจากผู้ร่วมเสวนาต่อผลสรุปของกลุ่มย่อย  ผลจากกิจกรรมทั้งสามช่วงมีดังนี้

u รับความคิด
          ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ กรรมการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็นการศึกษา ได้เกริ่นนำและชี้แจงวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ โดยสะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาไทย เปรียบดั่ง “กบอยู่ในหม้อน้ำร้อน” กว่ากบจะรู้ตัวว่าน้ำอุ่นแสนสบายกลับกลายเป็นน้ำร้อน ก็สายเกินไปที่จะกระโดดหนีตายได้ทัน  และระบุว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นไปที่บทบาทภาครัฐที่เป็นผู้ถือทรัพยากรของรัฐมากที่สุด แต่ภาครัฐจะปรับบทบาทอย่างไร เพื่อพลิกฟื้นวิกฤต-ปรับนโยบายการใช้ทรัพยากรของภาครัฐก่อเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นยังได้ชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับตัว จากนั้นนำเสนอแนวโน้มการศึกษาของนานาชาติ อาทิ การจัดการศึกษาไม่อยู่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น มีการกระจาย “ผู้เล่น” มากขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้คุมกติกา การจัดการศึกษาหลากหลายและตอบโจทย์การทำงาน เน้นให้ลงทุนให้เร็วในกลุ่มเด็กปฐมวัยและการดูแลกลุ่มเด็กวัยรุ่น โดยใช้ Outcome-based และ Area-based การพัฒนาครูและผู้บริหารในพื้นที่แทนการ training ด้วย coaching การส่งเสริมดูแลครูดี การประเมินและการทดสอบเป็นแบบอิงพื้นที่ มุ่งเน้นลดความเหลื่อมล้ำด้วยการลงทุนกับโรงเรียนที่มีปัญหา มีระบบฐานข้อมูลการศึกษาที่ใช้เพื่อการส่งต่อ-พัฒนาผู้เรียน รวมทั้งส่งเสริมโรงเรียนในกำกับ ทั้ง Charter School การกระจายอำนาจ และมุ่งเน้นความรับผิดชอบ
          จากนั้นเป็นการนำเสนอผลการประชุมของกลุ่มที่ผ่านมา ได้แก่ (1) เสียงจากกลุ่มเด็กบอกให้ทราบว่า เด็กและเยาวชนต้องการเรียนรู้เพื่อการค้นพบตนเอง ค้นพบอาชีพจากจุดสนใจของตนเอง ต้องการเรียนรู้รากเหง้าวัฒนธรรมและของจริงในท้องถิ่น เด็กอาชีวะต้องการเรียนรู้ภาคปฏิบัติให้มาก เด็ก ม.ปลายต้องการให้มีความใกล้ชิดระหว่างครูและเด็กมากขึ้นรวมทั้งให้หลักสูตรมีวิชาเลือกให้มากขึ้น เด็กการศึกษาทางเลือกไม่ต้องการสอบ O-NET แต่จะใช้การวัดและประเมินผลรูปแบบอื่น เด็กชายขอบ-ไร้สัญชาติยังคงมีปัญหาเรื่องบัตรประชาชนและความเหลื่อมล้ำ เด็กนอกระบบต้องการสังคมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเชื่อมโยงกับอาชีพอนาคต นอกจากนั้นเด็กต้องการมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการของการเรียนรู้  (2) เสียงจากกลุ่มการศึกษาทางเลือกบอกให้ทราบว่า ต้องการให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทางเลือก (3) เสียงจากกลุ่มภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษาบอกให้ทราบว่า ภาคเอกชนเน้นการศึกษาเพื่อการมีงานทำ จึงต้องการเจรจากับภาครัฐเพื่อผลักดันให้เกิดรูปธรรมโดยเร็ว  และ(4) เสียงจากกลุ่มจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น บอกให้ทราบว่า การจัดการศึกษาของโรงเรียนภายใต้การสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังมุ่งตอบโจทย์ชุมชนและเด็กเยาวชนในพื้นที่ รวมทั้งตอบสนองอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

          สุดท้าย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็นการศึกษา ได้ให้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนเก่ง คนดี มีความสามารถ มีข้อสรุป 2 ประการคือ (1) การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อประกันการมีงานทำของผู้เรียน (2) การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อสร้าง Character/ สร้างคนให้มีวินัย ซื่อสัตย์ ทำงานเป็น ดังนั้น เราจำเป็นต้องเปลี่ยนโจทย์การจัดการศึกษาใหม่ โดยจะมี “ผู้เล่น” เข้าร่วมจัดการศึกษามากขึ้น จะเกิดผลในทางบวก อาทิ การร่วมกันทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ภาครัฐและท้องถิ่น ส่วนในทางลบก็จะเกิดกระบวนการไต่สวนภาครัฐขึ้นมา โดยตั้งคำถามว่าทำไมภาครัฐไม่ทำตามหลักการกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ซึ่งการระดมความคิดและเสวนาในวันนี้จะช่วยให้เห็นทิศการการปรับเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ ที่เป็นไปเพื่อส่งเสริมสนับสนุน  Area-based Reform อย่างเป็นรูปธรรมขึ้น

 v สร้างความคิด
            จากการแบ่งกลุ่ม 6 กลุ่ม เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) และการปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐในการเป็นหน่วยนโยบาย ส่งเสริมและกำกับการดำเนินงาน ได้ผลการประชุมดังนี้

1. ผู้นำระดับนโยบาย/ ผู้ใส่ใจการศึกษา
          ผู้นำระดับนโยบายและผู้ทรงคุณวุฒิที่ใส่ใจในการศึกษาได้ชี้ประเด็นที่มีความสำคัญต่อการเสวนาร่วมกันในครั้งนี้และการส่งเสริมการใช้พื้นที่เป็นฐานต่อไปในอนาคต นั่นคือ ความเข้าใจที่ตรงกันของ  Area-based Reform การดำเนินงานอาจเริ่มต้นด้วย concept paper ที่ให้ความชัดเจนว่าการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐานนี้เป็นระดับใด อาทิ ระดับนโยบาย ระดับการสอนและการเรียนรู้ ระดับการบริหารโรงเรียน เพราะ  Area-based Reform มีความเชื่อมโยงหลายส่วนหลายมิติ ดังนั้น ต้องตอบคำถามเบื้องต้นก่อนว่า Area-based Reform  ดีอย่างไร หน้าตาของ Area-based Reform จะเป็นอย่างไร ทั้งระบบ องค์ประกอบ โครงสร้าง การบริหารจัดการ และกลไกต่างๆ  อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นพูดคุยในครั้งนี้จะทำให้เห็นโอกาสของการสร้างความชัดเจนในการก้าวเดินต่อไป
            1.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
          สิ่งที่เห็นพ้องร่วมกันของกลุ่มผู้นำระดับนโยบายและผู้ทรงคุณวุฒิที่ใส่ใจในการศึกษาคือ ควรทำ Area-based Reform ให้เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือ “ล็อก” และจะ “ปลดล็อก” เหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องคิดให้ชัดเจนและมีความละเอียดมากพอ สำหรับข้อเสนอจากวงเสวนาต่อรูปธรรมของการใช้พื้นที่เป็นฐาน ได้แก่ (1) การใช้จังหวัดเป็นฐานเพื่อเป็นกลไกดึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพัฒนา  (2) “เด็กเป็นตัวตั้ง” ต้องพัฒนาคนจัดให้รู้หลักและวิธีการ ซึ่งคนจัดจะต้องเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด ก็คือ “ท้องถิ่น” ท้องถิ่นจะเป็นเจ้าภาพผู้ดูแลการเรียนรู้ของเด็กและรับผิดชอบผลที่เกิดขึ้น (3) Head Office ส่วนกลางจะต้องแข็งแกร่ง  มีความเข้มแข็ง มุ่งมั่นภารกิจในการสร้างชาติที่แท้จริง สิ่งที่ส่วนกลางจะต้องตระหนักอยู่เสมอหากจะทำ “ระบบการศึกษา” เลียนแบบ “ระบบสุขภาพ” ของกระทรวงสาธารณสุข นั่นคือ คุณภาพคนที่แตกต่างกันของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ (4) ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำถือเป็นหัวใจของการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะการเปลี่ยนแปลงสู่ Area-based Reform ต้องการผู้นำที่กัดไม่ปล่อย ในอนาคตอาจผลักดันให้มีการเลือกตั้ง “ผู้นำการศึกษา” ทุกระดับ เพื่อเลือกคนดีเข้ามารับผิดชอบจัดการศึกษา (5) ควรมี Pilot Project  ทำเป็น Quick Wins เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าระบบ Area-based Reform ใช้ได้จริง และถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่ทำได้นำไปขยายผลให้กว้างขวางสู่พื้นที่อื่น และ (6) ควรมีการทำ Social Movement ขับเคลื่อนให้เป็นกระแสสู่ความสำเร็จ ผู้รับผิดชอบภารกิจนี้จะต้องกัดไม่ปล่อย ผลักดัน ต่อเนื่อง อาจให้สมัชชาสุขภาพดูแลสุขภาวะในมิติการเรียนรู้ด้วย
            1.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          ผู้นำระดับนโยบายและผู้ทรงคุณวุฒิที่ใส่ใจในการศึกษาวิเคราะห์ถึงบทบาทภาครัฐที่จะเปลี่ยนจากเดิมไปเป็นหน่วยนโยบาย อำนวยการ สนับสนุน และกำกับติดตามประเมินผลร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ในระดับพื้นที่ (ท้องถิ่น เอกชน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเด็ก) ดังผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งกล่าวถึงบทบาทใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยนไปเป็น “ตัวเล็ก-ใจใหญ่-สมองโต-เพื่อนเยอะ” ซึ่งสาระในวงเสวนาสามารถจำแนกบทบาทภาครัฐได้ 5 ประการ คือ (1) เป็นผู้วางเป้าหมายปลายทางของผู้เรียนให้ชัดเจน อาทิ เด็กคิดเป็น (อาทิ Critical Thinking, Creative Thinking), เด็กเป็นผู้สร้างความรู้และนวัตกรรม ไม่ใช่เพียง “ผู้เสพ”, เด็กรักถิ่นฐานบ้านเกิด (2) เป็นผู้กำหนดนโยบาย Area-based Reform ที่มีความชัดเจน ทั้งการ “ปักธง” ส่งเสริม และติดตามผล (3) เป็นผู้ส่งเสริมและให้บทบาทพื้นที่ในการจัดการศึกษาทุกระดับ อาทิ ระดับเด็กเล็ก ระดับอนุบาล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ระดับอาชีวศึกษา โดยเฉพาะการดึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน รวมทั้งการกำหนดให้มีบอร์ดจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมการจัดการศึกษาในพื้นที่ (4) เป็นผู้ปลดล็อกอุปสรรคที่จะขับเคลื่อนไปเป็น  Area-based Reform และ (5) เป็นผู้สร้างผู้นำ ให้ไปเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ที่มีความสามารถในการมองเชิงระบบ เห็นผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น  ไม่เร่งคิด-เร่งทำ-ด่วนสรุป ควรใช้ผลวิจัยเป็นฐานในการตัดสินใจ ส่วนผู้นำในระดับนโยบายควรปรับวิสัยทัศน์ - ไม่รวบอำนาจ และเอื้ออำนวยให้เกิด Area-based Reform  

2. ผู้นำระดับกลาง
            กลุ่มผู้นำระดับกลางที่อยู่ในหน่วยงานระดับนโยบายได้สะท้อนให้เห็นปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของการกระจายอำนาจ นั่นคือ กระบวนการได้มาและการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต-ปลอดการเมืองและผลประโยชน์พวกพ้องของ (1) ผู้นำ และ (2) คณะกรรมการ/ องค์คณะบุคคล/ บอร์ดที่อยู่ในระบบ Area-based Reform ทุกระดับ
            2.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
            ปัจจัยสำคัญของการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) ตามมุมมองของกลุ่มผู้นำระดับกลาง ประกอบด้วย 5 ประการ คือ (1) การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของพื้นที่ ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างบริสุทธิ์ใจ คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ พึงระวังผู้มามีส่วนร่วมที่เป็น “คนของใคร”  (2) การคัดเลือกผู้นำ/ ผู้บริหารให้ได้คนดี คนเก่ง โดยเฉพาะการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต้องปลอดการเมือง และไม่ถูกครอบงำจากอำนาจต่างๆ (3) การมีคณะกรรมการหลายฝ่าย มาจากหลากหลายกลุ่ม เพื่อให้เกิดการคานอำนาจซึ่งกันและกัน (4) การจัดสรรงบประมาณลงสู่พื้นที่ในสัดส่วนที่มากขึ้น และ (5) สร้างผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศน์ ในทุกกลุ่มทุกระดับ ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด
            2.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          บทบาทของภาครัฐที่ควรดำเนินการคือ (1) ทบทวน-สร้างความเข้าใจ-สร้างความตระหนักในบทบาทภาครัฐ ที่ระบุไว้ในกฎระเบียบที่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำตามกฎระเบียบ แต่กลับทำตรงกันข้าม  หรือ ปากว่าตาขยิบ (2) มีระบบการติดตาม ตรวจสอบ ประกันคุณภาพภายใน มี “คานงัด” หรือมีคณะกรรมการตรวจสอบที่เข้มแข็ง เป็น “หนูตัวที่อาสาไปแขวนกระดิ่งที่คอแมว” ให้ข้อเสนอแนะและระดมความคิด-ร่วมแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

3. ผู้นำระดับเขตพื้นที่
            3.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
          กลุ่มผู้นำระดับเขตพื้นที่การศึกษาเห็นว่า การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐานมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพราะบริบทของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน อาทิ สภาพปัจจุบันปัญหา ความต้องการ ความพร้อม ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐานเกิดขึ้นได้จริง จะต้องมี (1) การกระจายอำนาจมากกว่ามอบอำนาจ ทั้งระดับเขตพื้นที่และโรงเรียน (2) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องเป็นนิติบุคคล (3) ปัจจัยทางด้านนโยบาย-การเมืองต้องเอื้ออำนวย (4) การสร้างความพร้อมและสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งองค์คณะบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (5) เน้นการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบตามหลักธรรมาภิบาล และ(6) มุ่งเน้นคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ
            3.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          กลุ่มผู้นำระดับเขตพื้นที่การศึกษาเห็นว่า หน่วยนโยบายของภาครัฐด้านการศึกษาควร (1) ลด/ เลิกการสั่งการ เปลี่ยนมาเป็นหน่วยที่คอยให้การสนับสนุน (2) ให้ระดับพื้นที่เป็นหน่วยปฏิบัติงานจริงๆ ทำงานตลอดแนว ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมิน (3) ควรแยกบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนของหน่วยงานระดับนโยบาย (ส่วนกลาง) และหน่วยงานระดับปฏิบัติ (พื้นที่) และ (4) ควรบูรณาการทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

4. ศึกษานิเทศก์
            4.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
            กลุ่มศึกษานิเทศก์เห็นว่า การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) มีความเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย เพราะการใช้พื้นที่เป็นฐานจะทำให้การทำงานใกล้ชิดชุมชน เข้าใจสภาพปัญหาความต้องการของชุมชน สามารถระดมสรรพกำลังและทรัพยากรได้ง่ายกว่า ซึ่งพื้นที่ในที่นี้น่าจะหมายถึง จังหวัด ต้องการให้หนึ่งจังหวัดเป็นหนึ่งเขตพื้นที่ ก็จะทำให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการและประสานงานกับหน่วยงานอื่นได้ง่ายขึ้น สำหรับปัจจัยที่จะช่วยให้การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้อง (1) ภาครัฐลดการกำหนดนโยบายการศึกษาจากส่วนกลางลง และเปิดโอกาสให้พื้นที่มีส่วนในการกำหนดนโยบายการศึกษาของพื้นที่ โดยกำหนดสัดส่วน พื้นที่ต่อส่วนกลาง เป็น 70 : 30 ซึ่งต้องสอดคล้องกับงบประมาณและอัตรากำลัง (2) มีการกำหนดเป้าหมายการศึกษาชาติร่วมกัน โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมทั้งระดับชาติและพื้นที่ (3) มีการกำหนดความรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีบทบาทหน้าที่และมาตรการความรับผิดชอบที่ชัดเจน อาทิ ตัวผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  (4) มีการกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนของพื้นที่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ (5) พัฒนาบุคลากรทุกระดับ โดยเฉพาะผู้บริหารและครูให้เข้าใจเป้าหมาย มาตรฐาน และตัวชี้วัดความสำเร็จ (6) มีมาตรการสนับสนุน เช่น กฎระเบียบ งบประมาณของพื้นที่  อัตรากำลัง และ (7) การศึกษาต้องปลอดการเมือง โดยมีมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคมคอยกำกับดูแล
            4.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          กลุ่มศึกษานิเทศก์เห็นว่า บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐเพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) จะต้อง (1) มีกฎหมายที่กำหนดมาตรการความรับผิดชอบของภาครัฐที่ชัดเจน ในการปฏิบัติตามแนวทางการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน โดยอาจมีการปรับ แก้ หรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ ซึ่งต้องระบุความผิดหากละเลยไม่ปฏิบัติตาม (2) ให้ภาคประชาชน ประชาสังคมสามารถรวมตัวเข้าชื่อ ยื่นถอดถอนเอาผิดกับผู้รับผิดชอบถ้าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) ภาครัฐต้องมีการกำหนดแผนอย่างชัดเจนที่จะลดบทบาทลงแค่ไหน ภายในเมื่อไร (4) พื้นที่ต้องสร้างความเข้มแข็ง โปร่งใส ให้ส่วนกลางเห็นถึงศักยภาพ โดยมีทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างความเข้มแข็ง (5) ลดงบประมาณของภาครัฐในส่วนกลางไปให้พื้นที่ให้มาก เป็นสัดส่วนส่วนกลางต่อพื้นที่ เป็น 30 : 70 โดยการจัดสรรงบประมาณควรขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น ไม่ใช่ขึ้นกับจำนวนคนหรือความกว้างของพื้นที่ (6) พื้นที่ต้องแสวงหาวิธีการ นวัตกรรมในการทำงานเพื่อไปสู่เป้าหมายความสำเร็จของแต่ละพื้นที่ (7) บทบาทของภาครัฐต้องเพิ่มบทบาทในการกำกับ ติดตาม สนับสนุน ส่งเสริม ตรวจสอบ ควบคุมมาตรฐานการผลิต และลดบทบาทในการกำหนดนโยบายส่วนใหญ่ให้เหลือเพียงนโยบายหลัก ลดการกำหนดโครงการต่างๆ และการกำหนดวิธีการทำงาน เปิดโอกาสให้พื้นที่คิดค้น แสวงหาแนวทางการทำงานที่เหมาะสมกับบริบท สภาพปัญหา และความต้องการ (8) มีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุกระดับ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายความสำเร็จของงานด้วยวิธีที่โปร่งใส เป็นธรรม (9) ใช้มาตรการทางสังคมเป็นตัวกำกับติดตามการทำงานของภาครัฐให้มากขึ้น เช่น กลุ่มพ่อแม่ ผู้ปกครอง สื่อ (10) ต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชน ให้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ การเข้าถึงสิทธิ และการรักษาสิทธิ (11) ต้องเร่งสร้างค่านิยมเชิงคุณธรรม จริยธรรมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน บุคลากร ครู นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง อาทิ ความสำนึกรับผิดชอบ ความละอายเกรงกลัวต่อบาป จิตสาธารณะ การใฝ่รู้ใฝ่เรียน การแข่งขั้นในการทำความดี การคัดเลือกคนดีเข้าสู่หน่วยงาน/ โรงเรียน (12) มีการพัฒนาครูบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและจัดอัตรากำลังให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเจริญเติบโตของประชากร และการพัฒนาประเทศ และ(13) การกำหนดเป้าหมาย การผลิตกำลังคนควรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีการวางแผนร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา โดยสถานศึกษา มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติตาม ไม่ต่างคนต่างทำ

5. ผู้บริหารโรงเรียน
            5.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
            กลุ่มผู้บริหารโรงเรียนเห็นพ้องกันว่า การปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) มีความเป็นไปได้ในบริบทประเทศไทย ควรดำเนินการนำร่องในบางพื้นที่ก่อน ทั้งนี้เงื่อนไขที่จะช่วยให้การดำเนินการประสบผลสำเร็จ จะต้อง (1) ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำเชิงรุกเน้นวิชาการ มีภาวะผู้นำ และกล้าเปลี่ยนแปลง ครูต้องมีคุณภาพ (2) การกระจายงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ สู่พื้นที่อย่างเป็นธรรมและเหมาะสม (3) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองมีความสำคัญอย่างยิ่ง (4) ต้องมีการปลดล็อกระดับนโยบาย เช่น การให้สถานศึกษาพิจารณาคัดเลือกครูได้เอง (5) มีการจำแนกโรงเรียนตามระดับคุณภาพ และให้การสนับสนุนส่งเสริมให้สอดคล้องตามบริบทและสภาพปัจจุบันของโรงเรียน รวมทั้งใช้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการประเมินผล
            5.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          บทบาทของภาครัฐที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองของกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน ประกอบด้วย (1) ต้องผลักดันให้เกิดโรงเรียนนิติบุคคลอย่างแท้จริง โดยการให้อำนาจอย่างเต็มที่แล้วตรวจสอบผลงานเชิงประจักษ์ในด้านคุณภาพ (2) มีการจำกัดอำนาจทางการเมือง (3) มีการนำร่องโรงเรียนนิติบุคคล ส่งเสริมให้โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จได้นำเสนอผลที่เกิดขึ้นให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และ(4) คัดคนเก่งที่มีใจอาสามาเป็นครู

6. ครูผู้สอน
            6.1 ความเป็นไปได้ของ Area-based Reform
            กลุ่มครูผู้สอนเห็นด้วยที่จะปฏิรูปการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน ซึ่งเห็นว่าไม่ควรเน้นพื้นที่เป็นฐานเท่านั้น ควรพิจารณาแบบผสมผสานระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ อาทิ (1) หลักสูตร ควรเป็นแบบผสมผสาน โดยมีแกนกลางเป็นหลักและพื้นที่ท้องถิ่นเป็นส่วนเสริม (2) การวัดและประเมินผลควรกำหนดเป็นสัดส่วนที่ชัดเจนระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ข้อมูลการวัดและประเมินผลระดับโรงเรียนจะต้องเอื้ออำนวยให้มีการนำเสนอผลการเรียนที่เป็นส่วนของพื้นที่ให้ปรากฏในโปรแกรมการวัดและประเมินผลของโรงเรียน (3) โรงเรียนจะต้องสร้างความเข้าใจให้นักเรียนและผู้ปกครองรับรู้เกี่ยวกับการผสมผสานการเรียนรู้ท้องถิ่น ไม่ได้มุ่งผลสัมฤทธิ์แต่ฝ่ายเดียว  และปรับเปลี่ยนค่านิยมของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะค่านิยมของผู้ปกครองที่มุ่งให้นักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย (4) ควรให้การสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอต่อการพัฒนา (5) ควรมีข้าราชการครูที่เพียงพอในการสอน และผลักดันให้เกิดการจัดการเรียนรู้จริง
            6.2 บทบาทที่จะเปลี่ยนไปของภาครัฐ - หน่วยนโยบาย
          กลุ่มครูผู้สอนเห็นว่าภาครัฐควร (1) ให้การสนับสนุนทรัพยากร บุคลากร ความช่วยเหลือเพิ่มขึ้น และลดการแทรกแซงการใช้อำนาจที่มิชอบ (2) ภาครัฐควรวางเป้าหมายการจัดการศึกษาในระยะยาว เช่น จัดทำแผน 5 ปี จะช่วยให้การจัดการศึกษาไทยต่อเนื่อง มิใช่เปลี่ยนแปลงตามรัฐมนตรีที่เปลี่ยนบ่อย และ (3) สร้างภาคีเครือข่ายในชุมชน ทั้งรัฐ เอกชน บ้าน วัดมาร่วมเป็นวิทยากร เป็นเครือข่ายร่วมสนับสนุนโรงเรียน

w สะท้อนความคิด
          ดร.เลขา ปิยะอัจฉริยะ ได้สะท้อนความคิดจากการรับฟังการนำเสนอผลการระดมความคิดของกลุ่มต่างๆ  ว่า เห็นบทบาทของภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น เป็นการศึกษาเพื่อปวงชนทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เห็นถึงแนวโน้มของการปฏิรูปที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) เน้นปวงชนเพื่อการศึกษาเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วน โดยมี concept เป็นการศึกษาตลอดชีวิต เน้นคุณภาพผู้เรียน มีคำสำคัญที่พบในการนำเสนอ ได้แก่ คุณภาพบุคลากร งบประมาณ การบริหารจัดการ คุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ/ เด็กเป็นตัวตั้ง มีการตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบกรณีเด็กไม่บรรลุผล และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่ต้องสั่งการหรือไม่ควรสั่งนโยบาย โดยอธิบายว่า การสั่งการมีความจำเป็นต้องมีอยู่ แต่ควรปรับเปลี่ยนจากการสั่งการแบบเผด็จการ เป็นการสั่งการแบบให้มีส่วนร่วม และต้องมีความชัดเจนว่าจะมีส่วนร่วมแบบใด และเห็นด้วยที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเล็กลง แต่พันธกิจสำคัญมากขึ้น เป็นการใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ สุดท้าย การจัดการศึกษาไทยจะต้องไม่สร้างความทุกข์ให้กับเด็ก ควรเป็นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสุข-ไม่เครียด
          นอกจากนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่าน ตั้งประเด็นเรื่อง การคัดเลือกบุคคลไปเป็น “ผู้นำ” เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ผ่านมานั้น มีความเหมาะสมแล้วหรือไม่  ผู้ทรงคุณวุฒิบางท่านตั้งคำถามถึงความเหลื่อมล้ำ-ไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรให้โรงเรียนขนาดเล็กเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่กรณีเจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน
         

          กล่าวโดยสรุป การประชุมเวทีบูรณาการภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาครั้งนี้ ได้ข้อสรุปที่เกิดจากการสร้างความรู้ความคิดร่วมกันเพื่อตอบโจทย์ 2 ข้อ ได้ข้อสรุปว่า การปฏิรูปการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based Reform) มีความเป็นไปได้ในประเทศไทย ภายใต้การปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ของภาครัฐ อย่างน้อย 2 ประการคือ (1) การเตรียมคนให้พร้อม ทั้งการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ การพิจารณาคัดเลือกคนดีมีใจเพื่อส่วนรวมเข้ามาเป็นคณะกรรมการในพื้นที่ การเสริมสร้างความเข้าใจให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องในบทบาทหน้าที่ของตนเองและหน่วยงาน สร้างความตระหนักถึงความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องต่อผลที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน (2) การวางระบบกลไกให้เอื้ออำนวยและสนับสนุนการบริหารจัดการที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน  ทั้งกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ต่างๆ ปรับแก้เพิ่มเติมและปลดล็อกอุปสรรคให้การดำเนินงานคล่องตัว การป้องกันการใช้อิทธิพลเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง การกระจายอำนาจที่ผูกพันกับความรับผิดชอบสู่หน่วยจัดการศึกษาในพื้นที่อย่างจริงจัง  สร้างระบบถ่วงดุล “คานงัด” ที่มีตัวตนและตรวจสอบจริงจัง